พระรัตนตรัยเหนือกว่...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พระรัตนตรัยเหนือกว่าเทพยดา by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#550]
พระรัตนตรัยเหนือกว่าเทพยดา

ไม่มีเทพยดาองค์ไหนเหนือกว่าพระรัตนตรัย

          ในระยะปีสองปีมานี้ กระแสความเชื่อ ‘จตุคามรามเทพ’ ได้ปะทุขึ้นอย่างน่ากลัว ทั้ง ๆ ที่เครื่องรางของขลังชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๐ ซึ่งครั้งนั้นกล่าวกันว่า สนนราคาแบบช่วยทำบุญองค์ละสามสิบบาทเท่านั้น ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่เคยสะสมพระเครื่องเป็นงานอดิเรก ทำให้จำได้ว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา จตุคามรามเทพ เคยเป็นวัตถุมงคลที่แม้แต่ให้กันฟรี ๆ บางคนยังโกรธ

          ...เหตุเพราะ: เป็นรูปเคารพของเทวดา มิหนำซ้ำยังมีขนาดใหญ่ไม่เหมาะกับการแขวนบูชาประจำตัว

          กระแสจตุคามรามเทพ เริ่มขยับเล็กน้อยในปี ๒๕๓๘ เหตุเพราะเกิดปรากฏการณ์สุริยคราสเต็มดวงในประเทศไทย พร้อม ๆ กระแสบูชาพระราหูรุนแรงขึ้น คนไทยกลับมาฮิตการบูชาของดำถวายพระราหูจนกลายเป็นพระราหูฟีเวอร์อยู่พักใหญ่ ซึ่งประจวบกับวัตถุมงคลชุดจตุคามรามเทพมีพระราหูล้อมรอบองค์จตุคามฯ อยู่ด้วยอย่างเห็นชัด ราคาจึงขยับจากไม่กี่สิบบาทมาเป็นหลักร้อยและหลักพันในที่สุด

          ขอเพียงนักนิยมพระเครื่องในวงการให้ความสนใจ (เพราะซื้อขายได้มีกำไร) การเสาะแสวงหาก็เป็นเงาตามมาในปี ๒๕๔๒ ราคาจตุคามรามเทพ ขยับขึ้นสู่หลักหมื่นในส่วนกลาง ขณะที่กระแสในท้องถิ่นทางใต้ก็คึกคักสุดขีด เมื่อคนแสวงหามากขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงเป็นเงาตามตัว

          นั่นคือกระแสที่เกิดจากปากต่อปาก และราคาที่ขยับห่างออกไปแบบวันต่อวัน จนกลายเป็นจตุคามรามเทพฟีเวอร์ในวันนี้!

          ที่หยิบยกเรื่องนี้มากล่าว มิใช่ผู้เขียนต้องการคัดค้านความเชื่อของมหาชน หรือไม่เชื่อในพลังอำนาจของเทพยดา ทว่าอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านในฐานะชาวพุทธไม่ไหลไปตามกระแสอย่างขาดสติปัญญา ด้วยเคยสนทนากับคนแขวนจตุคามรามเทพหลายท่าน ว่าเหตุใดจึงแขวน คำตอบส่วนใหญ่คือ...

          ...เขาว่าบูชาท่านจะขออะไรก็ได้ โดยเฉพาะโชคลาภ!

          จึงไม่แปลกที่เอกสารโฆษณาการจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามฯ รุ่นใหม่ ๆ จึงมีสโลแกนที่ว่า...

          ‘ขอได้ ไหว้รับ’ ในทุกรุ่น เพื่อเป็นนัยว่าคนที่บูชา และขอองค์จตุคามรามเทพ ย่อมประสบผลสำเร็จโดยง่าย

          ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบปัจจุบัน อะไรจะเท่าความหวังของมนุษย์เท่ากับ ‘โชคลาภ’ และการร้องขอความสำเร็จในธุรกิจ...หน้าที่การงาน เพื่อความร่ำรวยได้ จึงไม่น่าแปลกใจกับความคิดของผู้จัดสร้างรุ่นหลัง ๆ ต่างพากันตั้งชื่อกันอย่างหวือหวา อาทิ...รุ่นโคตรเศรษฐี รุ่นเงินไหลมา...รุ่นทรัพย์รุ่งโรจน์ รุ่นคลังสมบัติ รุ่นบันดาลโชคโภคทรัพย์ ฯลฯ

          นั่นคือเหตุผลสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ทำให้ผู้คนในยุคนี้หลุดเข้ากระแสฟีเวอร์ของคนสร้างจตุคามรามเทพอย่างง่ายดายเท่าพลิกฝ่ามือ!

