
ธรรมยาตรา
ผู้เขียนเพิ่งกลับจากงานเดินทางไปแสวงบุญ พร้อมสมาชิกชาวธรรมะ 5 นาที และแฟน ๆ ผู้อ่านชาวขวัญเรือน 145 ชีวิต ในภาคอีสานเมื่อคืนที่ผ่านมา เช้านี้ต้องรีบหยิบปากกาเขียนต้นฉบับส่งด้วยเวลาที่เป็นเส้นตายผ่านไปแล้วสองวัน ทว่าเพื่อความใหม่สดของเนื้อหาข่าวสาร ทำให้คนเร่งรัดต้นฉบับต้องยอมชะลอเวลาให้ภูเตศวรด้วยความเต็มใจ
กำหนดการเดินทางของคณะชาวแสวงบุญคือวันเสาร์ที่ 28-30 กรกฎาคมที่ผ่านมา (2550) โดยงานนี้เป็นการเดินทางยาวนานแวะเวียนไปในหลายจังหวัด ทั้งถวายเทียนพรรษา ทอดผ้าป่าสามัคคี นมัสการพระอุรังคธาตุที่พระธาตุพนม ตลอดจนข้ามไปกราบนมัสการพระธาตุหลวงถึงกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเลยทีเดียว
เราออกเดินทางจากจุดนัดพบในเวลาเช้าตรู่ข้างศูนย์การค้าเซ็นทรัลฝั่งโรงเรียนหอวัง มุ่งหน้าสู่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดเวลาในการเดินทางกว่าแปดชั่วโมงบนรถบัสปรับอากาศ ผู้เขียนกับคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ เป็นวิทยากรให้ความรู้ทางพุทธศาสตร์ และเทวศาสตร์แก่ชาวคณะไปตลอดระยะทาง
พาหนะที่เป็นรถบัสขนาดใหญ่จำนวนสามคันถึงมหาเจดีย์ชัยมงคลที่ผาน้ำย้อย เมื่อเข็มนาฬิกาผ่านหมายเลขสามคือเวลา 15.00 น. ไปเล็กน้อย ขณะที่เมฆฝนบนฟ้าดำทะมึนและเทกระหน่ำความฉ่ำชื้นลงทั่วอาณาบริเวณเมื่อชาวคณะก้าวย่างเข้าสู่ตัวองค์พระเจดีย์แทบจะเรียกว่าทันทีทันควัน
ชาวคณะแสวงบุญทยอยเข้าเยี่ยมชมความอลังการของมหาเจดีย์ที่กำเนิดเกิดก่อขึ้นด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ศรี มหาวีโร พระอาจารย์ใหญ่รูปสำคัญในสายวิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พร้อมออกแรงก้าวผ่านบันไดเป็นร้อย ๆ ขั้นขึ้นสู่ยอดพระมหาเจดีย์เพื่อนมัสการพระบรมธาตุแห่งองค์พระบรมศาสดา อีกทั้งพระอัฐิธาตุของพระอรหันตเจ้า ครูบาอาจารย์ในสายพระกรรมฐานนับจากอดีตตั้งแต่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นพระอาจารย์ใหญ่และศิษยานุศิษย์เกือบทุกรูป อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่จวน กุลเชษโฐ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ฯลฯ อีกมากมาย
ประมาณเกือบชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมายขึ้นรถ ฝนฟ้าที่กระหน่ำจนแทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น...ก็ซาเม็ดและหยุดลงเมื่อชาวคณะผ่านพ้นบริเวณพระมหาเจดีย์มุ่งหน้าไปยังวัดป่าหนองเม็ก ที่ห่างจากพระมหาเจดีย์ชัยมงคลประมาณสิบกิโลเมตร...
