
ห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป?
แม้วันเข้าพรรษาจะผ่านมาเดือนเศษแล้ว แต่เพราะต้องเขียนตอนที่สองของเรื่องราว ‘พุทธทำนาย 16 ประการ’ ในฉบับที่ผ่านมาซึ่งมีเนื้อหาหนาแน่นกินเนื้อที่จนมิอาจแทรกรูปข่าวสารงานบุญทอดผ้าป่า และปฏิบัติธรรมช่วงวันเข้าพรรษาดังที่เคยทำมาได้ จึงขออนุญาตยกยอดมาลงในครั้งนี้
สำหรับการทอดผ้าป่าครั้งนี้ ก็เพราะเพื่อหาปัจจัยดำเนินการสร้างรั้วกำแพงวัดป่าชนะสงครามที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมาให้แล้วเสร็จ โดยยอดสมทบผ้าป่าในครั้งนั้นมีจำนวนเงิน ‘สามแสนสี่พันเก้าร้อยยี่สิบหกบาท’ และคาดว่าหลังออกพรรษาในงานบุญทอดกฐินปีนี้ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2551 กับยอดปัจจัยที่จะมีมาน่าจะสามารถปิดฉากภาระงานสร้างถาวรวัตถุรั้วกำแพงลงได้โดยสมบูรณ์

หนึ่งรูปอาจแทนถ้อยคำพันคำ คือคำกล่าวที่มิอาจถือว่าเกินเลย ฉะนั้นผู้เขียนจึงขออนุญาตนำรูปกิจกรรมในวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาลงตีพิมพ์เพื่อให้ท่านทั้งหลายร่วมอนุโมทนาสาธุการกับผู้ที่มีโอกาสเดินทางร่วมทอดผ้าป่าและปฏิบัติธรรมที่วัดป่าชนะสงครามในครั้งนี้ด้วย
. เข้าพรรษา 2551 by ภูเตศวร

เอาละครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เชื่อว่าในระยะเวลาไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา ชาวพุทธทั้งประเทศน่าจะได้พบเห็น-รับฟังข่าวสารทางสื่อไม่ว่าหนังสือพิมพ์...วิทยุและโทรทัศน์ เกี่ยวกับเรื่องราวของพระภิกษุชื่อดังรูปหนึ่งที่ออกมาคัดค้านการกราบพระพุทธรูป อันเป็นรูปสมมุติแห่งพระบรมศาสดา มิหนำซ้ำยังนำมาตัด...ทุบ ทำลาย พร้อมแสดงกิริยาใช้เท้าเหยียบพระพุทธรูป ใช้มือตบเศียรในลักษณาการปราศจากความเคารพ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ท้ายสุดถูกแจ้งความดำเนินคดีอย่างที่เป็นข่าวต่อเนื่องนานวัน
ในฐานะคนวัดมีครูบาอาจารย์เป็นพระสายพระกรรมฐาน และยังเป็นคอลัมนิสต์ที่อยู่ในแวดวงนี้ จึงมีลูกศิษย์ลูกหาและแฟนคอลัมน์สอบถามมาอย่างหนาแน่นเรียกว่าโทรศัพท์มาไม่ว่างเว้นแต่ละวัน กับคำถามที่คลับคล้ายกัน ‘มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับข่าวนี้’
แรก ๆ ก็ตอบ ๆ ไป ทว่าเริ่มกลายเป็นซ้ำซาก เลยตัดสินใจเขียนลงในครั้งนี้เลยเสียทีเดียว ซึ่งให้ถือว่า...นี่คือทัศนะโดยส่วนตัวของ ‘ภูเตศวร’ ผิดถูกอย่างไรก็ลองพิจารณาดูด้วยปัญญาเถอะครับ
ที่ผ่านมาเคยเขียนไว้แล้วเกี่ยวกับต้นโพธิ์ ‘นันทโพธิ์’ ของพระอานนท์ คราเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไป ณ ที่อื่น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงอาลัยอยากมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้า และขอพุทธานุญาตนำเมล็ดต้นพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ที่วัดเชตวันมหาวิหาร (ปัจจุบันยังมีหลักฐานปรากฏที่ประเทศอินเดีย)
