ศาสนาแห่งความรักและ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ศาสนาแห่งความรักและเมตตา by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#495]

ศาสนาแห่งความรักและเมตตา

 

          ระยะหลังมานี้มีท่านผู้อ่านหลายท่านถามมาว่า ทำไมคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที จึงไม่มีคำถามและคำตอบในแง่แก้ปัญหาเกี่ยวกับธรรมะเลย ก็ต้องขอตอบว่าความจริงแล้วมีจดหมายถามปัญหามามากพอสมควร แต่การคัดเลือกปัญหามาตอบในคอลัมน์นั้น เป็นอย่างที่เคยเรียนไว้ว่า...

          ควรเป็นคำถามที่น่าสนใจ และมีสาระประโยชน์กับท่านอื่น ๆ ด้วย

          หากแต่เมื่อมาถึงตรงนี้...วันนี้ผู้เขียนเห็นว่าบางปัญหาของท่านผู้อ่านแม้จะดูเหมือนไม่สำคัญนัก หากสำหรับผู้ถามมาอาจเป็นปัญหาสำคัญที่ค้างคา ถ้าไม่ได้รับการชำระสะสางก็จะเป็นตะกอนเกาะหัวใจอยู่อย่างไม่จบสิ้น

          ฉะนั้น...นับตั้งแต่ฉบับปักษ์แรกของเดือนมกราคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ภูเตศวรขออนุญาตแบ่งคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาทีออกเป็นสองส่วน หนึ่งคือ...เนื้อหาเป็นบทความเกี่ยวกับธรรมะอย่างที่เคยเป็น และอีกส่วนประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะเจียดเอาไว้เป็นพื้นที่ตอบปัญหาที่ถูกส่งมาทางจดหมายโดยเฉพาะ

          ครับ ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น คือการปรับปรุงเนื้อหาของคอลัมน์ในการก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ จึงขอเชิญทุกท่านที่มีปัญหา...เรื่องการปฏิบัติธรรม หรืออยากรู้ในสิ่งใด ถ้าไม่เกินความสามารถของผู้เขียนก็จะนำมาตอบตรงนี้ แม้บางปัญหาที่เกินปัญญาก็จะค้นคว้าหรือสอบถามจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายให้

          วันนี้ขอประเดิมด้วยปัญหาจากผู้เข้าฟังคำบรรยายในหัวข้อ ‘ร่างทรง ฤๅองค์เทพ’ เมื่อครั้งผู้เขียนจัดแสดงภาพเขียน ‘ชีวิต...วิญญาณ และความเชื่อ’ ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ซึ่งผ่านมาแล้ว คำถามสั้น ๆ ...

          “ให้คุณภูเตศวรแสดงทัศนะ พุทธศาสนาในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ให้ฟังได้หรือไม่?”

          คำถามง่าย...หากตอบได้ยากยิ่ง เพราะยุคพระศรีอาริยเมตไตรยยังมาไม่ถึง เรื่องราวทั้งหมดเป็นการบันทึกมาในพระคัมภีร์บ้าง เล่าขานสืบต่อกันมาบ้าง ซึ่งบางตำราบางต้นตอก็กล่าวถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรยผิดแผกกันไปก็มี

          ในหนังสือ ‘ไตรภูมิโลกวินิจฉัย’ ที่รจนาขึ้นในสมัยสุโขทัยที่กล่าวกันว่า พระยาลิไทย หรือพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงเรียบเรียงไว้ด้วยพระองค์เอง ก็ได้กล่าวถึงพระศาสนาในยุคพระศรีอาริย์ไว้ไม่น้อย อาทิเช่น

          ในยุคแห่งพระศรีอาริยเมตไตรย จะเป็นยุคที่รุ่งเรืองสุดขีด แม้แต่ถนนหนทางก็เลื่อนเองได้

          มนุษย์ในยุคนั้นจะมีหน้าตาคล้าย ๆ กัน จนเวลาออกจากบ้านต้องใช้ด้ายหรือไหมเป็นสี ๆ ผูกข้อมือทำตำหนิจะได้ไม่หลงกัน ฯลฯ

          ในอดีตหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัย เป็นหนังสือที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนังสือที่ไร้สาระและงมงาย จนยุคนั้นมีกลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้าบางคนเรียกร้องให้เผาทิ้งมาแล้ว

          มาถึงตรงนี้ พ.ศ. นี้ เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าบางข้อความในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัย ได้ประจักษ์แจ้งต่อหน้าต่อตาของชาวเราทั้งหลายอย่างน่าพิศวง

          ‘ถนนที่เลื่อนเองได้’ วันนี้ไม่ต้องไปดูตรงไหน ถ้าใครเคยไปสนามบิน หรือเคยขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ เวลาเราต้องผ่านจากประตูทางเข้าไปยังอีกจุดหนึ่งที่ไกลกันมาก ๆ ทางเดินเท้าจะเป็นถนนที่เลื่อนได้จริง ๆ โดยที่คุณไม่ต้องออกแรงเดินให้เมื่อย

          ส่วนเรื่องหน้าตามนุษย์ ในภายภาคหน้าที่จะมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน...ก็เริ่มมีแนวโน้มให้เห็นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ว่าด้วยการ ‘เพาะเนื้อเยื่อ’ ที่เรียกว่า ‘โคลนนิ่ง’ นั่นเอง

ในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยยังบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย แต่ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงโดยละเอียด เพราะเนื้อที่กระดาษมีจำกัด (ตรงนี้ถ้าใครสนใจก็ลองหามาอ่านดู แล้วจะเห็นว่าบางอย่างตรงกับยุคสมัยนี้อย่างน่าอัศจรรย์)

          คราวนี้มาถึงทัศนะของผู้เขียนบ้าง สิ่งที่เป็นบาทฐานแรกสำหรับการวิเคราะห์พุทธศาสนาในยุคพระศรีอาริยเมตไตรยก็คือ ‘สามัญญานาม’ หรือพระนามที่เราท่านได้ยินมาจนชินหู เข้าทำนองแบบว่าชื่อนั้นสำคัญไฉน?...

