
คนยังประกอบอาชีพอยู่
เป็นพระอริยบุคคลได้หรือ?
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับการติดต่อโดยตรงจากครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งในสายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าคำโพนสูง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด พระอาจารย์บรรจง วชิรญาโณ เป็นลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่ศรี มหาวีโร หรือพระเทพวิสุทธิมงคล
พระอาจารย์บรรจงกับผู้เขียนได้พบปะสนทนากันมาหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายถ้าจำไม่ผิดน่าจะพบเห็นกันที่วัดป่าบ้านเด่นดีหมี อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ในงานเททองหล่อพระประธานประจำอุโบสถวัดป่าบ้านเด่นฯ นั่นเอง ซึ่งครั้งนั้นภูเตศวรกับคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี เป็นผู้จัดพิธีกรรมและเป็นเจ้าพิธี
...เพราะวันนั้น...ทำให้ท่านอาจารย์นึกถึงเราสองคน
เหตุเพราะในปีพุทธศักราช 2550 นี้ เป็นปีมหามงคลสำหรับชาวไทยทั้งประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใด ๆ ในโลก และทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ พระอาจารย์บรรจง วชิรญาโณ จึงดำริให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วมแสดงพลังศรัทธาร่วมบริจาคโลหะธาตุ จตุปัจจัย ถวายในการเททองหล่อพระประธานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดป่าคำโพนสูง ต.กกโพธิ์ อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด
ซึ่งพระอาจารย์บรรจง วชิรญาโณ และคณะกรรมการดำเนินงาน มีความต้องการให้ ภูเตศวร-ทมยันตี เป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม เป็นเจ้าพิธีในครั้งนี้
งานในพระศาสนา งานของแผ่นดิน และการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ คือความเต็มใจ ความภาคภูมิใจของเราเสมอมา เราสองคนจึงตกปากรับคำในทันที
ส่วนพระนามของพระพุทธรูปประธานองค์นี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก ทรงพระราชทานนามว่า...
‘พระพุทธศรีโพธิธรรมมงคล’ เพื่อเป็นเดชเป็นศรีเป็นบารมีแก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า
สำหรับพุทธลักษณะขององค์พระประธานพุทธศรีโพธิธรรมมงคล ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์เฉลิมชัย วิเศษ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้ออกแบบ พุทธปฏิมากรพระองค์นี้เป็นการผสมผสานศิลปะล้านช้างและรัตนโกสินทร์เข้าด้วยกัน เพื่อแสดงถึงสกุลช่างในปัจจุบันซึ่งต้องการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอีสาน โดยฐานองค์พระนั้นจะเป็นลักษณะปรัชญาบัวเหลี่ยม
มวลสารหรือโลหะที่จะนำมาหลอมรวมในการจัดสร้าง ส่วนหนึ่งได้จากต้นตำรับจากประเทศอินเดีย กับแผ่นโลหะหัวเชื้อต่าง ๆ นั้นได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่านช่วยลงอักขระในแผ่นทองคำ นาก และเงิน ก่อนเข้าร่วมพิธีสวดมหามงคล งานบุญอายุครบรอบ 90 ปี ของพระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือหลวงปู่ศรีได้อธิษฐานแผ่เมตตาบนแผ่นทองที่วัดป่ากุง เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย
กำหนดการวันเททอง คือวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 โดยมีพระธรรมปฏิญาณ เจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดบึงพลาญชัย (อารามหลวง) จ.ร้อยเอ็ด และพระครูสุขุมธรรมวัฒน์ (พระอาจารย์บวร สุชีโว) วัดป่าหนองแข้ดง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ สำหรับประธานพิธีเททองฝ่ายฆราวาสคือ หม่อมเจ้าหญิงมาลินีมงคล ยุคล อมาตยกุล
ครับ ขอบอกกล่าวข่าวกุศลให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบล่วงหน้า จะได้เตรียมตัวเตรียมใจไปร่วมงานบุญในครั้งนี้อย่างถ้วนหน้า เพราะงานอย่างนี้นาน ๆ ที หรือหลายปีจะได้เห็นกันสักหน ก็อย่างที่รู้ ๆ กันแหละครับ ถ้าคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ท่านรับการจัดพิธีกรรม คำว่าไม่ยิ่งใหญ่ไม่มี ยิ่งใหญ่แล้วต้องถูกต้องตามแบบฉบับพิธีกรรมโบราณด้วยนะครับ แว่ว ๆ มาว่าเพลงหน้าพาทย์ดนตรีไทยกับรำไทยถวายหน้าศาลในพิธี ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด กำลังฝึกซ้อมกันอย่างหนักเพื่องานนี้โดยเฉพาะทีเดียว
เอาไว้ใกล้ ๆ วันงานผู้เขียนจะนำรายละเอียดพร้อมกำหนดการจริง ๆ มาลงอีกครั้งว่า วันนั้นนอกจากพิธีเททองหล่อพระประธานพระพุทธศรีโพธิธรรมมงคลแล้ว ยังมีอะไรน่าสนใจอีก...
งานนี้ภูเตศวรมั่นใจ น่าจะเป็นงานใหญ่ของจังหวัดร้อยเอ็ดอย่างแน่นอน!
เอาละครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เหตุเพราะเคยเขียนเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง (อ่าน) มานานแล้วว่า หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ได้ปรารภให้หลวงปู่เสนฟังเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ว่า...ในกาลข้างหน้าคนกรุงเทพฯ จะเป็นพระโสดาบันมากขึ้น ซึ่งครั้งนั้นผู้เขียนก็ได้อธิบายเหตุผลไปแล้วไม่น้อยกระนั้นก็ยังมีคนสงสัย...