พาหนะขนาดใหญ่ทั้งสามแล่นไปจอดหน้าศาลาอเนกประสงค์หลังใหญ่ในวัดหนองเม็ก ขณะฝนเริ่มโปรยปรายแผ่ว ๆ ...จวบจนขนข้าวขนของลงจากรถเสร็จ พระพิรุณก็กระหน่ำความฉ่ำเย็นลงมาอีกยาวนานนับชั่วโมง ท่ามกลางความถอนใจอย่างโล่งอกของผู้เขียนกับพระอาจารย์วันเพ็ญ เจ้าอาวาสวัดป่าหนองเม็ก
เหตุเพราะศาลาใหญ่เพิ่งสร้างเสร็จ พัดลมก็ยังไม่มี...ฉะนั้นจำนวนคนกว่าร้อยที่มาเยือนคงร้อนอบอ้าวทรมาน ถ้าไม่มีสายฝนเย็นฉ่ำมาช่วยบรรเทา
ชาวคณะทยอยกันอาบน้ำชำระร่างกายด้วยความฉุกละหุกพอควร เหตุเพราะห้องน้ำของวัดมีปริมาณไม่พอต่อผู้คนกลุ่มใหญ่ หากเพราะความน่ารัก ความสมัครสมานความสามัคคีของผู้มาเยือนด้วยกุศลจิตอันบริสุทธิ์ สมความเป็นพุทธบริษัทผู้มีธรรมะประดับใจ ทุกคนจึงมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแม้ไม่สะดวกในสถานที่อย่างที่เป็น
หลังอาหารค่ำ...โดยฝีมือศรัทธาของชาวบ้านหนองเม็กที่ทุกคนในคณะเอ่ยปากชม...เราพร้อมหน้าในศาลาใหญ่รวบรวมปัจจัยถวายผ้าป่าเพื่อสร้างศาลาหลังใหญ่นี้ให้สำเร็จลุล่วงเป็นถาวรวัตถุในบวรพุทธศาสนาต่อไป
...ซึ่งผ้าป่าในครั้งนี้ได้ปัจจัยถึง 130,000 บาทเศษ...และต้องขออนุโมทนากับชาวคณะทั้งหลายด้วยครับ!
หลังถวายผ้าป่าและถวายเทียนพรรษา ชาวคณะยังได้รับเมตตาจากหลวงพ่อบวร สุธีโว เจ้าอาวาสวัดป่าหนองแข้ดง ที่เป็นครูบาอาจารย์ของพระอาจารย์วันเพ็ญ มาแสดงธรรมโปรดพวกเราอย่างไพเราะเพราะพริ้งอีกด้วย ซึ่งทุกคนรวบรวมถวายค่ากัณฑ์เทศน์ไปเป็นจำนวน 9,290 บาท
ชาวคณะผ่านนิทราในบรรยากาศอันเย็นฉ่ำของสายฝนที่โปรยปรายเม็ดเบา ๆ ลงมาตลอดทั้งคืน และเมื่อขอบฟ้าสว่างเรืองนั้น พระพิรุณก็หยุดเม็ดเหมือนปลิดทิ้ง

เพราะตื่นตั้งแต่ตี 5 ร่วมรับประทานอาหารเช้าตอน 6 โมงเช้า พาหนะของเราจึงสามารถเคลื่อนออกจากวัดป่าหนองเม็กมุ่งหน้าสู่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยผ่านเส้นทางนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
09.15 น. เราถึงจุดหมายคือบริเวณวัดพระธาตุพนม ที่มีพระธาตุพนมสถานที่ประดิษฐานพระบรมธาตุส่วนหน้าอก หรือที่เรียกว่าพระอุรังคธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามเวลาที่กำหนด
ชาวคณะนำผ้าห่มที่เตรียมมาเพื่อห่มองค์พระธาตุออกแห่แหนทำประทักษิณทักษิณาวัตรสามรอบด้วยการเจริญพุทธมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า งานนี้เป็นบุญกุศลจริง ๆ ครับ เพราะผู้เขียนกับชาวคณะที่เป็นผู้ชายได้มีโอกาสเข้าไปในบริเวณชั้นในสุดขององค์พระธาตุ เพื่อนำผ้าไปห่มด้วยตนเองด้วย
ออกจากองค์พระธาตุพนม เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดสกลนครเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และที่นั่นเราได้มีโอกาสนั่งสวดมนต์ปฏิบัติจิตทำสมาธิ ก่อนเยี่ยมชมพระอัฐิธาตุที่ใสดุจอัญมณีของพระอาจารย์ใหญ่แม่ทัพธรรม อีกทั้งได้กราบนมัสการอัฐิธาตุของหลวงปู่หลุย จันทสาโร ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ในบริเวณนั้นด้วย