แม้ในพระไตรปิฎกจะไม่มีข้อความกล่าวว่า ทรงมีพุทธานุญาตให้สร้างรูปจำลองของพระตถาคตก็จริง หากคติเดิมเรื่องต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ถูกเพาะจากเมล็ดโดยพระอานนท์เถระก็น่าจะเป็นคำตอบได้ ต้นโพธิ์มีเพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธรูปก็เฉกเดียวกัน อันเป็นความหมายของอุเทสิกเจดีย์ เฉกเดียวกัน ความหมายแห่งอุเทสิกเจดีย์คือสิ่งที่ทำเพื่อรำลึกและอุทิศแด่องค์พระพุทธเจ้า
ประการต่อมาคือ ตลอดระยะเวลาที่พุทธศาสนาได้หยั่งรากลงบนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิมาเป็นพัน ๆ ปี นับจากทวาราวดี...ศรีวิชัย ถึงสุโขทัย ตลอดจนศรีอยุธยา มาถึงรัตนโกสินทร์
คติการเคารพกราบไหว้พระพุทธรูปมีมาอย่างต่อเนื่องมิเคยเปลี่ยนแปลง กับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในปัจจุบัน
แม้แต่ครูบาอาจารย์ในสายพระป่ากรรมฐาน นับจากพระอาจารย์เสาว์ กันตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ฯลฯ ที่ปฏิบัติธรรมดำเนินพรหมจรรย์จนจบสิ้นปรากฏอัฐิธาตุกลายเป็นพระธาตุอย่างอัศจรรย์ ท่านก็มิเคยกล่าวว่า การกราบรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าคือความผิดและควรทำลายทิ้งเสีย มิหนำซ้ำวัดวาอารามของพระอริยสงฆ์เหล่านั้นล้วนมีพระพุทธรูปประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชามาจนถึงทุกวันนี้
ถ้าคติการห้ามกราบพระพุทธรูป และการทำลายพระพุทธรูปแพร่ขยายออกไปจนถึงที่สุด...วันหนึ่งเรามิต้องยกพระประธานในพระอุโบสถของทุกวัดบนแผ่นดินไทยออกมาทำลายทิ้งหรอกหรือ พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร หรือแม้กระทั่งพระแก้วมรกต จะถูกป่นทำลายหรือทิ้งไว้ ณ ที่ตรงไหน เราจะให้อนุชนรุ่นหลังกราบอากาศธาตุโดยมีสมมุติสงฆ์เป็นผู้อธิบายถึงพระบรมศาสดาไปในรูปแบบใด
จริง...แท้จริงพระพุทธรูปทำมาจากโลหะ เป็นทองเหลือง หากผู้เขียนเชื่อว่าชาวพุทธโดยทั่วไปเมื่อแสดงอาการกราบไหว้ ต้องไม่นึกว่าตนกราบทองเหลืองโดยเด็ดขาด แต่การน้อมใจย่อมน้อมต่อพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ แห่งองค์พระบรมศาสดา มากกว่าประการอื่น ซึ่งแม้แต่พระกรรมฐานยังแสดงชัดในข้อ ‘พุทธานุสติ’ อันเป็นหนึ่งในอนุสติ 10 ของกรรมฐาน 40 กอง
พระพุทธศาสนาหยัดยืนอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมิมานานเป็นพันปี เจริญรุ่งเรืองอยู่มาช้านานด้วยขนบ-ประเพณี บนแผ่นดินภายใต้พระบรมโพธิสมภาร กำเนิดเกิดก่อพระอรหันตเจ้ามาอย่างมิขาดสาย ท่ามกลางการกราบไหว้รูปจำลองของพระศาสดาที่รายเรียงในโบสถ์วิหารดุจธงชัยแห่งศาสนา บ่งบอกถึงอารยธรรม วัฒนธรรมอันงดงามแห่งจิตใจของมวลหมู่ชาวพุทธ นั่นคือความจริงที่เราพบเห็น และยืนยันได้ว่าแผ่นดินนี้ร่มเย็นเป็นสุขกว่าทุกแผ่นดินบนโลกด้วยซ้ำ
จริงแท้...ที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ละวางทุกสิ่งทุกประการด้วยหลักอนัตตา หากการยกจิตสู่แก่นธรรมมิได้เกิดกับมนุษย์ได้โดยพริบตา ทว่าบางคนต้องค่อย ๆ ศึกษา รู้ สมมุติ รู้ บัญญัติ จากละและลดก่อนถึงปลดกับวางสิ่งเหล่านั้นออกจากจิตใจช้านานตามวาสนาบารมีแห่งตนที่สะสมมา
ภูเตศวรยอมยกประโยชน์ให้ภิกษุผู้ประกาศห้าม และทำลายพระพุทธรูปตรงนี้ก็ได้ว่า ท่านก้าวผ่านสมมุติบัญญัติสู่ขั้นโลกุตตระ หากควรหรือที่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยความคิดที่ว่าจะนำพาพุทธบริษัทโลกุตรธรรมในคราเดียวจนไม่คำนึงถึงหัวอกหัวใจใคร ๆ นอกจากศึกษาพระไตรปิฎก และตีความตามความผิดถูกของตนแล้วนั้น ท่านเคยรับทราบไหมว่า รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นตราไว้อย่างไร กับตัวบทกฎหมาย อย่าว่าแต่พระพุทธรูปเลยครับ แม้สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงศาสนาใด ๆ ใครแสดงอาการลบหลู่ ย่อมมีความผิดโดยระวางโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ เป็นพระเป็นนักบวชกฎหมายก็ไม่ละเว้นให้หรอกครับ
ถ้าถามว่านับถือศาสนาพุทธควรเข้าใจ ‘แก่น’ ของพุทธศาสนาหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ‘ควร’ หากแต่ต้องเข้าใจว่ามีแก่นก็ต้องมีกระพี้ เหมือนต้นไม้มีแก่นก็ต้องมีเปลือก ถ้าไม่มีเปลือกต้นไม้ก็มิอาจอยู่ได้
ผู้มีปัญญามากก็เข้าถึงแก่น...หากก็ควรระลึกรู้ว่ากระพี้ก็ยังประโยชน์แก่คนบางกลุ่มบางพวกได้ ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลามากขึ้นอีกนิดสำหรับความเข้าใจดังพระพุทธองค์ทรงแยกบัวสี่เหล่านั้นแล...
วันนี้เป็นแค่การแสดงทัศนะ หรืออาจเป็นคำตอบโง่ ๆ สำหรับผู้ที่ถามไถ่เข้ามาอย่างมากมาย หากก็ต้องย้ำไว้ตรงนี้ว่า พุทธศาสนาสอนเมตตาธรรม แก้ไขความผิดถูกด้วยปัญญา ด้วยความสงบศานติ คลายความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา รักษาประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านอย่างไม่ประมาท และท้ายที่สุดคือ ‘อภัยทาน’ ดังนั้นจะผิดหรือถูกในการกระทำนี้ ก็ขออภัยและขออโหสิกรรมต่อทุกท่านด้วย จะลาท่านทั้งหลายด้วยประโยคนี้ครับ
...รู้จนไม่มีอะไรจะรู้ จึงเรียกว่ารู้จริง
จริง...หรือไม่จริง ก็คือความจริง
สิ่งสมมุติหรือไม่สมมุติ หากใช้ประโยชน์ได้...มีค่าเท่ากัน!
พบกันฉบับหน้าครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

