การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ไปไหว้พระ...ปฏิบัติธรรมวันมาฆบูชาที่อินเดีย by ธรรมะโดนใจ

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#669]
ไปไหว้พระ...ปฏิบัติธรรม

วันมาฆบูชาที่อินเดีย

           ครั้งแรกในชีวิตของภูเตศวรที่ได้โอกาสไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 อันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะคำแนะนำของท่านพระครูสิริปุณญาทร หรือหลวงพ่อหมื่นอุดม เจ้าอาวาสวัดตูม จังหวัดอยุธยา เมื่อต้นปี พ.ศ. 2539

           หลวงพ่อหมื่นอุดมเป็นพระนักปฏิบัติภาวนา จริยาวัตรงดงาม ท่านเล่าให้ภูเตศวรกับทมยันตีฟังหลายครั้งถึงเรื่องการเดินทางแสวงบุญที่อินเดียของท่าน ส่วนใหญ่จะเป็นความน่าประหลาดใจในวิถีชีวิตของชาวภารตะ ลงท้ายด้วยความปีติยินดีในการได้นมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 เหมือนได้จาริกแสวงบุญตามรอยบาทขององค์พระบรมศาสดา ท่านเล่าเสร็จมักเอ่ยปากชวน ที่สุดเราก็ตกปากรับคำ...

จากการได้เดินทางไปเยือนอินเดียครั้งแรกพร้อมหลวงพ่อ เป็นคำยืนยันชัดแจ้งในจิตใจ...เหมือนดังประโยคที่หลวงพ่อปรารภ

            “...ได้ไปรู้...ไปเห็น ด้วยตัวเอง แล้วจะสิ้นสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่?”

            การไปเยือนอินเดียครั้งแรกได้คำตอบหลาย ๆ ประการ เรื่องแรกคือความสงสัยว่าทำไม หลวงพ่อถึงอธิษฐานเอาไว้ว่า ขอให้ได้มีโอกาสมานมัสการสังเวชนียสถานถึง 9 ครั้ง เพราะตัวเองก็แอบอธิษฐานขอใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เหมือนกัน หากแต่มักน้อย ขอโอกาสแค่ 3 ครั้ง ถึงวันนี้แค่เบาะ ๆ ก็ร่วม ๆ 10 ครั้งแล้ว สำหรับหลวงพ่อหมื่นอุดมอธิษฐานขอ 9 ครั้ง แต่ท่านมีโอกาสถึง 19 ครั้ง

            โดยเฉพาะครั้งที่ 19 ครั้งสุดท้ายของท่าน คนที่พาท่านไปคือ ทมยันตี ด้วยท่านปรารภชัดเจน

            “เวลาตายอยากให้ลูกศิษย์เอาอังคารธาตุมาลอยที่แม่น้ำคงคาที่อินเดีย”

            คนเคยรับปากหลวงพ่ออย่างคุณหญิงวิมล ก็เลยต้องทำตามสัญญา แม้หลวงพ่อจะไม่เคยบอกเหตุผลถึงความต้องการสุดท้ายในชีวิต หากเราเชื่อว่า ชีวิตที่บรรพชาเป็นสามเณรจนอุปสมบทเป็นพระภิกษุตราบถึงกาลมรณภาพ คือคำตอบว่าชีวิตทั้งชีวิตนั้นได้มอบให้พุทธศาสนาและพระบรมศาสดาแล้วโดยสิ้น ท้ายสุดแม้ร่างกายก็ขอใช้เป็นเครื่องบูชาคุณพระพุทธองค์บนแผ่นดินพุทธภูมิ

            เพราะได้คำตอบชัดเจนหลาย ๆ ประการจากการเดินทางครั้งแรกเมื่อปี 2539 กลับเมืองไทย จึงเขียนเรื่องราวแห่งประสบการณ์นั้นตีพิมพ์ในชื่อ ‘นมัสการภันเต’ เพื่อให้คนอ่านอยากไปบ้าง เพราะรู้ว่าแม้นใครสักคนได้ไปเยือนอินเดียเพื่อกราบไหว้นมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้แล้วนั้น...จะได้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ดังมหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้

            ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน 4 แห่งเหล่านี้เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา สังเวชนียสถาน 4 แห่งคือ

            1. คือสถานที่อันทำให้ระลึกได้ว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้

            2. คือสถานที่ทำให้ระลึกได้ว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้

            3. คือสถานที่ทำให้ระลึกได้ว่า พระตถาคตทรงยังอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้

            4. คือสถานที่อันทำให้ระลึกได้ว่า พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วโดยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุในที่นี้ สังเวชนียสถาน 4 แห่งนี้แล เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา

            ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จักมาด้วยความเชื่อว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดี ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ก็ดี...พระตถาคตทรงยังอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ก็ดี พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ก็ดี ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใส จักทำกาละลง ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายดับ จักเข้าถึงสู่คติโลกสวรรค์

            ที่กล่าวมาข้างต้นในมหาปรินิพพานสูตร หลายท่านอาจสงสัย ว่าจริงหรือในการมีโอกาสไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 แค่นั้นจะทำให้ผู้มีโอกาส ยามเมื่อสิ้นชีวิตลง เราจะมีสุคติภูมิเป็นที่หมาย และอะไรคือเหตุผล?

