
อาหารมีทั้งคุณและโทษ...
เมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา พระอาจารย์เสน ปัญญาธโร แห่งวัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้เขียนถึงบ้าน.... ‘หลวงปู่’ ได้เมตตาสงสารนำหนังสือที่มีคุณค่ามหาศาลมาให้ถึงสามเล่ม
เล่มแรกคือ ประวัติของท่านพระอาจารย์ มั่น ภูริทัตตเถระ พระอรหันตเจ้า พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนาธุระ ที่บันทึกโดยพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ. อุดรธานี
เล่มที่สองคือ อัตตโนประวัติพระราชนิโรธรังสี หรือที่เรารู้จักกันในนามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง
กับเล่มที่สามคือ โอวาทหลังปาฏิโมกข์ ของหลวงปู่เทสก์ เช่นกัน
ถือว่าเป็นบุญของผู้เขียนเพราะอยู่ ๆ ก็ได้หนังสือที่มิอาจประมาณค่าได้พร้อม ๆ กันถึงสามเล่ม...แต่เล่มแรกที่ตัดสินใจหยิบมาอ่านก็คือ ‘โอวาทหลังปาฏิโมกข์’ เพราะเห็นว่าหลวงปู่ท่านได้รจนาไว้เป็นบทตอนสั้น ๆ เป็นธรรมพิสดารควรศึกษาควรรู้ หากวิธีแสดงธรรมของหลวงปู่เรียบง่ายต่อความเข้าใจอย่างยิ่ง...
ประการนี้ ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยภาพโดยตรงขององค์ท่านที่ยากจะพบเห็นได้ในสมัยนี้...
หนังสือ ‘โอวาทหลังปาฏิโมกข์’ มิเพียงมีอรรถธรรมดังกล่าวเท่านั้น แต่ในหน้าที่ว่างท้าย ๆ บทจะมี ‘แก่นธรรม’ หรือ ‘คำคม’ ของหลวงปู่แสดงอยู่ทุกครั้ง
ยกตัวอย่างให้เห็นเช่นว่า... ‘ธาตุนั้น ๆ ใครเป็นเจ้าของไม่มี...เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น จึงว่าไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ของใคร แต่เรายังลุ่มหลงมัวเมาว่าเป็นของตัวอยู่เรื่อยไป’
หรืออีกตัวอย่าง... ‘จิตเป็นหนึ่งที่รู้เท่ารู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเป็นนิตย์ ไม่คิดถึงเรื่องอดีต...อนาคต ไม่คิดถึงเรื่องวุ่นวายสิ่งทั้งปวงหมด เรียกจิตบริสุทธิ์ อันนั้นแหละจึงจะหลุดพ้นจากกรรมเวรได้’
ธรรมะบางข้อบางบทที่หลวงปู่ได้รจนา บางครั้งทำให้เราอดที่จะอัศจรรย์ใจมิได้... ‘ง่าย’ โดยวิธีแสดง หาก ‘ลึก’ เกินกว่าที่เราจะคาดคิด ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นตั้งอยู่ตรงหน้าเราทุกวัน และเราก็ปฏิบัติอยู่ทุกวันเช่นกัน
โอวาทธรรม...ที่หลวงปู่แสดงไว้เมื่อ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๘ เป็นดังเช่นที่ผู้เขียนจั่วหัวไว้ข้างต้น...
ท่านแสดงคุณประโยชน์และโทษในอาหารได้ชัดเจนยิ่ง... และมิห่างจากธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แม้แต่น้อย ผู้เขียนจึงขออนุญาตคัดลอกมาแสดงไว้ ณ ที่ตรงนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้สดับเป็นธรรมทานพอสังเขป เอาไว้เตือนใจบ้าง...
“อาหารการกินเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งในจำพวกปัจจัย ๔ เป็นของสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าปัจจัยทั้งปวง ถ้าไม่ได้ฉันอาหาร ไม่มีอาหารเป็นเครื่องอยู่ในท้องเราก็ต้องตาย ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งหมด...สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติ สัตว์ทั้งหลายอยู่ด้วยอาหาร อาหารนี่แหละเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มนุษย์ทรงตัวอยู่ได้ ให้มีชีวิตยืนนาน
แต่อาหารนั้นก็เป็นโทษสำหรับผู้ปฏิบัติ ถ้าหากฉันอาหารโดยไม่พิจารณา ไม่มีแยบคายอุบาย ก็เป็นเหตุแห่งราคะให้เกิดกำหนัด ให้เกิดความฟุ้งเฟ้อ...เป็นเหตุให้จิตใจแส่ส่ายวุ่นวายไปในที่ต่าง ๆ เหตุนั้นจึงว่า ฉันอาหารควรที่จะมีระวังสังวร
ความระวังสังวรนี้เป็นของสำคัญมาก
เราหัดระวังสังวรในอาหารแล้ว การที่นุ่งห่มผ้าผ่อน เครื่องนุ่งห่มก็ดี ปัจจัยธาตุที่ว่า เสนาสนะที่อยู่อาศัย หยูกยา สำหรับแก้ไข้ต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการเมื่อหัดพิจารณาอาหารให้เป็น ให้ชำนิชำนาญแล้ว ของเหล่านั้นต้องเป็นไปตามกัน...
อาหารเป็นของสำคัญมีอยู่ทุกวัน วันหนึ่งเราฉันมันต้องมักหลงลืมในรสชาติ พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า ‘ฉันอาหารพอเป็นยาปนมัต’ คือว่าเป็นยาหล่อเลี้ยงร่างกายให้อัตภาพชีวิตพอเป็นไปเท่านั้น ไม่ได้ฉันเพื่ออ้วนพีดีงาม ไม่ได้ฉันเพื่อสุขภาพอนามัยอันสมบูรณ์บริบูรณ์ ก่อนฉันบิณฑบาตก็ให้พิจารณาเป็นธาตุ คือว่าสักแต่ว่า ธาตุมัตตโก แปลว่าธาตุ นิสสัตโต นิสชีโว...ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล สุญโญ เป็นของว่างเปล่า
ของเหล่านั้นเป็นของมีอยู่อย่างนั้น เราฉันลงไปก็เป็นธาตุแท้ ๆ ฉันอาหารอะไรก็เอาเถอะ ที่มันมีอยู่ ที่เราฉันลงไปนั้นเป็นข้าว น้ำ อาหารการกินทุกอย่างทุกประการ เป็นธาตุ ๔ มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นต้น หากมันเกิดขึ้นมา ปรุงขึ้นมา ผสมขึ้นมา เราฉัน มันก็ผสมธาตุอันนั้น และมาปรุงแต่งธาตุนี้ให้มันทรงอยู่ได้ หมายความว่า ธาตุบำรุงธาตุ ส่วนปัจจัยธาตุทั้งสี่ก็บำรุงธาตุทั้งสี่ อันนี้แหละธาตุสี่จึงทรงอยู่ได้ เหมือนกับเราก่ออิฐ เราเอาปูนมาโปะเอาดินมาโปะเข้าก็พอกพูนขึ้นมาเป็นธาตุเป็นเจดีย์อยู่ได้
ครั้นเราไม่พิจารณาอย่างนั้น...ก็เห็นเป็นของมีรสชาติของเอร็ดอร่อย แล้วก็ติดในอาหาร พอฉันลงไปก็คิดอยากอยู่เรื่อย...อาหารอะไรอร่อยก็ติดมั่นในอาหารนั้น อยากจะฉันอาหารนั้นพอกพูนมาในใจ นี่แหละถ้าไม่พิจารณา มันเป็นเหตุแห่งนี้...เลยขาดการระมัดระวังสังวรที่จะระมัดระวังสังวรในอาหารเป็นไม่มี เห็นแก่ได้ เห็นแก่กิน...กินวันนี้วันหลังยังชอบอีก วันนี้กินอิ่มแล้วพอแล้ว ปากท้องมันพอแต่ใจยังอยากอยู่...นั่นแหละกิเลส...นั่นแหละตัวอยากตัวนั้นแหละ จึงเป็นเหตุให้เราสังวรให้ระวังต่อไป...”
