
อานิสงส์แห่งมรณานุสติ
หลายวันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสพบสหายรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันมานานกว่าสิบปี ปัจจุบันเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เราพบกันด้วยเหตุบังเอิญ หากการพบกันครั้งนี้ทำให้รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง...
ประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของเขาอย่างไม่น่าเป็นไปได้...
ในช่วงเวลาหนึ่งแห่งการสนทนา เขาเอ่ยถามความเห็นเกี่ยวกับนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนก็ตอบไปตามความรู้สึก
‘นักการเมืองคนนั้นเก่ง แต่ที่ห่วงก็คือหัวใจของคนคนนั้น...ถ้าเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน ชาติจะฉิบหาย แต่ถ้าเป็นคนมีคุณธรรมเห็นแก่ชาติทุกอย่างจะเจริญ’
เพื่อนรุ่นพี่พยักหน้าเห็นด้วยและท้ายสุดปรารภกับภูเตศวรเกี่ยวกับนายของตนให้ฟังว่า ในอดีตเขาเข้าใจความคิดของเจ้านาย แต่ในปัจจุบันขณะที่เจ้านายร่ำรวยล้นฟ้า กลับกลายเป็นหน้ามือหลังมือ
ผู้เขียนถามเหตุผล ซึ่งเขายกตัวอย่างได้น่าฟัง...เขาเปรียบแม่น้ำสายหนึ่งที่เป็นเสมือนสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งสองฟากฝั่ง คนเหล่านั้นตักน้ำขึ้นมากินมาใช้ตามความสามารถของตน บ้างตักใส่ตุ่ม ที่ฉลาดก็อาจขุดบ่อขุดคลองนำน้ำมากักตุนไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่ก็มีบางรายกระโจนลงไปลอยคอในแม่น้ำด้วยความรู้สึกยินดีปรีดา
...ว่าแม่น้ำทั้งสายนั้นเป็นของตัวเอง!
เพื่อนรุ่นพี่พูดกับผู้เขียนด้วยประโยคปนเสียงหัวเราะ “ระยะหลังนายของพี่เป็นอย่างนั้น ทำให้พี่ไม่อยากเข้าไปพบหน้า”
“กลัวถูกไล่ออก?” ผู้เขียนหัวเราะบ้าง ซึ่งได้คำตอบชัด
“เขาไม่เอาคนที่รู้จักคำว่าพอมาทำธุรกิจเพื่อแสวงหาความร่ำรวยหรอกไอ้น้อง”
วันนั้นสรุปแล้วผู้เขียนได้ความรู้จากสหายรุ่นพี่มากมาย โดยเฉพาะกับคำพูดที่ว่า... ‘คนรวยเป็นพันล้านหมื่นล้านหรือแสนล้าน เขาไม่คิดอย่างเราหรอก เพราะเราจะไม่มีทางตามความคิดของเข้าได้’
หลังจากไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละยี่สิบบาทที่แสนเอร็ดอร่อยด้วยกัน ในร้านเล็ก ๆ เป็นมื้อกลางวันแล้ว สหายรุ่นพี่ส่งเช็คส่วนตัวมูลค่าหนึ่งหมื่นบาทให้พร้อมประโยคปนรอยยิ้มอันอบอุ่น
“ฝากทำบุญด้วย”
“ผมจะเอาไปสมทบสร้างศาลาอุโบสถที่วัดป่าพอก” ภูเตศวรบอกและเขายิ้มตอบ
“ตามใจ...แต่อย่าลืมใบอนุโมทนาจะเอาไปหักภาษีเงินได้”
ออกจากเพื่อนรุ่นพี่ ผู้เขียนวกกลับไปที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ไปเยี่ยมคุณแม่วัย ๗๓ ที่นอนป่วยอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก กว่ายี่สิบปีที่โรคเบาหวานรุมเร้ามา ทำให้ไตกับหัวใจเริ่มเสื่อม ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด และล่าสุดวันวานแพทย์แจ้งอาการอันน่าวิตกให้ทราบ
“เส้นเลือดในสมองถูกลิ่มเลือดอุดตันหลายจุด อยู่ในภาวะอันตราย”
เพราะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ จากนั้นจึงไหลไปอุดตันในเส้นโลหิตในสมอง โชคร้ายไปกดทับประสาทความทรงจำกับการพูด ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้
ผู้เขียนเดินเข้าไปในห้อง ICU ด้วยความรู้สึกเหมือนสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา...สิบเจ็ดปีที่ผ่านไปรวดเร็วเหมือนความฝัน วันที่คุณพ่อจากไปบนเตียงของโรงพยาบาลศิริราช
เป็นภาพมรณานุสติที่มิเคยลืมเลือนไปจากใจ และถูกใช้นำมาสอนจิตตนตราบเท่าทุกวันนี้
ไม่มีใครไม่ตาย...เพราะเรามีความตายเป็นมรดก เป็นหน้าที่กันทุกคน...!