            ตรงนี้ต้องอธิบายว่า เพียงการพบเห็นและกราบไหว้ธรรมดา ๆ ก็คงยากจะเป็นไปดังคิด หากแต่ผู้ที่เคยไปเยือนสังเวชนียสถานมาแล้ว ยากจะปฏิเสธว่าร่องรอยในประวัติศาสตร์หรือพุทธประวัติ อันประจักษ์ชัดต่อสายตาอย่างยิ่งนั้นจะทำให้เรา ‘เชื่อ’ และ ‘มั่น’ ในใจอย่างชัดแจ้งว่าพระพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นพระบรมศาสดานั้นมีจริงอย่างมิต้องสงสัย ดังคำกล่าวที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

            ประการที่สอง การไปนมัสการสังเวชนียสถานนั้น ไม่เพียงได้พบเห็นด้วยสายตาตนเท่านั้น ตลอดเวลาเดินทางเรามีวิทยากรที่เป็นพระภิกษุทรงความรู้ให้คำอธิบายบอกเล่าเรื่องราวในครั้งพุทธกาล พร้อมสวดมนต์ปฏิบัติธรรมไปด้วยตลอดการเดินทาง และนั่นจะเป็นคำตอบทุกประการจากจิตของตนด้วยตน และด้วยศรัทธาที่มั่นคงอันบังเกิดจากปัญญาแห่งตน จะเป็นเครื่องนำพาสู่สุคติภูมิเป็นอย่างน้อยหลังความตายมาเยือน

             สำหรับผู้มีพื้นฐานทางจิต หรือผู้ที่เป็นนักปฏิบัติอยู่แล้วก็จะยิ่งเป็นผลดีมากขึ้น ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระและการปฏิบัติในเขตปริมณฑลแห่งสังเวชนียสถาน จะทำให้สามารถสัมผัสรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมะของพระบรมศาสดาที่ทรงตรัสสั่งสอนนั้น จริงแท้แน่นอนเยี่ยงไร ขอเพียงไม่ย่อท้อในการปฏิบัติ เส้นทางมรรคผลและนิพพานจุดหมายปลายทางของความพ้นทุกข์จะอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
 
           ที่เกริ่นมายืดยาวอย่างนี้...ก็เพราะวันนี้ทมยันตีตัดสินใจทำตามความเรียกร้องของผู้ที่เคยร่วมบุญกุศลสร้างวัด  ทว่าไม่เคยได้ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดียกับคุณหญิงมาก่อน
 
           ...อยากให้คุณหญิงกับอาจารย์ภูเตศวร จัดไปอินเดียอีกครั้ง!
 
           ผ่านมานานแสนนาน กับความไม่พร้อม ได้แต่ปรึกษากันก็หลายครา  จนถึงวันนี้ตัดสินใจได้แน่ชัด
 
           วันมาฆบูชาหน้า คือวันที่ 9- 16 กุมภาพันธ์ 2552
 
           เราจะเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ที่อินเดียอีกสักครั้ง  ซึ่งครั้งนี้จะไม่แวะเวียนเฉไฉออกนอกเส้นทางเหมือนทุกครา  หากจะอยู่ในสี่ตำบลสำคัญ  สำหรับไหว้พระกับปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่  โดยมีเส้นทางที่พุทธคยา ไปราชคฤห์-นาลันทา-ไวศาลี-กุสินารา-สาวัตถี และลุมพินี โดยตลอดระยะเวลาการเดินทางจะพักโรงแรม เพื่อความสะดวกเป็นส่วนตัวและอิสระกับเวลาปฏิบัติ  โดยไม่รบกวนพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดที่นั่น
 
           สำหรับการเดินทาง เราใช้บริการของสายการบินไทยเที่ยวบิน TG 8820 จากสุวรรณภูมิบินตรงเข้าพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้โดยตรง  จึงไม่ต้องต่อรถยนต์เดินทางไกลหลังลงจากเครื่อง  วันสุดท้ายขึ้นเครื่องการบินไทย TG 8821 จากสารนาถ  กลับกรุงเทพฯ  โดยไม่ต้องวนกลับให้เสียเวลา
 
           เอ้าบอกกล่าวมาแล้วครับ  ท่านใดสนใจเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานและแสวงบุญกับ ทมยันตี-ภูเตศวร ในครั้งนี้  ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้โดยตรงที่ ‘ปทุมการท่องเที่ยว’  ต้องขอย้ำนะครับว่า ทริปนี้เรามีที่นั่งเพียง 40 ที่นั่งเท่านั้น
 
           สำหรับท่านที่ขอให้จัดควรรีบมาก ๆ เพราะพลาดครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายในโอกาสที่มาถึง  ซึ่งเราหมายถึง ทมยันตี-ภูเตศวร มิทราบจะมีโอกาสเดินทางไปอินเดียอีกหรือไม่...เมื่อใด  เพราะเกิดแก่...เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลก
 
           ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงประโยคอันมีค่าของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง  ที่เคยพูดกับผู้เขียนด้วยรอยยิ้มเมตตา
 
           “...วันนี้มีชีวิต  อยากไปไหนกับใครก็ไปเสีย  เพราะถ้าตายไปแล้วก็ทางใครทางมันตามวิถีกรรม อยากไปด้วยกันก็ไปไม่ได้หรอก!

ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com