           หลายท่านอาจสงสัยกระแสแห่งความนิยมของจตุคามรามเทพ หากผู้เขียนที่คลุกคลีกับเรื่องราวเหล่านี้มานาน กลับเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะในชีวิตสั้น ๆ ได้เห็นเหตุการณ์อย่างนี้มาหลายครา...

          ยี่สิบกว่าปีค่อยเคยมีกระแสอย่างนี้กับวัตถุมงคลของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาแล้ว ด้วยวัตถุมงคล ‘พระของขวัญวัดปากน้ำ’ ของหลวงพ่อสด โด่งดังในเรื่องเมตตาค้าขายจนราคาถีบตัวสูงเป็นหลักหลาย ๆ แสน หลังท่านมรณภาพ ทางวัดได้จัดสร้างออกมาอีกหลายรุ่นจนถึงรุ่นหกสร้างหอพระไตรปิฎก ที่กระแสแรงจนผลิตไม่ทัน ท้ายสุดมหาชนที่หลั่งไหลไปมากมายล้นหลามถึงกับเหยียบกันตาย ว่ากันว่าในมือคนตายยังกำพระปากน้ำรุ่นนั้นอยู่ในมือด้วยซ้ำ...

          เท่าที่รู้...พระปากน้ำรุ่นหกที่ปั๊มออกมาหมาด ๆ ในพ.ศ. นั้น ราคาเกือบหมื่น ปัจจุบันองค์ละร้อยบาทก็ไม่มีใครสนใจ

         ถัดมาอีกกรณีคือกระแสบูชาเสด็จพ่อ ร.๕ หากนับถอยหลังไปประมาณ ๑๐ ปี หลัง มาจากต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจเช่นกัน เป็นวิกฤตฟองสบู่ ความไม่มั่นคงทางการเงินตรงนั้น ทำให้เกิดคนเชื่อว่าถ้าบูชาเสด็จพ่อ ร.๕ จะเกิดมงคล เกิดเมตตามหานิยม ค้าขายดี ช่วงนั้นจะเห็นว่าร้านค้าทุกร้าน บริษัททุกบริษัทจะตั้งรูปรัชกาลที่ ๕ บูชากันอย่างถ้วนหน้า

         สำหรับตลาดพระเครื่อง เหรียญที่ระลึก...เหรียญกษาปณ์ที่ทันยุคทันสมัยของรัชกาลที่ ๕ ราคาถีบตัวไปเป็นหลักล้านอย่างเห็นชัด และปัจจุบันได้ร่วงลงอย่างน่าใจหาย ถึงขนาดมีคำกล่าวในวงการค้าขายพระเครื่องว่า ‘คนขายรวย คนซวยเก็บ’ เพราะเก็บสะสมแล้วขาดทุนยับ

         ยังมีอีกมากมายหลายตัวอย่าง เพราะเราเป็นชาวพุทธ แม้ชาวพุทธจะไม่ปฏิเสธอำนาจแห่งเทวะ หากต้องรู้ว่าเทวะยังไม่สามารถขจัดอาสวกิเลสได้ เทวะบางองค์ยังมีกรรมต้องเสวย ฉะนั้นเทวะไฉนจะอวยทุกสรรพสิ่งให้เหล่ามนุษย์ได้ พุทธศาสนาสอนให้รู้ว่า ผลเกิดแต่เหตุ มีเหตุจึงเกิดผล... อย่าหลงเชื่อสิ่งใดโดยง่ายอย่างขาดสติปัญญาไตร่ตรอง

          โดยเฉพาะการ ‘ตื่นข่าว’

          ในอดีต...ผู้สร้างบริสุทธิ์ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ความเป็นมงคลจึงบังเกิด...หากในวันนี้...เวลานี้ ผู้เขียนหวั่นเกรงว่าแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังตกเป็นเครื่องมือของพ่อค้าวัตถุมงคล เข้าทำนองวัดได้ ‘ห้าหมื่น’ พ่อค้าได้ ‘ห้าล้าน’ มากกว่าอย่างอื่น

          วันนี้ที่เขียนต้นฉบับ สองวันที่ผ่านมาทั้งข่าวใหญ่หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ข่าวหน้าจอโทรทัศน์รายงานความน่าสลดใจ...

          แห่จองจตุคามรามเทพรุ่นเงินไหลมา เหยียบกันตาย!

