
อำนาจแห่งบุญและสมาธิจิต
เมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาซึ่งถือว่าเป็นปักษ์แรกแห่งฤดูกาลเข้าพรรษา และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของวัดป่าหนองแซง ที่พระภิกษุสงฆ์ในสายอันเป็นบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร จะมาร่วมลงอุโบสถสามัคคีเป็นการร่วมฟังโอวาทปาติโมกข์ อีกทั้งมากราบคารวะครูบาอาจารย์เพื่อรับฟังข้ออบรมแนะนำสั่งสอนก่อนแยกย้ายไปปฏิบัติธรรมตลอดพรรษา
วันนั้นผู้เขียนกับญาติมิตรธรรมหลายท่านรับเป็นเจ้าภาพเรื่องค่าพาหนะปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งข้าวของอาหารแห้งเพื่อถวายพระสงฆ์ที่เดินทางมาร่วมงานเกือบเจ็ดสิบวัดจำนวนสองร้อยกว่ารูป หลังเสร็จพิธีหลวงปู่เสนที่นั่งพักผ่อนอิริยาบถในกุฏิได้ปรารภกับผู้เขียนเบา ๆ
“อยากให้แม้วรับเป็นเจ้าภาพสร้างกุฏิแม่ชีสักหลัง” หลวงปู่เน้นประโยคท้ายช้าชัด “ทำให้คุณแม่นะแม้ว!”
ผู้เขียนขมวดคิ้ว...ไม่ใช่ขมวดคิ้วเพราะไม่อยากทำบุญ แต่นึกประหลาดใจเพราะปกติกับเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการสร้างวัด...โรงเรียน เมรุเผาศพหรือผ้าป่า-กฐินในทุกปี ผู้ที่ได้รับการอุทิศส่วนกุศลในการเอ่ยคำกำหนดจิตคือบิดา-มารดาอยู่แล้ว แต่ไฉนวันนี้หลวงปู่จึงย้ำเรื่องทำกุฏิแม่ชีถวายเพื่อน้อมนำกุศลโดยตรงให้คุณแม่
“จะได้เป็นทิพย์วิมานให้คุณแม่” หลวงปู่ท่านเน้นคำด้วยสีหน้าจริงจัง
หลังสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณจบ ผู้เขียนเขียนเช็คเงินสดถวายหลวงปู่ไปหนึ่งแสนบาท ส่วนอีกหกหมื่นรับปากจะโอนผ่านบัญชีไปให้ภายหลัง เหตุผลเพราะต้องการบอกบุญกับพี่น้องร่วมท้องจะได้มีส่วนร่วมทำบุญ
“ทำป้ายชื่อด้วยนะ” หลวงปู่กำชับ “จะได้เอามาติดหลังกุฏิเสร็จ”
เพียงไม่กี่วันหลังกลับมาถึงกรุงเทพฯ ปัจจัยอีกหกหมื่นได้ส่งไปถึงหลวงปู่ และกุฏิหลังเล็กก็แล้วเสร็จในอีกสองอาทิตย์ผ่านมา พร้อม ๆ กับคุณแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินด้วยอาการโรคหัวใจผิดปกติ
ตลอดเวลาที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลมีโรคแทรกซ้อนอยู่ตลอดเวลา คือการติดเชื้อในปอด และที่สำคัญคือมีก้อนเลือดอุดตันในสมอง เหตุจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ
การเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ เท่าที่ดูอาการ ลูกหลานทุกคนล้วนมีความหวังริบหรี่ว่าคุณแม่จะสามารถก้าวออกจากโรงพยาบาลได้อีกครั้ง จนวันหนึ่งหลวงปู่ได้เมตตามาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านมาเยี่ยมในขณะที่คนป่วยหลับและไม่ได้สนทนากันสักคำ
หลวงปู่ใช้เวลาเยี่ยมอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงขอตัวเดินทางกลับ ตลอดเวลาท่านไม่ยอมปริปากพูดถึงอาการของคุณแม่ แม้ผู้เขียนจะพยายามสอบถามถึงความหวังและโอกาส หากสิ่งเดียวที่ได้รับคือรอยยิ้มน้อย ๆ จากหลวงปู่
การไม่ตอบ...ความจริงคือคำตอบ เพราะกับหลายครั้งที่คุณแม่เข้าโรงพยาบาลก่อนหน้า หลวงปู่จะพูดชัดเจน...หลังนั่งมองหลายนาที
“ฮื่อ...ยังไม่ตายหรอก เดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาล”
หากหนนี้ท่านนิ่ง...มิหนำซ้ำก่อนหน้าในวันเข้าพรรษาท่านบอกให้ทำกุฏิถวายเป็นกุศลให้คุณแม่โดยตรง แม้จะรู้ว่าสิ้นหวังแต่ผู้เขียนก็ดึงดัน...กล่าวคำกับหลวงปู่ด้วยแรงปรารถนาสุดท้าย
“ผมอยากให้คุณแม่ได้ออกจากโรงพยาบาลอีกสักครั้ง อยากให้ท่านได้เห็นหน้าลูกหลานพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งสุดท้าย”
