
หน่อยเถอะ
ขณะที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนต้นฉบับอยู่นี้ สถานการณ์บ้านเมืองยังคงคุกรุ่น และดูเหมือนจะพร้อมปะทุขึ้นได้อีกในทุกเวลา ทั้งที่ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน ก็มีการสูญเสียอันมากมายมหาศาลมาแล้ว
จะมีอะไรมากไปกว่าการเฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลจิตดลใจให้คนไทยทั้งชาติ รู้รักสามัคคีสมานสามัคคีกัน จะได้พ้นจากภาวะที่มีที่เป็นในขณะนี้เสียทีเถอะ
ยิ่งคิดยิ่งน่าเศร้าใจ... ในอดีตเรารบรากับศัตรูแผ่นดิน รักษาแผ่นดินเอาไว้ ไฉนวันนี้คนไทยกลับหันหน้ามาฆ่ากันเอง ใครช่วยตอบทีว่าทำไม เพราะอะไร
วันนี้หันไปทางไหนก็วังเวงในหัวใจ ฝั่งไหนก็อ้างรักชาติรักประชาธิปไตย แต่ถ้าชาติถ้าแผ่นดินพินาศลง...ประชาธิปไตยจะมีประโยชน์อันใดอีก?
วันนี้ควรไหมที่ทุกฟากฝั่งควรหันหน้าเข้ามามองความจริงอย่างมีสติ...ใช้สันติวิธีมาแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองให้สุขสงบลงเสียที
ไทยเป็นเมืองพุทธ มีความอุดมสมบูรณ์ และยากจะมีภัยพิบัติจากธรรมชาติเช่นประเทศอื่น ๆ 3 ประการนี้ทำให้คนไทยบนแผ่นดินมีรอยยิ้มสุขสมอย่างที่ใคร ๆ เรียกหาว่า ‘ยิ้มสยาม’ มาโดยตลอด
วันนี้ ‘รอยยิ้ม’ เยี่ยงนั้นจางหาย มีความทุกข์เข้าทาบทาหัวใจ ไปไหนมาไหนต้องคอยระวังอันตรายที่มิได้คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากอาวุธร้าย
“นี่หรือเมืองพุทธ...นี่หรือเมืองแห่งรอยยิ้มอันเปี่ยมสุข?”
เราเป็นเพียงหนึ่งชีวิตในสังคม หนึ่งชีวิตบนแผ่นดิน ฤาสามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการวิงวอนต่อผู้มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย อย่าเอาชีวิตของผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือเพื่ออัตตาตัวตนของตนอีกเลย
ให้ละ...เลิกแล้วต่อกันเถิด!
ด้วยหลัก ‘อภัยทาน’ ในบวรพุทธศาสนาซึ่งจะนำมาด้วยสันติสุขของตนและผู้อื่นอย่างมิต้องสงสัยเลยครับ
ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนได้กล่าวไว้ชัดเจนยิ่ง... ‘ถ้าเราไม่ก้าวทันโลกธรรมแปด...ยากจะพบความสันติสุขในชีวิต’
โลกธรรมแปดแยกออกเป็นสองฟากฝั่ง... คือ ลาภ ยศ สุข และสรรเสริญ ที่คู่กับความเสื่อมสูญจากลาภ จากยศ มีทุกข์ และคำกล่าวร้ายนินทาเป็นธรรมดาของโลกตามกฎอนิจจัง
คือมีการเปลี่ยนแปรไปแน่นอนอยู่ตลอดเวลา...
และถ้าแม้ปล่อยวางไม่ได้จากใจ ความทุกข์ความรุ่มร้อนจะแผดเผาตนเองอย่างมิรู้จบสิ้น!
ศาสนาพุทธจึงมีแก่นธรรมสำคัญอยู่ที่การรักษา ‘ใจ’ ด้วย ‘สติ’ สติจะเฝ้าระวังให้ใจไม่กล้าถลำไปกับกิเลสตัณหา คือความอยากได้อยากมีและอยากเป็น หรือความไม่อยากมีไม่อยากได้ไม่อยากเป็น ด้วยการรู้จักพอในชีวิตและรู้เท่าทันธรรมชาติอันเป็นสัจจะความจริง
‘เรามีความแก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา’ คือความจริงที่มิอาจหลีกพ้น เป็นมรดกแห่งชีวิตที่ต้องรับโดยมิอาจปฏิเสธ...รู้เช่นนั้นแล้วจะสะสมอะไรในโลกไว้นักหนา เพราะไม่ต้องบอกก็รู้...ตายไปก็แบกไปด้วยมิได้!