          ‘ศรีอาริยเมตไตรย’ มาจาก ศิริ...บวก อริยะ...บวก เมตตา แปลได้ตรง ๆ อย่างนี้ครับ...

          ศิริมาจากศรี แปลว่าดีงาม

          อริยะ คือ ความเจริญ...ผู้เจริญ

          เมตไตรย คือ เมตตา

          จากพระนามดังกล่าวของพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ จึงเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า...

          ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย เป็นยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง และยุคแห่งความรัก ความเมตตา

          ความรัก...ความเมตตาของสัตว์โลก จะทำให้โลกอยู่ในภาวะแห่งความสุขสงบร่มเย็นอย่างยิ่ง

          ฉะนั้น...ถ้าจะกล่าวกันแบบตรง ๆ และง่าย ๆ ก็คือ พุทธศาสนายุคพระศรีอาริย์ เป็นศาสนาแห่งความรัก

          เมื่อกล่าวถึงตรงนี้...คงต้องขอขยายอธิบายความคำว่า ‘ความรัก’ ดังที่เขียนมาข้างต้นสักนิด ความรัก...ที่ว่ามิได้หมายถึงความรักอย่างที่หนุ่มสาวทั้งหลายกล่าวอ้างกัน หากหมายถึงความ ‘เมตตา’ ความปรารถนาดีระหว่างสัตว์โลก ที่ตรงข้ามกับ ‘ความรัก’ ที่หวังครอบครองด้วยแรงปรารถนาอันเป็นกิเลสอย่างสิ้นเชิง

          รักที่ว่าคือรัก ‘พิศุทธิ์’ ที่เป็นการให้โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนนั่นเอง

          เคยมีคำกล่าวที่ว่า ‘ความรัก’ เป็นความรู้สึกที่เป็นสากล ทุกคนสามารถรับรู้และเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่มนุษย์เลยแม้แต่สัตว์อื่นก็สามารถสัมผัส...รับรู้ได้ถึงความรักอันเป็นสัมพันธ์ในสายเลือดได้โดยอัตโนมัติ

          ศาสนาพุทธสอนเรื่อง ‘กรรม’ พุทธยืนยันวัฏฏะคือการหมุนวนว่ายเวียนในการเกิดการตายของสัตว์โลกเฉกนั้น สัตว์...บุคคลทั้งหลายที่อยู่ในโลกจึงเปรียบเสมือนเป็นญาติมิตรกันมาทั้งหมด และถ้าเราทั้งหลายเป็นผู้เจริญแล้ว ในศีล สมาธิ ปัญญา รู้แจ้งชัดถึงความสัมพันธ์แห่งจิตวิญญาณทั้งปวงมาจากรากเหง้าเดียวกัน เคยร่วมภพเป็นพี่น้องกันมา...

          ความเมตตาระหว่างกันไฉนจะไม่บังเกิด!

          ถึงตรงนี้...ผู้เขียนขอย้ำว่า ศาสนาแห่งพระศรีอาริยเมตไตรย แม้จะถูกเชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรักความเมตตาก็จริง แต่มิได้หมายความว่า ศาสนาของพระบรมศาสดาองค์นั้นจะด้อยกว่าองค์นี้ หรือองค์นี้ดีกว่าองค์นั้นก็หาไม่

          ธรรมะเป็นสิ่งถูกต้อง เป็นสัจธรรมความจริง ฉะนั้นไม่ว่าพระพุทธเจ้าเหล่าใดก็ตาม แม้นตรัสรู้ในกาลใด ย่อมต้องเป็น ‘ธรรม’ อย่างเดียวกันโดยไม่แผกเพี้ยน ดังประโยคหนึ่งในบทสวดมนต์อิติปิโสสามห้องหมวดธรรมคุณที่ว่า...

          ‘สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก ฯลฯ’ คำว่าอกาลิโก คือไม่มีกาลเวลา เท่ากับเป็นคำยืนยันชัดเจน...

          ธรรมะที่พระตถาคตตรัสรู้ คือความจริงคือสัจจะที่จะดำรงอยู่อย่างนั้นทุกกาลสมัย

          ความรัก ความเมตตา อาจมีมากมายในหมู่มนุษย์ยุคพระศรีอาริยเมตไตรยก็ตาม

          ทว่าปัจจุบันพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก็สอนให้เรามีความรัก ความเมตตา รวมทั้งการให้อภัยต่อกันในทุกเมื่อ

          เราจะต้องรอจนถึงยุคพระศรีอาริย์ก่อนหรือ จึงค่อยกระทำ?

          ครูบาอาจารย์ท่านสอนเรา อดีตละวาง...อนาคตก็ต้องละวาง อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ผ่านพ้นและยังมาไม่ถึง เพราะอดีตกับอนาคตคือ ‘เงามายา’ คว้าจับไม่ได้ ให้กำหนดลงที่ปัจจุบัน ทำที่ปัจจุบัน

         นี่แหละคือแก่นแห่งการปฏิบัติเพื่อความสำเร็จอย่างแท้จริง!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com