อำนาจแห่งบุญและสมาธ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อำนาจแห่งบุญและสมาธิจิต by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#602]

อำนาจแห่งบุญและสมาธิจิต

          เมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาซึ่งถือว่าเป็นปักษ์แรกแห่งฤดูกาลเข้าพรรษา และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของวัดป่าหนองแซง ที่พระภิกษุสงฆ์ในสายอันเป็นบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร จะมาร่วมลงอุโบสถสามัคคีเป็นการร่วมฟังโอวาทปาติโมกข์ อีกทั้งมากราบคารวะครูบาอาจารย์เพื่อรับฟังข้ออบรมแนะนำสั่งสอนก่อนแยกย้ายไปปฏิบัติธรรมตลอดพรรษา

          วันนั้นผู้เขียนกับญาติมิตรธรรมหลายท่านรับเป็นเจ้าภาพเรื่องค่าพาหนะปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งข้าวของอาหารแห้งเพื่อถวายพระสงฆ์ที่เดินทางมาร่วมงานเกือบเจ็ดสิบวัดจำนวนสองร้อยกว่ารูป หลังเสร็จพิธีหลวงปู่เสนที่นั่งพักผ่อนอิริยาบถในกุฏิได้ปรารภกับผู้เขียนเบา ๆ

           “อยากให้แม้วรับเป็นเจ้าภาพสร้างกุฏิแม่ชีสักหลัง” หลวงปู่เน้นประโยคท้ายช้าชัด “ทำให้คุณแม่นะแม้ว!”

           ผู้เขียนขมวดคิ้ว...ไม่ใช่ขมวดคิ้วเพราะไม่อยากทำบุญ แต่นึกประหลาดใจเพราะปกติกับเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการสร้างวัด...โรงเรียน เมรุเผาศพหรือผ้าป่า-กฐินในทุกปี ผู้ที่ได้รับการอุทิศส่วนกุศลในการเอ่ยคำกำหนดจิตคือบิดา-มารดาอยู่แล้ว แต่ไฉนวันนี้หลวงปู่จึงย้ำเรื่องทำกุฏิแม่ชีถวายเพื่อน้อมนำกุศลโดยตรงให้คุณแม่

           “จะได้เป็นทิพย์วิมานให้คุณแม่” หลวงปู่ท่านเน้นคำด้วยสีหน้าจริงจัง

         หลังสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณจบ ผู้เขียนเขียนเช็คเงินสดถวายหลวงปู่ไปหนึ่งแสนบาท ส่วนอีกหกหมื่นรับปากจะโอนผ่านบัญชีไปให้ภายหลัง เหตุผลเพราะต้องการบอกบุญกับพี่น้องร่วมท้องจะได้มีส่วนร่วมทำบุญ

            “ทำป้ายชื่อด้วยนะ” หลวงปู่กำชับ “จะได้เอามาติดหลังกุฏิเสร็จ”

          เพียงไม่กี่วันหลังกลับมาถึงกรุงเทพฯ ปัจจัยอีกหกหมื่นได้ส่งไปถึงหลวงปู่ และกุฏิหลังเล็กก็แล้วเสร็จในอีกสองอาทิตย์ผ่านมา พร้อม ๆ กับคุณแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินด้วยอาการโรคหัวใจผิดปกติ

             ตลอดเวลาที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลมีโรคแทรกซ้อนอยู่ตลอดเวลา คือการติดเชื้อในปอด และที่สำคัญคือมีก้อนเลือดอุดตันในสมอง เหตุจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ

             การเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ เท่าที่ดูอาการ ลูกหลานทุกคนล้วนมีความหวังริบหรี่ว่าคุณแม่จะสามารถก้าวออกจากโรงพยาบาลได้อีกครั้ง จนวันหนึ่งหลวงปู่ได้เมตตามาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านมาเยี่ยมในขณะที่คนป่วยหลับและไม่ได้สนทนากันสักคำ

             หลวงปู่ใช้เวลาเยี่ยมอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงขอตัวเดินทางกลับ ตลอดเวลาท่านไม่ยอมปริปากพูดถึงอาการของคุณแม่ แม้ผู้เขียนจะพยายามสอบถามถึงความหวังและโอกาส หากสิ่งเดียวที่ได้รับคือรอยยิ้มน้อย ๆ จากหลวงปู่

             การไม่ตอบ...ความจริงคือคำตอบ เพราะกับหลายครั้งที่คุณแม่เข้าโรงพยาบาลก่อนหน้า หลวงปู่จะพูดชัดเจน...หลังนั่งมองหลายนาที

             “ฮื่อ...ยังไม่ตายหรอก เดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาล”

หากหนนี้ท่านนิ่ง...มิหนำซ้ำก่อนหน้าในวันเข้าพรรษาท่านบอกให้ทำกุฏิถวายเป็นกุศลให้คุณแม่โดยตรง แม้จะรู้ว่าสิ้นหวังแต่ผู้เขียนก็ดึงดัน...กล่าวคำกับหลวงปู่ด้วยแรงปรารถนาสุดท้าย

