
ความพอเพียงทำให้ชีวิตเป็นสุข
เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา คนรู้จักมักคุ้นโทรศัพท์มาปรารภให้ฟัง ปีนี้พวกโหราจารย์ชื่อดังทั้งหลายพากันทำนายทายทักชะตากรรมของโลกของแผ่นดินไทยกันอย่างฟันธงเลยว่า...
ปีหมูทอง จะเป็นปีแห่งภัยพิบัติ ไม่ว่าเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องโรคภัยไข้ระบาด หรือแม้กระทั่งการก่อการร้ายจะทวีความรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็น
“ฟังแล้วน่าใจหาย” เธอกล่าวแถมสรุปตอนท้ายด้วยคำถาม...“มันจะเป็นจริงไหม?”
“ก็คงจะจริง!” ผู้เขียนตอบอย่างนั้น หากไม่ได้เก่งเรื่อง ‘ดูหมอ’ นอกจากหมอสาว ๆ สวย ๆ ที่เผลอใจมองบ้างเป็นบางครั้ง แต่ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยของตัวมันเอง เป็นเหตุเป็นผลที่เป็นสัจจะของโลกมากกว่าประการอื่น
ในปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยี ทุกอย่างทุกประการเป็นเรื่องของวัตถุล้วน ๆ ผิดกับโลกในอดีตอย่างลิบลับ ไม่ต้องดูอะไรสมัยก่อนที่ภูเตศวรอายุแค่สิบสี่สิบห้า ถนนหนทางต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นลูกรัง รถราก็ไม่มากเหมือนทุกวันนี้ ฉะนั้นวันวานข่าวการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงแทบไม่มีให้ได้ยินได้ฟัง ก็เพราะทั้งจังหวัดมีรถกันไม่กี่สิบคัน หากวันนี้...ถนนหนทางสะดวกสบายลาดยางเข้าถึงหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนมีรถยนต์ใช้จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ถนนดีสะดวกขับ...บวกกับรถมีมากขึ้น อุบัติเหตุย่อมมีมากขึ้นตามเงา เป็นหลักการง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้เวิร์บทูเดาก็รู้...
ความเจริญมีมากขึ้น...ประชากรโลกขยายตัวมากขึ้น ความอยากได้อยากมีมากขึ้น การบุกรุกป่าก็มากขึ้น...ต้นไม้ถูกตัดด้วยน้ำมือมนุษย์ ธรรมชาติที่รักษาสมดุลพังพินาศ...วาตภัย...อุทกภัยย่อมตามมา ไม่ต้องใช้เวิร์บทูเดาก็ตอบได้
ความเจริญทางเทคโนโลยี การสื่อสารทำให้โลกแคบกว่าที่เป็น บวกกับมนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมและจริยธรรมยัดเยียดกามตัณหาราคะผ่านสื่อ ย่อมทำให้เยาวชนชาติหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านั้น จนท้ายสุดกลายเป็นปัญหาอาชญากรรม
ล่าสุด รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับ คดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้เยาว์ที่มีอายุน้อยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าใจหาย!
ข่าวเด็กหญิงถูกหลอกออกมาให้เด็กชายรุมโทรมมีให้พบเห็นหนาตาขึ้นทุกวัน...ปัญหาหลักมาจากโทรศัพท์มือถือกับอินเตอร์เน็ตที่ล่อตาล่อใจเยาวชนด้วยการโหลดเพลง...ตลอดจนภาพวาบหวิวอะไรต่อมิอะไรมากกว่าทำกิจกรรมอื่น ๆ
และด้วยเหตุผลกับที่กล่าวมาข้างต้น ผู้มีปัญญาย่อมคิดออกโดยไม่ต้องอาศัยดวงดาวหรือศาสตร์ลี้ลับอะไรทำนายหรอกครับ เพราะโลกมันต้องเป็นไปอย่างนั้นอยู่แล้วตามสัจจะของมัน...
