มีคนบอกว่า ‘พระอรหั...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

มีคนบอกว่า ‘พระอรหันต์ ไม่มีในประเทศไทย’ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#551]
มีคนบอกว่า

‘พระอรหันต์ ไม่มีในประเทศไทย’

         ในวาระมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ชมรมธรรมะ ๕ นาที โดยคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ได้จัดกิจกรรมการกุศลขึ้นในระหว่างวันที่ ๙ - ๑๑ มิถุนายน (๒๕๔๙) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงของเรา

         หนึ่ง... คือรวบรวมอาหารแห้ง ของเล่นสำหรับเด็กและจักรยาน มอบให้กองทัพนำส่งลงภาคใต้

         สอง...จัดปฏิบัติธรรมและนำผ้าป่าไปถวายวัดป่าเขาน้อย อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อนำรายได้ซื้อที่ดินจำนวน ๗ ไร่ ถวายไว้ในบวรพุทธศาสนา ซึ่งในการนี้เราได้ปัจจัยถวายทั้งหมดเป็นเงิน ๒๓๒,๗๑๐ บาท

เหตุเพราะการเดินทางไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ เรามีคณะผู้ศรัทธาร่วมทางเกือบครึ่งร้อยชีวิต จึงมีมากมายหลายคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติ ให้ภูเตศวรกับทมยันตีได้วิสัชชนาเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่ามีอยู่หนึ่งคำถามที่อดใจไม่ได้จนต้องนำมาเขียนถึงในวันนี้

        คำถามเป็นความสงสัยของผู้ร่วมทางที่เคยได้ยิน ‘อาจารย์’ ซึ่งมีภูมิความรู้ระดับด็อกเตอร์ ‘ยืนยัน’ ว่าการเจริญสมาธิและปฏิบัติภาวนาแบบอานาปานัสสติด้วยการบริกรรมพุทโธ ๆ ๆ นั้นเป็นการปฏิบัติผิดแนวทาง โดยท่านผู้กล่าวอ้างว่าค้นพบจากตำราของพม่า และได้แนะนำให้บริกรรมคำว่า ‘อัสสาสะ’ กับ ‘ปัสสาสะ’ แทนคำว่า ‘พุทโธ’ ถ้าไม่ทำตามนี้การภาวนาจะไม่ก้าวหน้าอย่างเด็ดขาด

        มิหนำซ้ำ...ผู้ร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรมท่านนี้ยังยืนยันว่า ท่านอาจารย์ระดับด็อกเตอร์ของตนยังฟันธงลงไปอีกว่า เพราะการปฏิบัติธรรมอย่างผิดวิธีของวงการพุทธศาสนาไทย...ทำให้ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้

        ...พระสงฆ์ในบวรพุทธศาสนาของไทยไม่มีใครสำเร็จอรหันตผลภูมิแม้แต่รายเดียว!

        ร้ายกว่านั้น อาจารย์ระดับด็อกเตอร์ยังกล่าวย้ำอีกว่าพระป่ากรรมฐานที่บวชแล้วไม่ยอมเรียนรู้พระไตรปิฎก ฝึกสมาธิตามพระไตรปิฎก ต่อให้ปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่มีทางสำเร็จมรรคผลได้อย่างเด็ดขาด

        ต้องยอมรับครับว่า ในฐานะที่ตนเองเคยเป็นวิทยากรบรรยายธรรมตามสถาบันต่าง ๆ มานานนับสิบปี และพบคำถามมามากมายจนนับไม่ถ้วน หากไม่เคย ‘งงงัน’ กับคำถามใดเท่าคำถามนี้มาก่อน เหตุเพราะคิดไม่ถึง ผู้ที่มีความรู้ระดับปริญญาเอก แถมได้ข่าวว่าเป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา มีศรัทธาแก่กล้าในการทำบุญ จะกล้ากล่าวยืนยันฟันธงลงอย่างนั้น

        โดยเฉพาะที่ว่าจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีพระสงฆ์ไทยสามารถบรรลุมรรคผล นิพพาน แม้แต่องค์เดียว!