ที่สำคัญที่สุดคือ...ไม่มีใครหยิบอะไรไปจากโลกนี้ได้แม้แต่ชิ้นเดียว...
สมบัติที่ดิ้นรนต่อสู้...ยื้อแย่งมาตลอดชีวิตล้วนถูกโลกทวงกลับคืนในที่สุด...
ภาพความตายของคุณพ่อจึงเป็นมรดกอันล้ำค่ามากกว่าทรัพย์สินสมบัติใด ๆ เป็นมรดกเตือนใจให้มีสติ เพื่อทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านมาถึงทุกวันนี้
เข้าห้องผู้ป่วยหนักยืนมองคุณแม่ด้วยความรู้สึกสงสาร หากทำได้คือการส่งจิตส่งใจช่วย สิ่งที่เห็นทำให้หวนนึกไปถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่เพิ่งจากมา ประโยคนั้นของเขาเป็นความจริง...เป็นความจริงที่มิอาจกล่าวแย้ง...
“คนเราจะรู้จักพอหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะวันหนึ่งโลกก็บังคับให้คุณหยุดอยู่ดี”
ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ยังไม่รู้ว่าคุณแม่จะผ่านโรคภัยออกมาจากโรงพยาบาลได้หรือไม่ และไม่รู้ว่าวันเวลาไหนที่มรณภัยจะมาถึง แต่โอกาสนี้ขอยกมรณานุสติอันเป็นพระกรรมฐานในหมวดอนุสติสิบมาแสดงไว้ให้ท่านทั้งหลายลองนำไปพิจารณาหาสติปัญญาดูบ้าง
ในหมวดการพิจารณาที่เรียกว่า ‘อนุสติ’ คือการนึกถึงบุคคลหรือธรรม หรือความจริงอันจะก่อให้เกิดความเลื่อมใส ความซาบซึ้งในเหตุผลอันเป็นอุบายวิธีที่พระพุทธองค์ทรงวางให้สาธุชนทั่วไปนำพาไปปฏิบัติเพื่อความสงบใจ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ มรณานุสติ
มรณานุสติ คือการนึกถึงความตาย ว่าเป็นภาวะที่แท้จริงอันหนึ่ง ซึ่งเมื่อมาถึงชีวิตแล้วทำให้ชีวิตสะบั้นลง แต่ก่อนเคยไปไหนมาไหนได้ นั่ง นอน ดื่มกินได้ ครั้นเมื่อมรณะมาถึงกิริยาอาการนั้นจะอันตรธานหายไป มรณะนี้มีอำนาจยิ่งใหญ่สุด ไม่มีมนุษย์คนใดเอาชนะได้
เมื่อมรณะมาถึง ทรัพย์สมบัติ ลูกหลานก็จะหมดไป ที่สำคัญความตายจะมาสู่ชีวิตมนุษย์ไม่มีใครจะบอกได้ว่าจะเป็นเมื่อใด ดังนั้นมนุษย์ไม่ควรอยู่ด้วยความประมาท พึงรีบเร่งปฏิบัติความเพียรประกอบบุญทานไว้อย่างสม่ำเสมอ ควรนึกถึงความตายให้บ่อยเพื่อเตือนสติตนให้ตื่นตัวจากความโลภหลงอันเป็นอวิชชาโดยเร็ว
โบราณจารย์ได้ยกย่อง ‘มรณานุสติ’ ไว้มากมายหลายประการ หนึ่ง คือสามารถขจัดความโลภออกจากใจ สอง คือ...ตัดราคะอันเป็นสิ่งเย้ายวนในโลกที่เป็นเครื่องขวางกั้นการปฏิบัติสมาธิ สาม...เป็นปัญญานำพาสู่สัจจะความจริงด้วยความไม่ประมาท อีกทั้งทำให้เกิดความขยันหมั่นเพียรในทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านก่อนจะสายเกินไป
ทั้งหมดคืออานิสงส์แห่งมรณานุสติครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com