             “ผมอยากให้คุณแม่ได้ออกจากโรงพยาบาลอีกสักครั้ง อยากให้ท่านได้เห็นหน้าลูกหลานพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งสุดท้าย”

             หลวงปู่นิ่งไปนานพอควรก่อนหันมาพูดเบา ๆ “แม้วก็ทำบุญทำทานมาเยอะ สร้างวัดสร้างอะไรต่อมิอะไรมาก็มาก ลองอธิษฐานดูสิ”

             หลังจากหลวงปู่กลับไปแล้ว คืนนั้นผู้เขียนนั่งภาวนาเสร็จจึงยกบุญทานทั้งปวงที่ได้ทำมาขึ้นเป็นพละปัจจัยอธิษฐานจิตขอในสิ่งที่หวัง เช้าวันต่อมาได้พบหน้าป้าอี๊ด (คุณทมยันตี) พอปะหน้ากันป้าอี๊ดก็เอ่ยคำ

             “คุณนายออกจากโรงพยาบาลแน่แม้ว...แต่ถ้าเข้าอีกทีไม่เดินออกมาอีกแล้วนะ”

             “ขอให้จริงอย่างนั้นเถิด” ยังจำได้ว่าตัวเองพูดกับตัวเองในใจอย่างนั้น

           สองสามวันต่อมาอาการของคุณแม่ยุพยงค์ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ทุกอย่างดีจนแทบเป็นปกติ...ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เราทำอาหารเลี้ยงกันโดยลูก ๆ หลาน ๆ มาร่วมกันพร้อมหน้า ตลอดเวลาหนึ่งเดือนคุณแม่แค่แวะเวียนไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กตามปกติอาทิตย์ละหน ครั้งสุดท้ายแพทย์ที่ดูแลยังประหลาดใจ...

              “อาการของคุณยายดีขึ้นผิดปกติ”

              ดีผิดปกติของคุณหมอก็เพราะคนวัย ๗๓ ปี ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมา กว่ายี่สิบปี แถมท้ายสุดมีอาการของโรคหัวใจล้มเหลวแทรกจนมีก้อนเลือดอุดตันในสมอง สามารถพูดจาคล่องแคล่วเดินเหินได้แทบจะเป็นปกติธรรมดา

              หากในความยินดีของแพทย์ ความปรีดาของลูกหลานเป็นไปได้ในระยะสั้น ๆ เพราะในวันที่ ๑๕ กันยายน ที่ผ่านมา อยู่ ๆ คุณแม่ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ได้ล้มฟุบลง เมื่อถึงมือแพทย์เราได้คำสรุปสั้นๆ เส้นเลือดในสมองแตก และแตกในส่วนลึกและอันตรายที่สุด ที่สำคัญคือ...ทุกอย่างสายเกินการแก้ไข คุณแม่ยุพยงค์ วิพัฒนพร จึงจากลูกหลานไปอย่างสงบ ในเวลา ๑๖.๑๑ น. ของวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗ สิริอายุได้ ๗๓ ปี

               ที่เล่ามาทั้งหมดข้างต้นคือการกล่าวถึงบุญและทาน เป็นคำตอบเป็นคำยืนยัน บุญทานมีพละปัจจัยต่อคำอธิษฐานจริง แต่ต้องไม่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม อีกทั้งยังเป็นข้อยืนยันถึงอำนาจฤทธิ์ที่มีปรากฏในพระคัมภีร์...อย่างชัดเจนคือ...

               ... “อธิษฐานฤทธิ์!”

               แม้วันนี้ผู้เขียนจะกำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของคุณแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต หากส่วนหนึ่งในจิตก็คือความปีติยินดี ปีติยินดีที่ตนได้กระทำหน้าที่ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างหลวงปู่ จนได้รับการแนะนำสั่งสอนให้รู้ว่า ‘ประโยชน์ตน...ประโยชน์ท่าน’ อยู่ตรงไหน เช่นไร ท้ายสุดคือการประจักษ์ถึงอำนาจบารมีของผู้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่หลวงปู่มีและเป็น

               ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ...เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล...แต่วันนี้ผู้เขียนเชื่ออย่างสนิทใจ แม้หลวงปู่ไม่เอ่ยอะไรมาอย่างจะแจ้ง แต่ผู้เขียนมั่นใจว่า... หลวงปู่ ‘รู้’ วาระสุดท้ายของคุณแม่ว่าจะมาถึงเมื่อใด ท่านรู้ด้วยอำนาจแห่งศีลและสมาธิอันบริสุทธิ์นั้นอย่างแน่นอน

                หลังมรณกรรมของคุณแม่และนำศพกลับบ้านเดิมของท่านที่นครพนม จัดการเรื่องงานศพเสร็จ ผู้เขียนเดินทางไปอุดรธานีทันที เพราะมีกำหนดการเป็นเจ้าภาพงานสวดปาติโมกข์สามัคคีที่วัดป่าหนองแซง ซึ่งครั้งนี้มีการถวายสังฆทานจำนวน ๗๓ ชุด สำหรับพระสงฆ์ที่มาร่วมงานจำนวน ๗๓ วัด เท่าอายุของคุณแม่ยุพยงค์โดยบังเอิญ ในวันที่ ๒๘ กันยายนที่ผ่านมา


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com