การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พระพุทธสิหิงค์ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#546]

พระพุทธสิหิงค์

 

            เริ่มต้นวันนี้ด้วยจดหมายจากท่านผู้อ่านเช่นเคย หากแต่จดหมายฉบับนี้มิได้ส่งมาทางไปรษณีย์เหมือนปกติ เพราะผู้ส่งฝากเอาไว้ที่บู๊ธหนังสือ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยมีปัจจัยฝากมาทำบุญกับคำถามที่แปลกออกไปจากปกติ

และแม้มิใช่คำถามที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมะโดยตรง ทว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย ผู้เขียนจึงต้องหยิบยกมาตอบ

            เรียน คุณภูเตศวร

            ดิฉันมีโอกาสเข้ากรุงช่วงปิดเทอม รู้ข่าวว่ามีงานสัปดาห์หนังสือฯ อีกทั้งทราบว่าคุณกับคุณทมยันตีกำลังสร้างศาลาการเปรียญแบบสุโขทัยประยุกต์ ก็เลยแวะไปที่ร้านในงาน แต่ไม่พบ เห็นพนักงานบอกว่าไปต่างประเทศ จึงฝากเงินร่วมทำบุญด้วย เป็นเงินน้อยนิด แต่เต็มใจร่วมบุญค่ะ

ไหน ๆ ก็ฝากข้อความมาแล้ว เลยขออนุญาตถามข้อข้องใจมาด้วย ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็ไม่ต้องตอบนะคะ

            เคยไปเที่ยวเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ เขาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกมาให้สรงน้ำก็เลยแปลกใจ เพราะเคยได้รู้มาว่าที่กรุงเทพฯ ก็มีองค์ วันก่อนอ่านพบที่ไหนจำไม่ได้เห็นว่ามีอีกองค์อยู่ทางภาคใต้ก็เลยยิ่งอยากรู้ว่าทั้งหมดในประเทศมีกี่องค์ เป็นเพราะอะไรที่พระนามท่านพ้องกัน หรือมีเหตุผลอื่น

จีรนันท์ ตันสังวรณ์

           ตอบ ตามตำนานกล่าวขานไว้ว่า พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้ากรุงลังการ่วมกับพระอรหันต์สร้างขึ้นในเกาะลังกาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ ก่อนจะสร้างก็ได้สอบสวนถึงพุทธลักษณะอย่างถี่ถ้วน โดยหมายจะให้ได้พระรูปให้เหมือนองค์จริง ๆ ของพระตถาคตเจ้า และตำนานยังกล่าวต่อไปว่าพญานาคซึ่งเคยเห็นองค์พระพุทธเจ้าได้มาแปลงกายให้ดูเป็นตัวอย่าง

           มาถึงรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ. ๑๘๒๐-๑๘๖๐) ราชวงศ์พระร่วง สุโขทัย มีพระภิกษุลังกาเข้าสู่อาณาจักรสยาม พ่อขุนรามคำแหงทรงทราบถึงพุทธลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตเชิญพระราชสาส์นไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา ซึ่งพระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายมาตามพระราชประสงค์

กล่าวกันว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงเสด็จไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง แล้วอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาแต่กาลนั้น

            ครั้นสุโขทัยอ่อนกำลังลง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาได้สุโขทัยไว้ในอำนาจหลังพระยาไสยาลือไท เจ้ากรุงสุโขทัยสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ก็โปรดให้เชิญพระพุทธสิหิงค์โดยทางเรือลงมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา

       ในพงศาวดารกล่าวไว้ว่า พระพุทธสิหิงค์ได้ถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่กำแพงเพชรด้วย หลังจากสุโขทัยเสื่อมอำนาจ ทางอยุธยาได้แบ่งการปกครองขึ้นมาใหม่โดยมีกำแพงเพชรเป็นเมืองเอก ครองมณฑลฝ่ายเหนือ โดยพระยายุธิษฐิระผู้ครองกำแพงเพชรนั้นปรากฎว่าเป็นราชบุตรเลี้ยงของสมเด็จพระบรมราชาที่ ๑

         หลังรัชสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ ๑ เจ้ามหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายชักชวนเจ้ากือนาพี่ชายผู้ครองนครเชียงใหม่ยกทัพไปขู่ขอพระพุทธสิหิงค์จากพระยายุธิษฐิระเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งก็ยกให้แต่โดยดี พระพุทธสิหิงค์จึงถูกอัญเชิญไปอยู่เชียงราย ภายหลังทางเชียงรายกับเชียงใหม่เกิดพิพาทถึงขั้นรบกัน เชียงรายแพ้ เจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานอยู่เชียงใหม่ และอยู่ยาวนานถึง ๒๕๕ ปี

         ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. ๒๒๐๕ ก็โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธสิหิงค์กลับอยุธยาตามเดิม จวบจนอยุธยาเสียเอกราชให้พม่าครั้งที่ ๒ เชียงใหม่ซึ่งเป็นพวกพ้องพม่า จึงได้พระพุทธสิหิงค์กลับคืนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐

         ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองเชียงใหม่กลับมาอยู่ใต้การปกครองของไทยแล้ว พม่าได้ยกกำลังมาล้อมเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้พระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยกทัพไปขับไล่ทัพพม่า เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นภารกิจ จึงทรงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๓๘ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์จนถึงกาลบัดนี้

พุทธลักษณะแห่งพระพุทธสิหิงค์อันเป็นองค์จริงมาจากลังกา เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ส่วนสูงวัดจากฐานพื้นที่ประทับถึงรัศมี ๗๙ เซนติเมตร ส่วนกว้างจากหน้าตักได้ ๖๓ เซนติเมตร เป็นปางสมาธิ

        พระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น กล่าวกันว่า พระเจ้าศิริธรรมนคร โปรดสร้างขึ้น ในคราวที่ได้พระพุทธสิหิงค์มาจากประเทศลังกา ฉะนั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นองค์จำลอง ปัจจุบันพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในหอพระสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์องค์ที่สามประดิษฐานอยู่ในวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นองค์จำลองเฉกเดียวกันกับองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังจะยกเรื่องราวโดยย่อในตำนานตามคัมภีร์ในกาลมาลีปกรณ์มาแสดงดังนี้...

            “เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระสีหลปฏิมาไปเมืองเชียงราย โดยพระประสงค์จะเอาไปทำแบบสร้างอีกองค์หนึ่ง ด้วยทองสำริดให้เหมือนองค์นั้นแล้ว เลยอัญเชิญพระสีหลปฏิมากรนั้นไปถึงนครเชียงแสน ทรงทำอภิเษก (สวดพุทธาภิเษก) พระปฏิมาองค์นั้นที่เกาะดอนแท่นด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วอัญเชิญมาเมืองเชียงรายอีก ประดิษฐานในวิหารหลวงที่ไว้พระพุทธรูป แล้วเอาทองเหลือง ดีบุก เงิน ทองคำ ผสมกันหล่อพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งมีขนาดรูปร่างเหมือนพระสีหลปฏิมาแล้วทรงทำการฉลองพระพุทธรูปเป็นการใหญ่”

พระพุทธสิหิงค์นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามมานับแต่สมัยสุโขทัย จวบจนปัจจุบัน และเชื่อว่ามีอานุภาพและปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง โดยผู้แต่งตำนานคือ ‘พระโพธิรังษี’ ได้พรรณนาเหตุผลไว้อย่างน่าฟังดังนี้

“พระพุทธสิหิงค์หามีชีวิตจริงไม่ หากแต่ทรงมหิทธานุภาพ ตัวเหตุ ๓ ประการคือ อธิษฐานพลของพระอรหันต์ อธิษฐานพลของเจ้าลังกาหลายองค์ และศาสนาพลของพระพุทธเจ้าอันหมายถึงกำลังแห่งพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธปฏิมากรอันทรงอานุภาพและทรงค่าสูง”

และ พระโพธิรังษีได้กล่าวอีกว่า

“พระพุทธสิหิงค์เมื่อเสด็จประทับ ณ ที่ใด ๆ ย่อมทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดังดวงประทีป เสมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่”

ครับ เรื่องราวและตำนานโดยย่อของพระพุทธสิหิงค์ก็มีดังนี้แล...

อ้อ...ขอต่อท้ายอีกนิดครับ เพราะความเชื่อที่ว่า พระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ นำความเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็นมาสู่ประชาราษฎร์ทั้งหลาย ในปัจจุบันซึ่งเป็นวันสงกรานต์อันถือเป็นวันปีใหม่ของไทย พระพุทธสิหิงค์จะถูกอัญเชิญออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำในทุก ๆ ปี ก็น่าอัศจรรย์ครับ ในวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี จะมีฝนโปรยปรายลงมาเกือบทุกครั้ง ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระพุทธสิหิงค์ดลบันดาลให้เป็น

จริงเท็จแค่ไหนท่านผู้อ่านก็ลองสังเกตดูในวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี ดูเอาเองก็แล้วกันครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com