หลวงปู่นิ่งไปนานพอควรก่อนหันมาพูดเบา ๆ “แม้วก็ทำบุญทำทานมาเยอะ สร้างวัดสร้างอะไรต่อมิอะไรมาก็มาก ลองอธิษฐานดูสิ”
หลังจากหลวงปู่กลับไปแล้ว คืนนั้นผู้เขียนนั่งภาวนาเสร็จจึงยกบุญทานทั้งปวงที่ได้ทำมาขึ้นเป็นพละปัจจัยอธิษฐานจิตขอในสิ่งที่หวัง เช้าวันต่อมาได้พบหน้าป้าอี๊ด (คุณทมยันตี) พอปะหน้ากันป้าอี๊ดก็เอ่ยคำ
“คุณนายออกจากโรงพยาบาลแน่แม้ว...แต่ถ้าเข้าอีกทีไม่เดินออกมาอีกแล้วนะ”
“ขอให้จริงอย่างนั้นเถิด” ยังจำได้ว่าตัวเองพูดกับตัวเองในใจอย่างนั้น
สองสามวันต่อมาอาการของคุณแม่ยุพยงค์ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ทุกอย่างดีจนแทบเป็นปกติ...ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เราทำอาหารเลี้ยงกันโดยลูก ๆ หลาน ๆ มาร่วมกันพร้อมหน้า ตลอดเวลาหนึ่งเดือนคุณแม่แค่แวะเวียนไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กตามปกติอาทิตย์ละหน ครั้งสุดท้ายแพทย์ที่ดูแลยังประหลาดใจ...
“อาการของคุณยายดีขึ้นผิดปกติ”
ดีผิดปกติของคุณหมอก็เพราะคนวัย ๗๓ ปี ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมา กว่ายี่สิบปี แถมท้ายสุดมีอาการของโรคหัวใจล้มเหลวแทรกจนมีก้อนเลือดอุดตันในสมอง สามารถพูดจาคล่องแคล่วเดินเหินได้แทบจะเป็นปกติธรรมดา
หากในความยินดีของแพทย์ ความปรีดาของลูกหลานเป็นไปได้ในระยะสั้น ๆ เพราะในวันที่ ๑๕ กันยายน ที่ผ่านมา อยู่ ๆ คุณแม่ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ได้ล้มฟุบลง เมื่อถึงมือแพทย์เราได้คำสรุปสั้นๆ เส้นเลือดในสมองแตก และแตกในส่วนลึกและอันตรายที่สุด ที่สำคัญคือ...ทุกอย่างสายเกินการแก้ไข คุณแม่ยุพยงค์ วิพัฒนพร จึงจากลูกหลานไปอย่างสงบ ในเวลา ๑๖.๑๑ น. ของวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗ สิริอายุได้ ๗๓ ปี
ที่เล่ามาทั้งหมดข้างต้นคือการกล่าวถึงบุญและทาน เป็นคำตอบเป็นคำยืนยัน บุญทานมีพละปัจจัยต่อคำอธิษฐานจริง แต่ต้องไม่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม อีกทั้งยังเป็นข้อยืนยันถึงอำนาจฤทธิ์ที่มีปรากฏในพระคัมภีร์...อย่างชัดเจนคือ...
... “อธิษฐานฤทธิ์!”
แม้วันนี้ผู้เขียนจะกำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของคุณแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต หากส่วนหนึ่งในจิตก็คือความปีติยินดี ปีติยินดีที่ตนได้กระทำหน้าที่ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างหลวงปู่ จนได้รับการแนะนำสั่งสอนให้รู้ว่า ‘ประโยชน์ตน...ประโยชน์ท่าน’ อยู่ตรงไหน เช่นไร ท้ายสุดคือการประจักษ์ถึงอำนาจบารมีของผู้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่หลวงปู่มีและเป็น
ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ...เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล...แต่วันนี้ผู้เขียนเชื่ออย่างสนิทใจ แม้หลวงปู่ไม่เอ่ยอะไรมาอย่างจะแจ้ง แต่ผู้เขียนมั่นใจว่า... หลวงปู่ ‘รู้’ วาระสุดท้ายของคุณแม่ว่าจะมาถึงเมื่อใด ท่านรู้ด้วยอำนาจแห่งศีลและสมาธิอันบริสุทธิ์นั้นอย่างแน่นอน
หลังมรณกรรมของคุณแม่และนำศพกลับบ้านเดิมของท่านที่นครพนม จัดการเรื่องงานศพเสร็จ ผู้เขียนเดินทางไปอุดรธานีทันที เพราะมีกำหนดการเป็นเจ้าภาพงานสวดปาติโมกข์สามัคคีที่วัดป่าหนองแซง ซึ่งครั้งนี้มีการถวายสังฆทานจำนวน ๗๓ ชุด สำหรับพระสงฆ์ที่มาร่วมงานจำนวน ๗๓ วัด เท่าอายุของคุณแม่ยุพยงค์โดยบังเอิญ ในวันที่ ๒๘ กันยายนที่ผ่านมา
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com