ตราบใดที่มนุษย์ยังทำลายธรรมชาติ...ธรรมชาติก็จะสูญเสียสมดุล ท้ายสุดธรรมชาติจะทำลายมนุษย์อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันโลกเจริญก้าวหน้าด้วยวิทยาการแห่งเทคโนโลยี ในความเป็นประโยชน์ ย่อมมีโทษปนอยู่เฉกเดียวกัน สัจจะนี้ใครบ้างไม่รู้ เมื่อรู้ก็ควรหาทางป้องกันโดยความไม่ประมาท เป็นหน้าที่ของรัฐของทุกคน ในสังคมที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล...โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ต้องคอยดูแลแนะนำบุตรหลานของตนบ้าง ไม่ใช่การกล่าวอ้างประการเดียวคือการต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลา
เรื่องราวแห่งปัญหา ภัยพิบัตินานาดังกล่าวจึงไม่ใช่ความรู้สึกแปลกใหม่อะไรสำหรับผู้เขียน ความจริงเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสาระแห่งพุทธศาสตร์ที่มีมายาวนาน ด้วยพระบรมศาสดาทรงได้แสดงหลักสัจจะให้เห็นมากว่าสองพันปีมาแล้ว
ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป...
โลกนี้...จักรวาลนี้ เอกภพนี้...เป็นเช่นนี้มายาวนานจนนับกัปนับกัลป์ไม่ได้
ด้วยประการดังกล่าว พระพุทธองค์จึงย้ำเตือนถึงการปล่อยวาง...จากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้...เพราะการยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่ง ‘ไม่เที่ยง’ คือทุกข์ และอีกประการคือการดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทจะทำให้เราก้าวไปสู่ความวิบัติในชีวิตปัจจุบันและอนาคตชาติอย่างมิต้องสงสัย
มีคนเคยถาม...“ถ้าต้องการให้สังคมโลกมีสันติสุข มนุษย์ควรทำเช่นไร?”
ความจริงควรตอบว่า “มนุษย์ควรมีศีล รักษาศีล!” หากแต่ผู้เขียนรู้ว่า...เป็นการยากที่จะปฏิบัติหรือรักษาศีลไม่ให้พร่องอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกคนที่เป็นคฤหัสถ์ต้องประกอบอาชีพทำมาหากิน ชาวบ้านอาจต้องหาหอยหาปูหาปลามาทำอาหารเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นเช่นนั้น...
...ศีลข้อปาณาติบาต...ก็ขาดวิ่น
หรือบางรายอาจเถียง...“เราไม่ฆ่าสัตว์จะเอาอาหารที่ไหนใส่บาตรพระสงฆ์ อย่าว่าแต่โยมเลย พระก็ยังต้องอด!”
นั่นคือเหตุผลที่เขียนตอบว่า “ต้องมีจริยธรรมและคุณธรรม!”
เพราะหลักแห่งจริยธรรมและคุณธรรมนั้น ผู้เขียนเชื่อว่ามนุษย์เราที่มีความปกติธรรมดา ไม่พิกลพิการทั้งร่างกายและจิตใจล้วนสามารถระลึกรู้ได้ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ลองถามใครดูก็ได้ว่า
“การลักเล็กขโมยน้อย การคดโกงคนอื่นเป็นเรื่องดีหรือเลว?”
