
พระพุทธสิหิงค์
เริ่มต้นวันนี้ด้วยจดหมายจากท่านผู้อ่านเช่นเคย หากแต่จดหมายฉบับนี้มิได้ส่งมาทางไปรษณีย์เหมือนปกติ เพราะผู้ส่งฝากเอาไว้ที่บู๊ธหนังสือ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยมีปัจจัยฝากมาทำบุญกับคำถามที่แปลกออกไปจากปกติ
และแม้มิใช่คำถามที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมะโดยตรง ทว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ผู้เขียนจึงต้องหยิบยกมาตอบ
เรียน คุณภูเตศวร
ดิฉันมีโอกาสเข้ากรุงช่วงปิดเทอม รู้ข่าวว่ามีงานสัปดาห์หนังสือฯ อีกทั้งทราบว่าคุณกับคุณทมยันตีกำลังสร้างศาลาการเปรียญแบบสุโขทัยประยุกต์ ก็เลยแวะไปที่ร้านในงาน แต่ไม่พบ เห็นพนักงานบอกว่าไปต่างประเทศ จึงฝากเงินร่วมทำบุญด้วย เป็นเงินน้อยนิด แต่เต็มใจร่วมบุญค่ะ
ไหน ๆ ก็ฝากข้อความมาแล้ว เลยขออนุญาตถามข้อข้องใจมาด้วย ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็ไม่ต้องตอบนะคะ
เคยไปเที่ยวเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ เขาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกมาให้สรงน้ำก็เลยแปลกใจ เพราะเคยได้รู้มาว่าที่กรุงเทพฯ ก็มีองค์ วันก่อนอ่านพบที่ไหนจำไม่ได้เห็นว่ามีอีกองค์อยู่ทางภาคใต้ก็เลยยิ่งอยากรู้ว่าทั้งหมดในประเทศมีกี่องค์ เป็นเพราะอะไรที่พระนามท่านพ้องกัน หรือมีเหตุผลอื่น
จีรนันท์ ตันสังวรณ์
ตอบ ตามตำนานกล่าวขานไว้ว่า พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้ากรุงลังการ่วมกับพระอรหันต์สร้างขึ้นในเกาะลังกาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ ก่อนจะสร้างก็ได้สอบสวนถึงพุทธลักษณะอย่างถี่ถ้วน โดยหมายจะให้ได้พระรูปให้เหมือนองค์จริง ๆ ของพระตถาคตเจ้า และตำนานยังกล่าวต่อไปว่าพญานาคซึ่งเคยเห็นองค์พระพุทธเจ้าได้มาแปลงกายให้ดูเป็นตัวอย่าง
มาถึงรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ. ๑๘๒๐-๑๘๖๐) ราชวงศ์พระร่วง สุโขทัย มีพระภิกษุลังกาเข้าสู่อาณาจักรสยาม พ่อขุนรามคำแหงทรงทราบถึงพุทธลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตเชิญพระราชสาส์นไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายมาตามพระราชประสงค์
กล่าวกันว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงเสด็จไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง แล้วอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาแต่กาลนั้น
ครั้นสุโขทัยอ่อนกำลังลง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาได้สุโขทัยไว้ในอำนาจหลังพระยาไสยาลือไท เจ้ากรุงสุโขทัยสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ก็โปรดให้เชิญพระพุทธสิหิงค์โดยทางเรือลงมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา
ในพงศาวดารกล่าวไว้ว่า พระพุทธสิหิงค์ได้ถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่กำแพงเพชรด้วย หลังจากสุโขทัยเสื่อมอำนาจ ทางอยุธยาได้แบ่งการปกครองขึ้นมาใหม่โดยมีกำแพงเพชรเป็นเมืองเอก ครองมณฑลฝ่ายเหนือ โดยพระยายุธิษฐิระผู้ครองกำแพงเพชรนั้นปรากฎว่าเป็นราชบุตรเลี้ยงของสมเด็จพระบรมราชาที่ ๑
หลังรัชสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ ๑ เจ้ามหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายชักชวนเจ้ากือนาพี่ชายผู้ครองนครเชียงใหม่ยกทัพไปขู่ขอพระพุทธสิหิงค์จากพระยายุธิษฐิระเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งก็ยกให้แต่โดยดี พระพุทธสิหิงค์จึงถูกอัญเชิญไปอยู่เชียงราย ภายหลังทางเชียงรายกับเชียงใหม่เกิดพิพาทถึงขั้นรบกัน เชียงรายแพ้ เจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานอยู่เชียงใหม่ และอยู่ยาวนานถึง ๒๕๕ ปี
ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. ๒๒๐๕ ก็โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธสิหิงค์กลับอยุธยาตามเดิม จวบจนอยุธยาเสียเอกราชให้พม่าครั้งที่ ๒ เชียงใหม่ซึ่งเป็นพวกพ้องพม่า จึงได้พระพุทธสิหิงค์กลับคืนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐
ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองเชียงใหม่กลับมาอยู่ใต้การปกครองของไทยแล้ว พม่าได้ยกกำลังมาล้อมเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้พระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยกทัพไปขับไล่ทัพพม่า เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นภารกิจ จึงทรงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๓๘ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์จนถึงกาลบัดนี้
พุทธลักษณะแห่งพระพุทธสิหิงค์อันเป็นองค์จริงมาจากลังกา เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ส่วนสูงวัดจากฐานพื้นที่ประทับถึงรัศมี ๗๙ เซนติเมตร ส่วนกว้างจากหน้าตักได้ ๖๓ เซนติเมตร เป็นปางสมาธิ
พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น กล่าวกันว่า พระเจ้าศิริธรรมนคร โปรดสร้างขึ้น ในคราวที่ได้พระพุทธสิหิงค์มาจากประเทศลังกา ฉะนั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นองค์จำลอง ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในหอพระสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พระพุทธสิหิงค์องค์ที่สามประดิษฐานอยู่ในวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นองค์จำลองเฉกเดียวกันกับองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังจะยกเรื่องราวโดยย่อในตำนานตามคัมภีร์ในกาลมาลีปกรณ์มาแสดงดังนี้...
“เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระสีหลปฏิมาไปเมืองเชียงราย โดยพระประสงค์จะเอาไปทำแบบสร้างอีกองค์หนึ่ง ด้วยทองสำริดให้เหมือนองค์นั้นแล้ว เลยอัญเชิญพระสีหลปฏิมากรนั้นไปถึงนครเชียงแสน ทรงทำอภิเษก (สวดพุทธาภิเษก) พระปฏิมาองค์นั้นที่เกาะดอนแท่นด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วอัญเชิญมาเมืองเชียงรายอีก ประดิษฐานในวิหารหลวงที่ไว้พระพุทธรูป แล้วเอาทองเหลือง ดีบุก เงิน ทองคำ ผสมกันหล่อพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งมีขนาดรูปร่างเหมือนพระสีหลปฏิมาแล้วทรงทำการฉลองพระพุทธรูปเป็นการใหญ่”
พระพุทธสิหิงค์นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามมานับแต่สมัยสุโขทัย จวบจนปัจจุบัน และเชื่อว่ามีอานุภาพและปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง โดยผู้แต่งตำนานคือ ‘พระโพธิรังษี’ ได้พรรณนาเหตุผลไว้อย่างน่าฟังดังนี้
“พระพุทธสิหิงค์หามีชีวิตจริงไม่ หากแต่ทรงมหิทธานุภาพ ตัวเหตุ ๓ ประการคือ อธิษฐานพลของพระอรหันต์ อธิษฐานพลของเจ้าลังกาหลายองค์ และศาสนาพลของพระพุทธเจ้าอันหมายถึงกำลังแห่งพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธปฏิมากรอันทรงอานุภาพและทรงค่าสูง”
และ พระโพธิรังษีได้กล่าวอีกว่า
“พระพุทธสิหิงค์เมื่อเสด็จประทับ ณ ที่ใด ๆ ย่อมทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดังดวงประทีป เสมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่”
ครับ เรื่องราวและตำนานโดยย่อของพระพุทธสิหิงค์ก็มีดังนี้แล...
อ้อ...ขอต่อท้ายอีกนิดครับ เพราะความเชื่อที่ว่า พระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ นำความเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็นมาสู่ประชาราษฎร์ทั้งหลาย ในปัจจุบันซึ่งเป็นวันสงกรานต์อันถือเป็นวันปีใหม่ของไทย พระพุทธสิหิงค์จะถูกอัญเชิญออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำในทุก ๆ ปี ก็น่าอัศจรรย์ครับ ในวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี จะมีฝนโปรยปรายลงมาเกือบทุกครั้ง ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระพุทธสิหิงค์ดลบันดาลให้เป็น
จริงเท็จแค่ไหนท่านผู้อ่านก็ลองสังเกตดูในวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี ดูเอาเองก็แล้วกันครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com