        เหตุเพราะทำสมาธิแล้วไม่บริกรรม อัสสาสะ กับ ปัสสาสะ ที่แปลตรง ๆ ว่า ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกอย่างนั้นหรือ?

        ถึงตรงนี้ต้องขอออกตัวสักนิดว่า ที่นำความมาเขียนลงคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที มิได้เป็นเพราะอำนาจของ ‘ทิฐิ’ แต่เพราะห่วงความเป็นครูบาอาจารย์ของท่านด็อกเตอร์จะนำความเห็นผิดสู่หมู่ชนรุ่นหลังมากกว่าประการอื่น...

         การเจริญสมาธิภาวนาที่กำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นพระกรรมฐานในหมวดอานาปานัสสติ คือใช้ลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์มื่อจิตจดจ่อกับลมหายใจ ไม่ส่งกระแสออกไปปรุงแต่งกับสิ่งใด จิตที่อาศัยลมหายใจเป็นเครื่องยึดเกาะจะค่อย ๆ รวมลงเป็นสมาธิ การปฏิบัติแบบอานาปานัสสติ ความจริงแล้วไม่ต้องใช้คำบริกรรมใด ๆ ก็ได้ หากครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้ภาวนา ‘พุทโธ’ กำกับ ก็ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่ง เป็นการช่วยไม่ให้เผลอสติมากขึ้น เหมือนการป้องกันอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง สอง เป็นคำที่มีความหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม เพราะแปลตรง ๆ ว่า ‘ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน’

         ผู้รู้... คือรู้แจ้งในความจริงอันเป็นวิมุติปัญญา ผู้ตื่น...ตื่นจากอวิชชา คือกิเลส ตัณหา และอุปาทานทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง ผู้เบิกบาน...เบิกบานเพราะจิตหลุดพ้นจากสมบัติแห่งอุปาทาน ไม่เวียนภพเวียนชาติอีกต่อไป

         ผู้เขียน จึงไม่เห็นว่าคำบริกรรม ‘พุทโธ’ จะด้อยค่าความหมายว่า... ‘อัสสาสะ ปัสสาสะ’ ที่แปลว่าลมเข้ากับลมออกตรงไหน?

          ส่วนเรื่องสมาธินั้น ต้องขอเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าผู้เจริญสมาธิภาวนาจนเกิดความชำนาญอย่างที่พระท่านว่ามี ‘วสี’ แล้ว การเข้าสมาธิก็ไม่จำเป็นต้องเจริญภาวนาตามลำดับขั้นอีก

          เพราะเพียงกำหนดเป็นอารมณ์ ก็สามารถเข้าสู่องค์สมาธิหรือฌานได้ในทันที!

          กับข้อที่ว่า พระป่ากรรมฐาน ถ้าไม่อ่านไม่ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างถ่องแท้จะไม่มีทางพบมรรคผลและนิพพานได้นั้น เป็นเพราะผู้พูดยังไม่เข้าถึงคำว่า ‘ภาวนาปัญญา’ ผู้ที่เข้าถึงสมาธิอยู่เนือง ๆ จะเข้าใจภาวนาปัญญาได้มากกว่าความรู้ที่ได้มากจาก ‘การอ่าน การฟัง’ ที่เป็นความรู้ภายนอก เป็นการรู้โดยสัญญาหมายมั่นเท่านั้น...

          ถ้าคำกล่าวของท่านด็อกเตอร์ที่ว่า... ‘จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าในวงการพุทธศาสนาของไทยสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้’ เป็นความจริง แล้วอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ในสายพระกรรมฐานที่ปรากฏแก่สายตาชาวพุทธมาโดยตลอดอย่างที่เห็นในพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่แปรเป็นพระธาตุใสสว่างดุจแก้วมณีนั้น จะอธิบายอย่างไร?

