การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ปัญหาหญ้าปากคอก by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#680]

ปัญหาหญ้าปากคอก

 

           เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลออกพรรษาแล้ว ถือโอกาสนี้แจ้งข่าวงานบุญทอดกฐินที่ภูเตศวรรับปากรับคำครูบาอาจารย์ไว้สองงาน หนึ่งคือ วัดป่าหนองแซง ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2551 นั่นหมายถึงทางคณะต้องเดินทางในเช้าวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม ทอดกฐินแล้วเดินทางกลับวันถัดมา

           งานที่สองคืองานทอดกฐินที่วัดป่าชนะสงคราม กำหนดทอดในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2551 หากงานนี้พิเศษตรงที่ทางจังหวัดสุโขทัยได้เชิญภูเตศวรกับทมยันตี ไปเป็นเจ้าพิธีและจัดพิธีบวงสรวง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและบูรพกษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ณ ลานราชานุสาวรีย์ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากวันทอดกฐิน นั่นหมายถึงกำหนดการงานนี้ รวมแล้ว 3 วัน

           คือเดินทางในวันเสาร์ที่ 8 ทอดกฐินวันที่ 9 ร่วมพิธีสังเวยบวงสรวงใหญ่ในเช้าวันที่ 10 และเดินทางกลับในบ่ายวันเดียวกัน โดยทั้งสองรายการเราจัดรถบัสปรับอากาศเอาไว้บริการท่านทั้งหลายเช่นเคย และเหมือนเดิมครับ ท่านสามารถสอบถามรายละเอียด-สำรองที่นั่งได้โดยตรงที่ คุณชูศรี วโรภาษโทร.08-1258-3495

           เอาละครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เมื่อพูดถึงการปฏิบัติกรรมฐานนั้น เราทั้งหลายล้วนรับรู้ว่า พระบรมศาสดาทรงตรัสไว้ในที่ต่าง ๆ โดยปริยายหลายหลาก ซึ่งเหล่าโบราณจารย์ประมวลเอาไว้ได้มีจำนวนถึง40 ประการ แบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ 7 ลักษณะ คือ กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสติ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถาน 1 พรหมวิหาร 4 อรูปกรรมฐาน 4

           การแบ่งและแสดงอุบายทำความสงบจิตใจไว้มากดังกล่าว เจตนาก็เพื่อให้เหมาะกับจริตนิสัยของนักปฏิบัติแต่ละรูปนาม ไม่ใช่ให้ทุกคนปฏิบัติให้ครบทั้ง40 ประการแต่อย่างใด

           ในหนังสือมุตโตทัยที่เรียบเรียงคำเทศนาของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมสมาธิเอาไว้ชัดเจน ท่านอุปมาการปฏิบัติที่คอยเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่เสมอนั้น เหมือนการทำไร่เลื่อนลอย เหมือนขุดดินทำบ่อน้ำ ถ้าขุดไปได้เมตรสองเมตรแล้วเลิก หาที่ขุดใหม่ ทำอย่างนี้ไปเท่าไหร่ก็ยากจะได้ผล

            แต่ถ้ามีความเพียรขุดให้ลึกไปเรื่อย ๆ ก็จะพบน้ำในที่สุด เช่นเดียวกับการทำไร่ทำนา แม้เราจะมีที่นาอยู่เท่านั้นแต่หมั่นบำรุงปุ๋ยไถหว่านอยู่เสมอ ๆ เราก็จะได้พืชพันธุ์ธัญญาหารตามที่ตนปรารถนาตลอดเวลา การปฏิบัติจิตก็เฉกเดียวกัน ถ้านักปฏิบัติเปลี่ยนวิธีการไปทุกวัน ย่อมยากที่จะเชี่ยวชาญชำนาญในการเจริญรุดหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้เป็นธรรมดา

           ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงที่เขียนในวันนี้ เนื่องจากได้รับฟังข้อถกเถียงของนักปฏิบัติภาวนาแต่ละสำนักมามากครั้ง บ้างก็ว่าวิธีการของสำนักนั้นสำนักนี้ดีกว่าได้ผลกว่า บางรายเดินทางค้นหาวิธีการตามสำนักต่าง ๆ จนเสียเวลาไปมากมาย ท้ายสุดเกิดอาการท้อแท้ จนสรุปว่า...เป็นเพราะตนเองไม่มีวาสนาในการปฏิบัติไปก็ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง เพราะถ้ามีความเพียรทำอย่างสม่ำเสมอก็จะเห็นผล

