คำนมัสการ พระบรมสาร...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

คำนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุ (โบราณ) by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#635]

คำนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุ (โบราณ)

         วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำถามของคุณเชาวณี สาตราภัย คล้าค จากลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา โดยสื่อผ่านเว็บไซต์ธรรมะ 5 นาที ในหัวข้อ ‘ปุจฉา-วิสัชนา’ อย่างนี้ครับ

         “มีเรื่องอยากถามคุณภูเตศวรค่ะ คือมีเพื่อนได้ให้ซีดีมา เป็นการบรรยายธรรมะ ซึ่งดิฉันชอบมาก เนื้อหาหลักการสอนก็ดีทีเดียว โดยเฉพาะมีวิธีสวดก่อนทำสมาธิที่ดิฉันชอบมาก แต่มาสะดุดอยู่ที่ตอนท้ายของสมาธิ โดยผู้บรรยายบอกว่า หากจิตว่างไม่วอกแวกนั้นไม่ดี ต้องหลบไปทางโน้นทางนี้อยู่เรื่อยถึงจะดี ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าการทำสมาธิ ก็คือการทำจิตใจให้สงบ จึงอยากให้คุณภูเตศวรช่วยตอบให้หายข้องใจ หากตอบในขวัญเรือนจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ดิฉันอยู่อเมริกา แต่รับหนังสือไทยจากร้านดอกหญ้าที่แอลเอประจำค่ะ”

          ก่อนอื่นต้องขออภัย คุณเชาวณี ที่หยิบคำถามนี้มาตอบช้าไปเล็กน้อย ด้วยภารกิจค่อนข้างร้อยรัด นับแต่งานทมยันตีอวอร์ด จนถึงงานไหว้ครู-เสวนาเทวศาสตร์ ที่ผ่านพ้นไปไม่นาน

          แม้คำถามสั้น...หากมีความสำคัญ จนผู้เขียนมิอาจผ่านเลย ต้องนำมาตอบ เพราะเป็นเรื่องของสมาธิที่ภูเตศวรถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชาวพุทธผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ ด้วยสมาธินั้นเป็นหนึ่งในไตรสิกขา อันเป็นสาระ เป็นแก่นสำคัญของพุทธศาสนาที่มิอาจมองข้ามได้

          เพราะถ้าขาดเสียซึ่ง ศีล สมาธิ และปัญญา ก็มิอาจล่วงทุกข์สู่นิพพานได้อย่างแน่นอน!

       ในอดีต...หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์ในกาลต่อมา ได้ถามหลวงปู่คำดี ปภาโส ว่า

       “อะไรทำให้พ้นทุกข์?”

       “สมาธิ” คำตอบชัดเจน

       “สมาธิเป็นยังไง?” กับคำถามนี้ หลวงปู่คำดี ท่านชี้ไปที่เสาศาลาในวัด

       “จิตต้องเป็นอย่างนั้น!”

       ความหมายของหลวงปู่คำดี ปภาโส คือ อาการสงบนิ่ง ที่ไม่สั่นไหวของจิตที่มีต่อธรรมารมณ์ต่าง ๆ ผ่านอายตนะอันมี รูป รส กลิ่น เสียง กระทบหู จมูก...ปาก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง

       หลวงปู่เสน ปัญญาธโร กล่าวถึงสมาธิว่า สมาธิคือ ความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีสติระลึกรู้อยู่ จิตที่เป็นสมาธิเป็นจิตที่มิใช่จิตหลอกจิตหลง สามารถพึ่งพาอาศัยได้ รู้เท่าทันในกุศล และอกุศลที่วิ่งเข้ากระทบ

       นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า มีสมาธิ...ก็มีสติ...มีสติก็มีปัญญา มีสติปัญญาคือรู้เท่าทันกิเลส และสามารถระงับกิเลส ท้ายสุดเมื่อฝึกฝนไปนาน ๆ จะก้าวสู่ มหาสติ-มหาปัญญา จนสามารถขจัดอาสวกิเลสเข้าสู่นิพพานได้ในที่สุด