เชื่อว่าทุกคนต้องตอบว่า ‘เลว’ ทั้งนั้น ‘รู้’ หากจะทำหรือไม่อยู่ที่ตัวบุคคลอันนี้เรียกคุณธรรมระหว่างฝ่ายดีและชั่วครอบงำ บวกกับอำนาจการยับยั้งชั่งใจมากน้อยแค่ไหนของมนุษย์ มิใช่คนทำผิดเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นผิดหรือถูก เหมือนนักโทษในคุกทุกคนก็รู้ ตนทำความผิดอย่างนี้อย่างนั้นจึงถูกสังคมลงโทษ
ธรรมดาอย่างยิ่งของสัตว์โลกที่ต้องรักต้องหวงแหนชีวิต ฉะนั้นทุกคนย่อมปฏิเสธความจริงประการนี้ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่ควรทำร้ายหมายปองชีวิตใคร ๆ นั่นคือหลักคุณธรรมที่ต้องรักษา
ส่วนจริยธรรมมักใช้กับหน้าที่การงาน อันเป็นสัมมาอาชีพเลี้ยงตนในหลักแห่งมรรคอันมีองค์แปด
...สัมมาอาชีพโดยชอบ คืองานอันมีจริยธรรม ไม่คดโกง ไม่ขูดรีด บริการผู้อื่นด้วยความเที่ยงธรรม ปัญหาจะเกิดได้อย่างไร?
เพราะเหตุผลดังกล่าวทำให้ผู้เขียนเชื่อมั่น...หากคนเรามีคุณธรรมและจริยธรรมประดับใจอยู่ตลอดเวลา รู้อะไรควรไม่ควรในการกระทำอย่างที่จิตและใจรู้โดยถ้วนหน้า
ศานติสุขย่อมบังเกิดขึ้นในโลกอย่างมิต้องสงสัย
หากเพราะโลกปัจจุบันคือโลกที่เจริญด้วยวัตถุ จิตใจจึงใฝ่หาวัตถุจนขาดเสียซึ่งคุณธรรม นั่นจึงเป็นที่มาของการทำร้ายหมายชีวิต ต่อสู้กันด้วยอำนาจแห่งผลประโยชน์อย่างรุนแรง ถ้าถามว่า รู้บ้างไหมต่อให้มีทรัพย์สินสมบัติมากมายมหาศาลเพียงใด เวลาตายก็ต้องทิ้งไว้ในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้สัจจะนี้เหมือนกันทั้งสิ้น แต่ไฉนคนที่มีมากมายหลายหมื่นล้านยังตะกายหามาสะสมเอาไว้อีก...ทั้ง ๆ ที่สมบัตินั้นอีกหลายชาติก็ยังใช้ไม่หมด
...คำตอบก็คือ ‘โมหะ’ คือความหลงครอบงำจิตใจจนไม่รู้จักคำว่า ‘พอ’ อยู่ ณ ที่ใด!
ด้วยเหตุผลประการดังกล่าวทั้งปวง จึงทำให้รำลึกถึงคำว่า ‘เศรษฐกิจ...พอเพียง’ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นหลักแห่งธรรมาภิบาลเพื่อสังคมที่ต้องการศานติสุข ตรงกับหลักแห่งสันโดษธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
ความร่ำรวย ความยิ่งใหญ่จะมีประโยชน์อันใด ถ้าชีวิตปราศจากความสุขสงบด้วยไฟแห่งความทะยานอยากที่ต้องก่อทุกข์ให้ผู้อื่นด้วยการคดโกง เอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยกว่าในสังคม
ความพอเพียงคือความพอดี ความไม่ขาดแคลน จึงไม่เป็นทุกข์ต่อความยากจน ไม่ร้อนรุ่มกับความทะยานอยากที่เป็นเช่นไฟเผาใจในชีวิต
นั่นคือความสุขสงบ ความศานติโดยแท้ทั้งทางโลก และทางธรรมที่ปวงชนชาวไทยควรน้อมนำสู่ชีวิตตลอดไป
วันนี้ผู้เขียนรู้สึกจริง ๆ ครับว่า ชีวิตนี้ชาตินี้เป็นบุญเหลือเกินที่ได้เกิดบนแผ่นดินไทย ‘เมืองพุทธ’ และมี ‘ในหลวง’ ที่ทรงพระปรีชาญาณดุจมหาปราชญ์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม จนสถิตในดวงใจประชาราษฎร์ทุกคนอย่างแท้จริง
ปี 2550 นี้จึงขอเชิญทุกท่านได้ปฏิบัติธรรมสมาธิเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานด้วยเทอญ
สวัสดีครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com