หลายท่านอาจมองว่า ข้อเขียนในวันนี้เป็นเรื่อง ‘หญ้าปากคอก’ หากต้องเรียนว่า แม้เป็นหญ้าปากคอก แต่ถ้ามองไม่เห็นก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของบุคคลนั้น เหมือนจักรกลหรือกลไกต่าง ๆ อาจสะดุดหยุดลงได้ด้วย ทรายเพียงเม็ดเดียวนั่นแล

            การวิ่งหาครูบาอาจารย์หรือสำนักปฏิบัติต่าง ๆ มากเกินไปไม่เพียงทำลายเวลาอันมีค่าไปเท่านั้น หากไปพบเจอความผิดแผกมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความลังเลสงสัยอยู่ในจิตใจ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการปฏิบัติขึ้นอีกประการหนึ่ง...หรือไม่...ก็ถูกสอบถูกอบรมการปฏิบัติแบบผิด ๆ ประการนี้ แทนที่จะก้าวหน้าหรือหยุดอยู่กับที่ กลับยิ่งถอยหลังลงคลองไปอย่างน่าเสียดาย

                      ถึงตรงนี้ท่านทั้งหลายอาจมีคำถาม... ‘เราจะแยกแยะได้อย่างไร?’ เคยเขียนมาแล้วหลายครั้ง พุทธศาสนาสอนเรื่อง ‘ปัญญา’ สอนหลักแห่งเหตุผลโดยตรง มุ่งเน้นให้เห็นทุกข์ ผ่านทุกข์ตามมรรคอันมีองค์แปด ประการเดียวเท่านั้น พุทธศาสนาสอนให้เรารู้เท่าทันกิเลส-ตัณหา รู้ละลดปลดวางสิ่งสมมุติทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงลง เพราะทุกประการอยู่ภายใต้หลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้น

            หลายเดือนหรือเกือบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับข่าวสารผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งรูปภาพและเนื้อความหลายหน้า อ่านแล้วรู้สึกมืดมนในหัวจิตหัวใจ เหตุเพราะแน่ชัดในพุทธประวัติ...

            พระบรมศาสดาทรงละวางสมบัติแห่งมหาจักรพรรดิลงประทับกับโคนต้นไม้ เพื่อหาทางพ้นทุกข์ให้เวไนยสัตว์ ทั้งยังสั่งสอนให้พุทธบริษัทวางโลก...ละกิเลส ก้าวสู่ปัญญาแท้จริง!

            แต่เหตุไฉนหนอ วัดที่อ้างว่าเป็นผู้สืบทอด ‘วิชชา’ จากปรมาจารย์สายปฏิบัติผู้ยิ่งยงกลับสอนให้ญาติโยมยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สินสมบัติในเทวโลก สอนให้เชื่อว่าการทำบุญให้ทานแก่ภิกษุที่เป็นเนื้อนาบุญจะได้รับแก้วแหวนเงินทองในภพหน้า แทนที่จะสอนว่า นั่นคือ บุญกิริยา อันจะสั่งสมไว้เป็นปัญญาในการหลุดพ้น

            อยากรู้ว่าเอาไก่ย่างถวายพระเจ้าจะได้แหวนไก่ผงาด ถวายบะหมี่พระแล้วจะได้สร้อยเส้นบะหมี่บวกตะเกียบฝังเพชรในภพหน้าจะทำให้หมดทุกข์ได้อย่างไร ก็ปัจจุบันคนมีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน สามารถซื้อรถยนต์ฝังเพชรได้ทั้งคัน ยังมีทุกข์อยู่เลยมิใช่หรือ?

            ถ้าเงินประการเดียวสามารถซื้อสมบัติทิพย์ได้ คนจนยากไร้ก็คงหมดสิทธิ์ แม้ตนจะเปี่ยมไปด้วยความดีงามในจิตใจกระนั้นหรือ?