       ในวิสุทธิมรรคได้กล่าวถึงการปฏิบัติสมาธิไว้ชัดเจน สมาธิคือการประคองจิต ให้ผ่าน วิตก-วิจาร คือความเคล้าคลอทางความคิด ผ่านปีติ ผ่านสุข เข้าสู่เอกัคตารมณ์ คือความเป็นหนึ่งเดียวของอารมณ์

       นั่นจึงทำให้เกิดประโยคที่ว่า จิตนิ่ง...จิตจึงเห็น จิตใสเย็น จึงเกิดญาณ (ญาณ คือความหยั่งรู้) อุปมาเหมือนน้ำที่นิ่ง จึงสามารถก้มมองเงาของตนได้นั่นเอง

       สรุปสั้น ๆ นะครับ...ที่ว่าการทำสมาธิ ก็คือการทำจิตให้สงบหรือไม่นั้น คุณเชาวณีเข้าใจถูกต้องแล้วครับ!

        มาเข้าเรื่องกันเลยครับ เหตุเพราะเคยสงสัยในเวลาที่มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากต่างประเทศมาให้ชาวพุทธเรากราบไหว้บูชา บางครั้งมาจากศรีลังกา อินเดีย หรือแม้กระทั่งจากประเทศจีน ทำให้เกิดความใคร่รู้ว่าหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระบรมธาตุต่าง ๆ ไปสถิต ณ ที่ใดบ้างหนอ และเป็นเหตุบังเอิญมีผู้นำหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง คือหนังสือพระบรมสารีริกธาตุ จัดทำโดยกรมศิลปากร อ่านแล้วได้ความรู้มากมายมหาศาล

        โดยเฉพาะพระบรมธาตุที่สถิตอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเจดีย์ภูเขาทอง พระปฐมเจดีย์ พระธาตุพนม...พระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุดอยตุง ฯลฯ อีกมากมายว่า พระธาตุเจดีย์เหล่านั้นแต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนไหนไว้บ้าง มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

        ท้ายสุดมาสะดุดเข้ากับ บทนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุที่โบราณรจนาไว้อย่างละเอียด จนสามารถแก้ความอยากรู้ของตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเห็นว่าน่าจะเป็นความรู้ให้กับท่านทั้งหลายได้เป็นอย่างดี จึงขอคัดลอกเอามาแสดงในวันนี้

----------------------------------------

คำนมัสการ

พระบรมสารีริกธาตุ (ของโบราณ)