          หรือท่านจะกล่าวว่า “ใครจะรู้ว่าเป็นอัฐิธาตุของหลวงปู่...หลวงพ่อท่านจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”

          พูดถึงอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีอัฐิธาตุที่ได้รับมาจากครูบาอาจารย์อยู่สามองค์ หนึ่งคือ อัฐิธาตุของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ โดยหลวงปู่เสน ปัญญาธโร มอบให้เมื่อปี ๒๕๓๗ สองคือ อัฐิธาตุของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส โดยได้รับจากคุณอนุชิต ปุรสาชิต โยมอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่ ส่วนองค์สุดท้ายคือ อัฐิธาตุของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดป่าหินหมากเป้ง

           อัฐิธาตุของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้มาครั้งที่ผู้เขียนบวชเรียน และพระที่ไปร่วมพิธีประชุมเพลิงหลวงปู่ที่วัดหินหมากเป้งนำมาแบ่งให้ ตลอดเวลาที่บวช ผู้เขียนนำติดย่ามออกปฏิบัติธรรมด้วยไม่ห่างตัว วันหนึ่งขณะนั่งสมาธิอยู่ที่วัดป่าประสพปรียาราม อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเอาย่ามวางไว้ข้างตัวด้านขวามือ พอนั่งไปได้สักครึ่งชั่วโมง ปรากฏเป็นแสงสว่างบาดตา วาบขึ้นจากย่ามพุ่งเข้าตาทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั่งหลับตาภาวนาอยู่อย่างน่าอัศจรรย์

           เพราะแสงสว่างเจิดจ้านั้นทำให้มีสติระลึกได้ว่าในย่ามมีอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์อยู่ และเราวางไว้ในที่อันไม่สมควร จึงถอนสมาธินำไปวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างที่นอน แล้วค่อยมานั่งภาวนาใหม่

           อัฐิธาตุของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ในกล่องโลหะเล็ก ๆ ติดย่ามอยู่อย่างนั้นจนสิกขาลาเพศออกมา และเมื่อกลับถึงบ้านได้นำออกมาเพื่อบรรจุในเจดีย์ไม้แก่นจันทน์เพื่ออัญเชิญขึ้นไปไว้บนโต๊ะหมู่ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนตะลึงงันก็คือ...

           จากชิ้นกระดูกเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ในวันแรกที่พระในวัดป่าหนองแซงนำมามอบให้ ได้กลายเป็น ‘พระธาตุ’ สีขาวใสดุจแก้ว อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

           รู้อย่างนี้...เห็นอย่างนี้ ด้วยตาของตน จึงต้องเขียนยืนยัน พระอรหันตเจ้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีจริงแน่นอนครับ ภูเตศวรเอาหัวเป็นประกัน

           เชื่อเถอะครับ...ตราบใดพุทธศาสนายังดำรง พระธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังส่องสว่างอยู่บนแผ่นดินใด...แผ่นดินนั้นจะไม่ไร้ผู้สำเร็จเสร็จสิ้นพรหมจรรย์อย่างเด็ดขาด

           ...นอกเสียจากผู้มีมิจฉาทิฐิเท่านั้น จึงจะกล่าวออกมาได้เต็มปากเต็มคำ... ว่าบนแผ่นดินถิ่นสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน...ไม่เคยมีพระอรหันต์เกิดขึ้นแม้แต่องค์เดียว!

          ขอจากลาท่านทั้งหลายด้วยประโยคที่ว่า ‘การตู่ธรรมพระพุทธเจ้า การแสดงธรรมที่เป็นเท็จ...การหมิ่นพระอริยเจ้า เป็นอธิกรรมอันเป็นบาปมหันต์’ ฉะนั้น ผู้สดับรับฟังควรพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญาก่อนปลงใจเชื่อครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com