          ทั้งสิ้นทั้งปวงมาจากกระแส...มาจากพระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระบรมศาสดา ที่ควรเป็น คือเหล่าสาวก ควรแนะนำสั่งสอน ‘แก่น’ แห่งพุทธศาสนา มากกว่านำพาพุทธศาสนา อาศัย ‘เปลือก’ อาศัย ‘กระพี้’ หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ

          ที่ผู้เขียนสลดใจกว่านั้น บางสำนักมีพระภิกษุนุ่มห่มผ้าเหลือง อ้างว่าผ่านพระญาณองค์จตุคามรามเทพนั่งปรกปลุกเสกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คนรวยคือศูนย์พระเครื่องที่รับจองโดยไปหากำไรจากคนศรัทธา พระยังปลุกเสกไม่เสร็จ ใบจองราคาทะลุกว่า ๒-๓ ร้อยเปอร์เซ็นต์

          นี่หรือคือปัญญาที่สาวกแห่งพระบรมศาสดามีให้พุทธบริษัท

          ภูเตศวรไม่เคยปฏิเสธพลังอำนาจแห่งเทพเจ้า ไม่เคยคัดค้านการทรงเจ้า แต่ควรหรือที่ผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ จะกลายเป็นร่างทรง ถ้าเป็นจริงควรสึกหาลาเพศมาเป็นร่างทรงให้สง่างามไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

         จำได้ว่าผู้เขียนเคยตั้งหัวข้อบทความไว้ ‘อย่าหลงทางเลยชาวพุทธ’ จึงอยากกล่าวเยี่ยงนั้นอีกครา...

          พุทธศาสนาสอนเรื่องทำความดีละเว้นความชั่ว

          พุทธศาสนาสอน ศีล สมาธิ ปัญญา พาพ้นทุกข์

          ไม่มีอำนาจใดอยู่เหนือ ‘กรรม’ ทั้งสิ้น...การประกอบกรรมดีจะส่งผลต่อชีวิตในชาตินี้และชาติหน้า

         ไม่กี่วันมานี้ บางประโยคบางคำพูด เข้ากระทบหูภูเตศวร เพราะศาสนาพุทธเสื่อม คนจึงหันไปบูชาเทพ ฟังแล้วหดหู่หัวใจ อยากบอกว่าคนที่พูดอย่างนี้...น่าเสียดายที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ

         ...เพราะศาสนาพุทธไม่มีวันเสื่อม แต่ที่เสื่อมคือคนเสื่อมจากศาสนา ดังพุทธดำรัสที่ว่า...ศาสนาของเราตถาคตมิได้เสื่อมเพราะภัยภายนอก แต่จะเสื่อมจากภัยภายในอันมาจากพุทธบริษัทนั่นเอง!

          พุทธบริษัท...คือ ภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ถ้าสี่ประการนี้ละทิ้งพระรัตนตรัย ใครเล่าจะยกยอพระศาสนา?

          ถึงตรงนี้อยากบอกว่า ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป กระแสตรงนี้ก็มิได้แยกจากสัจจะดังกล่าว คล้าย ๆ กระแสพระวัดปากน้ำฟีเวอร์ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ฉะนั้นขอให้ชาวพุทธพึงตั้งสติรับรู้ข่าวสารด้วยปัญญา อย่าให้ความศรัทธาคร่าชีวิตไปเหมือนข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์อย่างที่เห็นในวันสองวันที่ผ่านมา

           ขอลากันด้วยข้อความของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างนี้ครับ...

          “เพราะชาวพุทธหันไปพึ่งสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระรัตนตรัย ไม่ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเองบ้าง เป็นสีลัพพตปรามาส ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ขวนขวายหมั่นเพียรไปในทางที่จะทำให้พ้นทุกข์หรือมีทุกข์น้อยลง ไปยึดติดกับวัตถุมงคลแทนการสำรวมกายวาจาใจอย่างมีสติรำลึกอยู่เสมอ แม้เครื่องรางของขลังนั้นจะเนื่องกับพระพุทธศาสนา ก็เป็นพุทธแต่เพียงเปลือก

          สิ่งที่น่าจะช่วยกันคิดคือ มีอะไรบกพร่องในองค์กรพระพุทธศาสนาของเรา และระบบในสังคมของเราที่ทำให้คนไทยเวลานี้เลิกนับถือพุทธไปแทบหมดสิ้น หันไปนับถือผีสางเทวดายิ่งกว่าพระธรรมคำสั่งสอน แม้พระภิกษุในพุทธศาสนาเองก็กลายเป็นอุปกรณ์ให้แก่ธุรกิจศาสนาใหม่นี้อย่างไม่มีความละอาย”

          อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว ผู้เขียนเชื่อในอำนาจและปัญญาแห่งเทพเจ้า หากเท่าที่ร่ำเรียนศึกษามา พระบรมศาสดาคือ ‘คุรุ’ เป็นครูผู้สามารถสั่งสอนทั้งมนุษย์และเทวดา ฉะนั้น แม้มีผู้สามารถติดต่อเทพยดาได้ ก็จะสามารถยืนยันโดยพลัน ไม่มีเทพยดาองค์ไหนอยู่เหนือพระรัตนตรัย อีกทั้งยังต้องแนะนำสั่งสอนเราให้น้อมนำพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแน่นอน

          ผู้เขียนขอรับรอง!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com