
มหาโจรใหญ่ ในพุทธศาสนา
ในปัจจุบันเวลานี้มีกระแสสับสนอยู่ในหมู่พุทธบริษัทอยู่มากมายเกี่ยวกับศรัทธาต่อศาสนาโดยเฉพาะในหมู่พระสงฆ์เจ้า กับข่าวต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ทางหน้าหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์
หลายรายบ่นพึมพำ ‘หมดศรัทธาในพระศาสนา’ หรือไม่ก็ ‘อยากเลิกใส่บาตรเสียด้วยซ้ำ’ ภูเตศวรได้ยินแล้วอดลอบถอนใจเสียมิได้
วันนี้จึงอยากทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านสักนิด
เรื่องการปฏิบัติตนนอกลู่นอกกรอบนอกรีดของภิกษุ มิได้มีมากดังที่เห็นในปัจจุบันหรอกครับ ความจริงเรื่องราวเหล่านี้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล ดังจะเห็นในพุทธประวัติ ในคัมภีร์ต่าง ๆ อยู่เสมอ
เพราะประการนั้น พระตถาคตเจ้าจึงทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ขึ้นเพื่อล้อมคอกป้องกันมาตั้งแต่สมัยพระองค์ยังทรงดำรงพระชนมชีพเลยทีเดียว
ในสมัยสุโขทัย จนถึงอยุธยา ตลอดจนกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวฉาวโฉ่ของภิกษุก็มีมาโดยตลอด ไม่ว่าการเฆี่ยนโบย จับสึก มิเคยขาดในกาลสมัย เพียงแต่ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งวิทยาการในด้านการสื่อสาร ข่าวร้าย ๆ จึงแพร่ผ่านสื่อได้รวดเร็ว กว้างขวางจนมองดูน่าใจหาย มองดูคล้ายว่าพระศาสนากำลังผ่านเสื่อมลงอย่างสุดขั้ว
‘ที่ใดมีธรรม ที่นั่นมีออธรรมเคียงคู่เสมอ’ ประโยคดังกล่าวคือสัจจะ ด้วยโลกนี้ประกอบด้วยของคู่กัน กลางวันและกลางคืน ร้อนกับเย็น สุขกับทุกข์ ฉันใดฉันนั้น!
ปัญหานี้...จึงอยู่ที่ตัวเราต้องรู้จักใช้ปัญญาแยกแยะอย่างไร ควรเชื่อ ควรไม่เชื่อ ควรกราบไหว้หรือไม่ควรกราบไหว้
พุทธศาสนาสอนเราในเรื่องเหตุผลโดยอาศัยปัญญาพิจารณาบนพื้นฐานแห่งสติสัมปชัญญะ อย่าศรัทธาหรือเสื่อมศรัทธาข่าวสารเพียงด้านเดียว
เป็นพุทธบริษัทควรแสวงหาปัญญา ควรรอบรู้ในระบบด้วยการศึกษาจากการอ่าน การฟัง และรู้จักภาวนาเพื่อปัญญาภายในด้วยพร้อม ๆ กัน
เคยกล่าว (เขียน) มาแล้ว จะกราบพระจะนับถือพระ ต้องพิจารณา ดูตรงไหน ดูตรงจริยวัตรของท่าน ใหม่ ๆ อาจกราบท่านที่ผ้าเหลือง กราบที่ศีลที่มีมากกว่าคนธรรมดาสามัญ กราบตรงความเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า และเมื่อเราสัมผัสได้ถึงความเป็นสงฆ์ ความเป็นพระในจิตใจของท่าน การเคารพบูชาท่านจะสมบูรณ์อยู่ในจิตใจร้อยเปอร์เซ็นต์ซึ่งพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ยังมีอยู่อีกมากมาย
พระสงฆ์คือบุคคลที่ละวางโลก ผู้พร้อมในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งลัดตัดตรงสู่พระนิพพาน บุคคลดังกล่าวควรมีคุณสมบัติดังนี้
๑. อปจยะ คือความไม่พอกพูนกิเลส ไม่เสาะแสวงหาลาภสักการะ ไม่สะสมวัตถุ หาเกียรติ หายศใส่ตน ซึ่งในปัจจุบันพระบางรูป ในกุฏิอัดแน่นด้วยวัตถุมีค่า เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกยิ่งกว่าชาวบ้าน คนจน ๆ เสียอีก
๒. สันตุฏฐี ความมีสันโดษ เป็นหลักธรรมที่เกี่ยวเนื่องจากข้อหนึ่ง เพราะเป็นความพอใจอยู่กับสิ่งที่ตนมีตนเป็น เมื่อเป็นเช่นนั้นความวุ่นวายในความอยากได้ อยากมี อยากเป็นก็ไม่เกิดขึ้นในจิตใจ เช่นเป็นพระธรรมดาก็อยากเป็นท่านพระครู ท่านพระครูก็อยากเป็นท่านเจ้าคุณ
๓. ปริเวก คือความสงัดสงบ มีความปรารถนาในความสัปปายะ ไม่วุ่นวายใจในความสับสนของสังคมที่อยู่อาศัย ไม่วุ่นวายทั้งภายนอกและภายในจิตแห่งตน มีความยินดีในความเงียบสงัดทั้งปวง ไม่ปรารถนาโคจรไปในที่อโคจรอันวุ่นวายทั้งปวง
๔. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียรในด้านการประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ สิ่งนี้คือหัวใจของโยคาวจร หรือผู้เป็นนักบวชที่ปรารถนาการพ้นทุกข์ พระภิกษุที่ดีต้องจดจำกับการพิจารณาสภาวธรรมในจิตใจตน อาศัยการปฏิบัติสมาธิ เดินจงกรมเพื่อถ่ายถอนกิเลสออกจากสันดาน ระวังกิเลสตัณหาไม่ให้หมักหมมอยู่ในจิตใจอยู่ทุกขณะ เฝ้าเพียรสำรวจตรวจตราสิกขาบทอยู่เสมอมิให้ขาด มิให้พร่อง แม้ยามใช้เครื่องอุปโภค-บริโภคต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยสติ
นั่นจึงเป็นพระแท้เป็นสุปฏิปัณโณที่ควรนำญาติโยมเคารพสักการบูชา!
สำหรับภิกษุผู้ไม่ควรกราบไหว้มีอย่างนี้
๑. ปรารถนายศถาอำนาจ เบียดเบียนผู้อื่น แสวงหาลาภสักการะมิจบสิ้น
๒. เรียนรู้ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเพื่อยกตนขึ้นด้วยอำนาจกิเลส
๓. เป็นภิกษุแต่ไม่เกื้อกูลหมู่คณะ จ้องกำจัดทำลายผู้ประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ อยู่โดยธรรมให้พินาศลง
๔. ภิกษุผู้เกลี้ยกล่อมคฤหัสถ์ด้วยทรัพย์สินเพื่ออำนาจวาสนา
๕. ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม อันไม่มีอยู่ในตัวตนจริง
ห้าประการนี้ถือเป็นมหาโจรใหญ่ในพระศาสนาโดยแท้
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com