          อุกาสะ ข้าพเจ้าขอยกกรบวรวันทนา ประนมนิ้วหัตถาขึ้นเหนือเศียร ต่างรัตนประทีปธูปเทียนแก้วเจ็ดประการ แลโกสุมสุมามาลย์ประทุมชาติ อันโชติช่วงช่อชั้นวิจิตรแจ่มจำรัสสุนทโรภาส ด้วยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ ญาณสัพพัญญูบรมครูเจ้าเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน พระองค์ทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ สิริพระบรมธาตุทั้งหลายน้อยใหญ่ตวงได้สิบหกทะนานทอง พระรากขวัญทั้งสอง พระเขี้ยวแก้วสี่ กับพระศรีอุณหิสหนึ่ง นับรวมกันได้ครบเป็นเจ็ดองค์ นี้แสดงความสภาวะเดิมอันจะแหลกลาญด้วยเพลิงสังหารนั้นหามิได้ แต่พระอัฐิน้อยใหญ่ทั้งหลายนั้นไซร้ พลันเพลิงไหม้สังหารละเอียดลงยังคงแต่พระบรมสารีริกธาตุสามสถาน ใหญ่น้อยปานกลางมีประมาณต่างกัน พระบรมธาตุขนาดใหญ่นั้นมีประมาณเท่าเมล็ดถั่วหักตักตวงได้ห้าทะนาน ทรงพระบวรสัณฐานประมาณแม้นเหมือนหนึ่งพรรณทองอุไร พระบรมธาตุขนาดกลางนั้นไซร้ มีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหัก ตักตวงได้ห้าทะนาน ทรงพระบวรสัณฐานประมาณเหมือนพรรณแววแก้วผลึกอันเลื่อนลอย พระบรมธาตุขนาดน้อยประมาณแม้นเท่าเมล็ดพรรณผักกาดตวงได้หกทะนาน ทรงพระบวรสัณฐานดังพันธุ์สีดอกบุปผาชาติพิกุลอดุลย์ใสสี พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายนี้หมู่มนุษย์แลเทวะนิกรอมรอินทร์พรหมภิรมย์ พากันเชิญเสด็จไปประดิษฐานรักษาไว้ พระบรมธาตุองค์ใหญ่ คือ พระรากขวัญซ้ายสถิตอยู่ชั้นพรหมา พระรากขวัญเบื้องขวากับพระนลาตะอุณหิส เสด็จสถิตอยู่เมืองอนุราธสิงหฬ พระเขี้ยวแก้วขวาเบื้องบนอยู่ดาวดึงสาสวรรค์ พระเขี้ยวแก้วเบื้องล่างนั้นสถิตอยู่เกาะแก้วลังกาสิงหฬ พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนอยู่เมืองคันธาวิไสย พระเขี้ยวแก้วซ้ายเบื้องล่างนั้นไซร้สถิตอยู่เมืองนาคสถาน แต่พระบรมธาตุทั้งสิบหกทะนานนั้นประดิษฐานไว้ในแผ่นพื้นภูมิภาคแห่งนครทั้งแปดคือ เมืองราชคฤหบุรี เมืองเวสาลีสวัสดิ์ เมืองกบิลพัสดุ์มหานคร เมืองอัลปะกะบุรีรมย์ แลบ้านพราหมณ์นิคมเขตต์เมืองเทวะทะหะประเทศ เมืองปาวายะบุรินทร์ แลเมืองนครโกสินารายณ์ พระเกสา โลมา นะขา ทันตา ทั้งหลายเรียงรายประดิษฐานอยู่ทุกทิศทั่วทั้งจักรวาล ฝ่ายพระพุทธบริขาร คือ บาตรแลจีวร ท่อนผ้าสันถัตรัดประคดในสมุกเหล็กไปกล่องเข็มผ้ากรองน้ำ ธะมะการก วัสสิกะสาฎก ผ้าชุบสรง หนังนิสิทน์ มีดโกน ถลกบาตรเครื่องลาดแท่นพระบรรทม ลูกดาลทองฉลองพระบาทธาตุบริขารทั้งหลาย องค์ขันติยาธิบดี พราหมณ์มหาศาลผู้เลื่อมใสกมลมาลย์ประกอบไปด้วยศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้อัญเชิญพระบรมธาตุบริขารสิบหกสิ่งนี้ไปประดิษฐานไว้ทั้งสิบเมือง ต่างกระทำสักการ บูชารุ่งเรืองเห็นปรากฏ ‘กายพนฺธนํ’ พระพุทธรัตประคดอยู่ ณ เมืองเทวะหะราฐ ‘ปตโต’ บาตรอยู่เมืองอนุราธสิงหฬทวีปลังกา ‘อุทกสาฎกํ’ ผ้าชุบสรงสถิตอยู่ ณ เมืองปัญจาละนคร ‘จีวรํ’ ผ้าจีวรอยู่เมืองพันทะวิไสย ‘หรนี’ สมุกเหล็กไปอยู่เมืองตักสิลา ‘วาสีสูจิฆรํ’ มีดโกนแลกล่องเข็มประดิษฐานอยู่เมืองอินทะปัตถะไหศวรรย์ ‘จมฺมํ’ หนังนิสิทน์สันถัดสถิตอยู่เมืองคันธาระราฐ ‘ถวิกา’ ถลกบาตรแลเครื่องลาดที่บรรทม ลูกดาลทองฉลองพระบาททั้งคู่อยู่บ้านอุสิระคาม ยังพระธาตุบริขารอื่นอีกหกสิ่ง คือพระอังคาร ถ่านเถ้า เสาเชิงตะกอนนั้น สถิตอยู่ ณ เมืองโมรียะประเทศ จุฬามุนีบรมเกศธาตุ ประดิษฐานอยู่ดาวดึงสาสวรรค์ ‘กาสายะวัตถัง’ ผ้าทรงนั้นอยู่ ณ ชั้นพรหมา ‘สุวณฺณโทณํ’ ทะนานทองที่ตวงพระบรมธาตุ สถิตอยู่นครโกสินารายณ์รัตนมไหศวรรย์ พระบรมธาตุทั้งยี่สิบสองประการนั้น ทรงพระคุณเป็นอันยิ่ง พระองค์ทรงอนุญาตประทานไว้ทุกสิ่งด้วยมหากรุณา หวังพระทัยเพื่อจะให้เป็นที่สักการบูชาเกิดผลานิสงส์อันเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้เทพามนุษย์ กว่าจะยุติสิ้นสุดพระพุทธศาสนาครั้นกาลล่วงนานมาให้ห้าพันปี พระบรมธาตุทั้งหลายนี้เสด็จไปสู่ลังกาเกาะเพื่อที่จะทรงสงเคราะห์ชาวสิงหฬให้เกิดสวัสดิมงคลด้วยกระทำสักการบูชาพระคุณ เมื่อถึงกาลพระพุทธศาสนาใกล้จะสิ้นสูญ ครบจำนวนถ้วนห้าพันปีพระบรมธาตุทั้งหลายนี้ จะเสด็จไปสู่ที่พระเจดีย์ฐาน ดำรงอยู่โดยจำเนียรกาลบมิได้คลาด ครั้นถึงพระพุทธศักราชล่วงสี่พันเก้าร้อยเก้าสิบพรรษา เศษสังขยาเดือนล่วงได้สิบเอ็ดเดือนกับยี่สิบสองวัน วันพฤหัสบดี เดือนหกขึ้นเก้าค่ำ คิมหันตฤดู ปีชวด นักษัตรอัฐศกเวลารุ่งอรุโณทัย พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายนี้ไซร้จะเสด็จไปสู่สถานที่สันนิบาตมิทันนาน ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ด้วยพุทธฤทธิ์อันพิเศษ บังเกิดเป็นพระพุทธนิเวศน์แลพระพุทธวรกายสูงได้สิบแปดศอก เปล่งพระรัศมีออกสิบหกประการ มีพระบวรสัณฐานวิจิตรจำรัสศรีสุนทโรภาส ทรงพระศิริวิลาสอันเพริศแพร้ว ดวงพระพักตร์ผุดผ่องดังสีสุวรรณทองแท่งธรรมชาติ พระรูปองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ เสด็จขึ้นสถิตนั่งเหนือรัตนบัลลังก์อาสน์ ทรงพระสมาธิมั่นในควงต้นไม้พระศรีมหาโพธิ์ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์โปรดสัตว์ คนธรรพ์เทวะนิกรอมรฤๅษีสิทธิ์พิทยาธรกินนรนาคราชทั้งหมู่อสุระเดียรดาษนั่งแน่นเหนือพื้นแผ่นพสุธา สุตฺตาหํ ทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดสัตว์อีกเจ็ดวัน ในครั้งนั้นได้สื่อสงไขยสองล้านสามแสนหกสิบเจ็ดพันโกฏิ แล้วพระเตโชธาตุก็พวยพุ่งรุ่งโรจน์โชตนาการสังหารพระบวรพุทธสรีรธาตุให้สิ้นสุดในวันพุธ เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ปีชวด นักกษัตรอัฐศก พระพุทธศาสนาก็บรรจบครบจำนวนถ้วนห้าพันพรรษา

          อหํ วฺนทามิ ธาตุโย ข้าพเจ้าขอน้อมเกล้านมัสการพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น, อหํ วฺนทามิ สพฺพโส ข้าพเจ้าขอนมัสการองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นด้วยประการทั้งปวง


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com