จากวัดป่าสุทธาวาส ด้วยอาหารกลางวันข้าวกล่องบนรถบัส เราถึงวัดป่าอุดมสมพร เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุและพิพิธภัณฑ์ของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์ใหญ่ศิษย์อาวุโสอีกรูปของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อีกครั้งกับการสวดมนต์ ขอพร...และทำบุญร่วมกัน ก่อนมุ่งหน้าสู่วัดป่าหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
16.30 น. ถึงวัดป่าหนองแซง และแผกจากทุกคราซึ่งเราจะนำชาวคณะเข้าที่พักก่อน หากครั้งนี้หลวงปู่เสน ปัญญาธโร สั่งคนมารอรับหน้าประตูวัด บอกให้ชาวคณะไปรวมตัวบนศาลาใหญ่ก่อน และเมื่อพร้อมหน้า หลวงปู่ได้ขึ้นมาสนทนาธรรมกับทมยันตีและชาวคณะประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนแยกย้ายเข้าสู่ที่พัก
หลังอาบน้ำชำระร่างกาย และอาหารมื้อค่ำ ทุกชีวิตพร้อมหน้าบนศาลา เราแสดงเจตจำนงขอถวายเทียนพรรษาและผ้าป่าก่อนเวียนเทียนด้วยเป็นวันอาสาฬหบูชา ต่อท้ายด้วยสวดมนต์ทำวัตรปฏิบัติธรรมสมาธิ
เราใช้เวลาสั้น ๆ รวบรวมปัจจัยถวายผ้าป่า ได้เงิน 228,889 บาท ถวายให้วัดป่าหนองแซง เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าขุดสระน้ำในโครงการบ้านพักคนชรา อันเป็นดำริของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอาจารย์ใหญ่ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ และเป็นมรดกในการสั่งเสียของท่านกับหลวงปู่เสน ผู้เป็นศิษย์
หลังเวียนเทียน สวดมนต์ทำวัตรเย็น หลวงปู่นำชาวคณะปฏิบัติสมาธิ ซึ่งก่อนหน้าท่านอนุญาตให้คนที่เหนื่อยกับการเดินทางสามารถกลับไปพักผ่อนได้ ทว่าหลายต่อหลายคนยังพร้อมใจปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่
หนึ่งชั่วโมงเต็มกับการทำสมาธิ โดยมีหลวงปู่คอยเทศน์นำกำกับใจ คุ้มค่าคุ้มราคากับการมาแสวงบุญครั้งนี้อย่างยิ่ง กลุ่มสุดท้ายก้าวลงศาลาไปพักผ่อนในช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืนพอดี
เช้า...ตื่นตี 5 ... 6 โมงรับประทานอาหารเช้า... 7 โมงขึ้นรถ ตามที่กราบเรียนหลวงปู่ตั้งแต่เมื่อคืน ชาวคณะจะไม่รอใส่บาตร...เพราะต้องมุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย-ลาว เพื่อพาชาวคณะไปนมัสการพระธาตุหลวงและเยี่ยมชมวัดพระแก้ว ณ กรุงเวียงจันทน์
ด้วยความอนุเคราะห์ของคุณสุเมธ จึงวิโรจน์ และศรีภรรยา ที่อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารผ่านแดน และอาหารกล่อง มื้อกลางวันบนรถ ทำให้ชาวคณะสามารถผ่านแดนเข้าออกประเทศได้สะดวกตรงเวลา ซึ่งผู้เขียน ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
เราจะไม่ลืมน้ำใจของกัลยาณมิตรนี้ตลอดไป!
เสร็จจากนมัสการองค์พระธาตุหลวงอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศลาว และเยี่ยมชมวัดพระแก้ว รายการสุดท้ายคือปล่อยให้ทุกคนได้เดินช็อปปิ้งร้านค้าปลอดภาษีบริเวณด่านข้ามแดนประเทศลาวเป็นการส่งท้าย...
และอีกครั้งกับอาหารมื้อกลางวันบนรถ เรามุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยตลอดเวลาทั้งสามวัน ผู้เขียน-ทมยันตี ได้เป็นวิทยากรให้คำบรรยาย ตอบคำถามอย่างจุใจ...ถึงตรงนี้คงกล่าวได้อย่างเดียว...ประการเดียวคือ...
ขอบคุณในน้ำใจของกัลยาณมิตรทุกท่าน และถ้ามีสิ่งใดผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com