            ในอดีตอินเดียมีวรรณะจัณฑาล ยิ่งกว่าคำว่ายากไร้ เพราะไร้เกียรติต่ำต้อย หากพระบรมศาสดายังเปิดโอกาสให้บวชเรียน มีคนกราบไหว้ เพราะพระพุทธองค์ไม่ติดในสมบัติอันเกิดจากอวิชชา คือความไม่รู้แล้วอย่างสิ้นเชิง

            ‘ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ’ มิเช่นนั้นพระบรมศาสดาจะทรงตรัสไว้หรือว่า ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ ฉะนั้น แม้กรรมจะทำให้เกิดเป็นคนวรรณะจัณฑาล หากจิตบริสุทธิ์แล้วก็ถือเป็นพระอริยเจ้าได้ ในมุมกลับแม้เกิดในตระกูลสูงมากมายด้วยทรัพย์สมบัติ ทว่าจิตใจก็มืดมัวด้วยกิเลสตัณหา มัวเมาด้วยความพยาบาทมาดร้าย นั่นแหละจัณฑาลโดยแท้จริง

            อย่าว่าแต่สิ่งนอกกายเลยครับที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่กายของเรากับธาตุอาหารที่ต้องหล่อเลี้ยงกายนี้ พระพุทธเจ้ายังให้เราพิจารณาเป็นปัญญามิให้ติดเป็นตัวตนของตน ดังจะเห็นในหมวดจตุธาตุววัตถาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา ดังนี้

            อาหารเป็นสิ่งที่เราต้องกินทุกวัน ถ้าพิจารณาไม่ดีก็จะเป็นปากทางในบาปอกุศลไหลเข้าจิตใจทุกวัน ฉะนั้นควรกำหนดความน่าเกลียดของอาหาร เพื่อตัดทอนต้นไฟแต่หัวลมกระนั้น ต้องกำหนดเทียบเคียงเวลาทั้งสองคือเข้ากับออก เวลากินกับถ่าย พึงเพ่งดูอาหารในจานเทียบกับที่ระคนอยู่ในท้องและในเอวว่ามีสภาพอย่างไร ก็จะเกิดปฏิกูลสัญญาขึ้น แทบจะกลืนอาหารนั้นไม่ได้ แต่ต้องขืนใจกินเพราะ ‘เป็นเครื่องยังชีพ’ ให้สืบต่อไป โดยนัยนี้ความอยากความติดรสชาติ ความโลภอาหารก็จะบรรเทาลง ไม่ดิ้นรนเสพรสอาหารตามความอยากแห่งรสชาติอีกต่อไป (ข้อนี้พระภิกษุสายกรรมฐานมักใช้พิจารณาอาหารก่อนฉันเสมอ)

            จตุธาตุววัตถาน คือการกำหนดธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อันอยู่ในกายตน กำหนดความเข้มแข็งในกายเป็นธาตุดิน สิ่งซึมซาบไหลเวียนไปมาเป็นธาตุน้ำ ความร้อนความอบอุ่นเป็นธาตุไฟ สิ่งที่บิดไปมาในกายผ่านจมูกปอดท้องซ่านไปตามกายคือธาตุลม กำหนดดูให้เห็นจนชัดในใจว่า...กายนี้เต็มไปด้วยธาตุทั้ง 4 เป็นกลุ่มธาตุ ที่เราดื่มกิน...หายใจ เป็นธาตุทั้งสิ้น พิจารณาให้เห็นเป็นธาตุทั้งสองส่วนชัดขึ้นในใจว่า ‘ธาตุกินธาตุ’ และวันหนึ่งก็จะสิ้นสุดลง ‘เป็นธาตุ’ ตามสภาวะธรรมชาติ มิได้เป็นตัวตนให้ยึดมั่นถือมั่นได้ดังหลัก ‘อนัตตา’ นั่นเอง

            ตัวของเรา...กายของเรายังยึดมั่นถือมั่นไม่ได้...แล้วสิ่งภายนอกทั้งหลายจะมีอะไรให้ยึด ตรงนี้แหละ ‘หัวใจของพุทธศาสนา’ ท่านสอนให้คลายการยึดถือ จากรู้ละรู้ลด แล้วปลดวางลง จิตก็จะเป็นอิสระจากทุกข์

            ...เพราะไม่รู้จักวาง...มัวแต่ยึดมั่นถือมั่นอยู่มิใช่หรือ โลกมันถึงวุ่นวายอยู่อย่างทุกวันนี้

            แล้วท่านยังจะสอนให้ยึดแหวนไก่ผงาดอยู่อีกรึท่าน?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com