ไม่ใช่แค่สมบัติภายนอก แม้ลาภยศ...ที่มีที่เป็นก็สูญหายจากชีวิต เพียงวันไหนเวลาใด ‘สิ้นลม’ ทุกประการก็สิ้นไปดุจเงามายาพร่าพราย ก็ร่างกายของตนยังถูกเอาไปเผาทิ้ง จะแบกอะไรจากโลกไปได้เล่า...
นอกจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เรียกว่าบุญและบาปติดตัวสู่ปรภพเท่านั้น!
ถึงตรงนี้จึงอยากถาม...ท่านทั้งหลายเป็นชาวพุทธหรือไม่? เป็นชาวพุทธก็ควร ‘รู้’ หลักธรรมชาติแห่งชีวิตอย่างที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสั่งสอน...
ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะชนะอะไรก็เป็นเพียงชั่วคราว ท้ายสุดก็พ่ายแพ้แก่สัจจะความจริงของโลก
เหตุนั้นพระพุทธองค์จึงทรงแนะนำให้เรารู้จักการเอาชนะจิตใจตนเอง เอาชนะด้วยปัญญาเท่าทันกิเลสตัณหาที่เป็นอวิชชาหุ้มห่อจิตวิญญาณให้ได้
ปัญญานั้นคือ อย่ายึดมั่นถือมั่นในลาภ ในยศ ในสุข ในสรรเสริญทั้งหลายเลย เพราะสิ่งนั้นจักเกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับลงอย่างแน่แท้
มิเพียงเท่านั้น พระบรมศาสดายังทรงชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วมนุษย์นั้นจะยากดีมีจนล้วนคลุกเคล้าอยู่ด้วยทุกข์ มีกรรมคือการกระทำทั้งอดีตและปัจจุบันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง โดยเฉพาะความทุกข์ที่เกิดจากส่ำสัตว์ทั้งหลายต่างเบียดเบียนทำร้ายกันเองเพราะความทะยานอยากในอัตตาตัวตนของตนเป็นสำคัญ
จึงเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเน้นหลักเมตตาธรรมเพื่อความสุขศานติระหว่างสัตว์โลกด้วยกรอบแห่งศีล เพื่อระงับการเบียดเบียน ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่นและตนเอง จากนั้นคือการตั้งสติมั่นคงด้วยสมาธิอันแน่วแน่สู่ปัญญา คือความเข้าใจถ่องแท้แก้ปัญหาจากทุกข์นั่นเอง...
ถึงตรงนี้จึงอยากถามท่านทั้งหลายว่า...
วันนี้ท่านล่วงละเมิดสร้างทุกข์ทำลายความสุขของคนอื่นหรือไม่?
วันนี้ตั้งมั่นในสติมีสมาธิใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วหรือยัง?
หรือว่า...ทุกอย่างเพื่อตน ของตน โดยไม่นำพาว่าชาติบ้านเมือง หรือชีวิตของใครก็ไม่สำคัญ!
นั่นคือหายนะแห่งจิตวิญญาณที่กำลังมุ่งตรงสู่มหันตนรกโดยแท้!
ถึงตรงนี้...วันนี้จะสามารถทำอะไรได้อีก ในฐานะคนวัดที่มุ่งมั่นพาศรัทธาเข้าหาพุทธศาสนา ได้แต่ชักชวนญาติมิตรธรรมที่เคยร่วมบุญร่วมทาน สวดมนต์ขอพรพระรัตนตรัยและเทพยดาทั้งหลายจงคุ้มครองชีวิตผู้คนที่บริสุทธิ์ให้พ้นภัยพ้นอันตราย อย่าให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอย่างที่มีมาอีกเลย
และที่สำคัญ ขอให้คนไทยรักสมัครสมานสามัคคีกัน ให้ความศานติเกิดขึ้นโดยเร็ววัน...
ฉะนั้นจึงอยากฝากท่านไว้ว่า นอกจากสวดมนต์ ทำวัตร หรือสวดพระปริตรคาถาต่าง ๆ แล้ว บทเมตตาตนที่ว่า
อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิฯ
ก็มิควรลืมสวดแผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย มิเพียงเท่านั้นควรอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างสม่ำเสมอด้วยบทนี้ครับ
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวราสุขะชีวิโน... ขอให้สัตว์ทั้งหลาย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด
กะตัง ปุญญังผะลัง มัยหัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุเต ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงได้เสวยผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำ ได้บำเพ็ญด้วยกายวาจาใจแล้วนั้นเทอญ
ช่วยกันหน่อยเถอะครับ...อย่างน้อยบุญกุศลที่ทำ บวกความเมตตาของท่านทั้งหลายจะเป็นพลังช่วยให้มีกระแสเย็นขึ้นบนแผ่นดินบ้าง!
สวัสดีครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com