...คนธรรมดา หมายถึงคนที่ยังประกอบอาชีพโดยทั่วไปจะเป็นพระอริยบุคคลได้จริง ๆ หรือ?
เข้าใจว่า...คนถามคงคิดถึงประเด็นที่ว่า โดยปกติแล้วผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ นั้นย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมหรือพูดจาโป้ปดบ้างในบางโอกาส โดยเฉพาะคนทำการค้าขายนั้นยากจะกล่าวความจริงได้ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงยากจะเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคลได้
ก็ต้องขอยกเรื่องราวของพระเจ้าพิมพิสารในครั้งพุทธกาลมากล่าวอ้างเล็กน้อย อย่างนี้ครับ
พระเจ้าพิมพิสารถือเป็นพระอริยบุคคลในฐานะที่ยังเป็นพระราชา แถมเป็นพระราชาที่ปกครองแผ่นดินด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย มิได้อยู่ใต้กฎหมายอย่างในปัจจุบัน ในบางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องสั่งประหารชีวิตคนที่ทำความผิด หรือถ้าหากบ้านเมืองเกิดสงครามจำต้องสั่งทหารออกรบ ซึ่งเท่ากับเป็นการสั่งให้ไปฆ่ากัน การกระทำเช่นนี้คือการผิดศีล และถ้าผิดศีลก็ต้องแปลความว่าพระเจ้าพิมพิสารก็ไม่ใช่พระอริยบุคคล เพราะธรรมดาพระอริยบุคคลทั้งหลายแม้ตัวเองต้องตายก็ไม่ยอมฆ่าใครโดยเด็ดขาด
ตรงนี้ในความเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับพระเจ้าพิมพิสาร เป็นเรื่องของหน้าที่ มิได้เกิดจากความโกรธความเกลียด หากทุกอย่างเป็นเพราะความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเมตตากรุณาอย่างลึกซึ้ง ต้องเข้าใจว่าเพราะเหตุที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยบุคคล ความเจตนาที่จะเข่นฆ่าใครจริง ๆ นั้นไม่มีเลย เป็นภาวะของใจ ต่างจากปุถุชนแม้จะถือศีลได้อย่างบริสุทธิ์ตามหลัก แต่ใจยังไม่บริสุทธิ์จริง ๆ เจตนาที่จะผิดศีลจะต้องมีซากเหลืออยู่ในสันดานไม่มากก็น้อย
ในกรณีของพระเจ้าพิมพิสาร ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากในแผ่นดิน แม้จะถูกเขาฆ่าถูกเขาทรมานก็ไม่ฆ่าตอบ ความโกรธเกลียดในใจไม่มีเลย ตรงนี้เราจะเห็นชัดเมื่อตอนพระเจ้าพิมพิสารถูกพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นลูกนำไปขังคุก ทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ จนสิ้นพระชนม์ในคุก ใครเคยอ่านประวัติศาสตร์ตอนนี้จะรู้ดีว่า พระเจ้าพิมพิสารไม่มีความโกรธเกลียดลูกเลย ยินดีรับทุกข์ทรมานด้วยความเต็มใจ
อีกตัวอย่างในพระคัมภีร์ มีหญิงสาวคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงรับรองความเป็นพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน เธอได้สามีเป็นนายพราน เมื่อสามีจะออกล่าสัตว์ ก็จัดเครื่องล่าสัตว์ให้ และเมื่อได้เนื้อมาก็ช่วยจัดการให้ โดยทำเป็นอาหารหรือนำไปขายให้ เรื่องนี้เป็นข้อสงสัยของคนในสมัยนั้นมาก ว่า ผู้ที่พระบรมศาสดาทรงตรัสบอกถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่ไฉนจึงมาประกอบอาชีพเยี่ยงนี้...ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตอบปัญหาข้อนี้ด้วยพระคาถาดังนี้
“ปาณมิหิ เจ วโณ นาสสะ หะเรยยะ ปาณินา วิสัง นาพพะณัง วิสะมันเวติ นัตถิ ปาปัง จะกุพพะโต”
แปลได้ว่า...“ถ้าหากแผลที่ฝ่ามือไม่มี ก็จะพึงนำยาพิษไปด้วยที่ฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่เข้าไปสู่ร่างกายทางฝ่ามือที่ไม่เป็นแผล ข้อนี้ฉันใด บาปย่อมจะไม่มีแต่ผู้ที่ไม่กระทำบาป เพราะอกุศลเจตนาไม่มี...”
คงได้คำตอบชัดเจนแล้วนะครับ ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งจิตใจ อาศัยเหตุแห่งเจตนาเป็นหลักของการก่อกรรม จิตที่บริสุทธิ์จักนำพาความพ้นทุกข์ฉะนั้นแล
ขอจากลาด้วยข่าวกุศลอีกครั้งครับ ขณะนี้ทางวัดป่าชนะสงคราม กำลังดำเนินการก่อสร้างประตูและกำแพงรั้ว ซึ่งยังขาดปัจจัยอีกมาก ใครหรือท่านใดต้องการสร้างบุญบารมี สามารถส่งปัจจัยสมทบได้ ในนาม นายประพนธ์ วิพัฒนพร ตามที่อยู่ของนิตยสารขวัญเรือน (สั่งจ่าย ป.ณ. ดินแดง)

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com