ธรรมที่หลวงปู่แสดงอาจจะเป็นเพราะแสดงให้พระภิกษุสามเณรฟัง หลวงปู่จึงเน้นให้เห็นภัยจากการฉันอาหารที่ขาดความสังวร จนกลายเป็นตัวกิเลสเกาะใจ
บางท่านอาจจะกล่าวว่า ‘เราไม่ใช่พระไม่ใช่ผู้ทรงศีล จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร?’
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธตรงนี้ แต่ต้องขอกล่าวว่าด้วยธรรมเทศนาบทนี้ทำให้ ‘ได้คิด’...และได้ย้อนนึกถึงความจริงบางประการ
จากการบริโภคอาหาร!
โดยปกติ ‘ความอยาก’ ในการรับประทานอาหารของมนุษย์มีมากเกินความจำเป็นในการต่อชีวิตให้ตนเองมากมายนัก บางครั้งก็สนองตัณหาความอยากจนเลยเถิดเหมือนข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์...ด้วยการฆ่าหมีทั้งตัวเพื่อเอา ‘ดีหมี’ กับ ‘อุ้งตีนหมี’ มาปรุงอาหาร...เท่ากับเป็นการทำลายชีวิตสัตว์ใหญ่โดยเปล่าประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่หมูเห็ดเป็ดไก่ก็มีให้บริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุ-สามเณร ละเว้นการฉันภัตตาหารที่ไม่ก่อประโยชน์อันใด นอกจากเพิ่มตัณหาราคะแก่ตนด้วย ศีลข้อ...วิกาละโภชนา เวรมณี...เพราะพระองค์เล็งเห็นว่า การบริโภคอาหารที่เกินความพอดีจะทำให้ร่างกายเฉื่อยชา เกียจคร้าน และเพิ่มพูนกิเลส...ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมาธิ...แล้วมีอาการง่วงงุนอยู่เสมอ ผู้เขียนขอแนะนำท่านด้วยวิธีง่าย ๆ
คือการรู้จักจำกัดอาหาร
การจำกัดอาหารมิได้หมายถึงการ ‘อด’ หากแต่ต้องรับประทานอาหารให้พอดีแก่ความต้องการ ไม่อิ่มจนเกินไปนัก...และที่สำคัญ อาหารที่รับประทานควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เมื่ออาหารที่ย่อยง่ายตกถึงกระเพาะก็ไม่เป็นภาระกับกระเพาะมากจนกลายเป็นอาการอืดเฟ้อจนธาตุขันธ์แปรปรวน เมื่อกายไม่เดือดร้อนดิ้นรน
...จิตก็จะสงบเร็วกว่าปกติ
ในแง่วิทยาศาสตร์ อาหารที่เราดื่มกินเข้าไปทำให้ร่างกายมีพลังงาน การที่พลังงานในร่างกายมีมากเกินความพอดี...ก็ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้เช่นกัน...อาหารที่เกินความต้องการจะถูกนำไปสะสมในร่างกายในรูปไขมัน
ไขมันทำให้เกิดโรคความดัน โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตตีบ ฯลฯ
ดังนั้น ทั้งในทางโลกและทางธรรมก็เถอะ หากการบริโภคอาหารขาดความสมดุล ขาดการระมัดระวังสังวร...
อาหารก็สามารถให้โทษกับชีวิตและวิญญาณได้...!
พระบรมศาสดาสอนเราให้รู้จักการเดินในสายกลางคือ ‘ความพอดี’ ทุกอย่างจะพอดีได้ก็ด้วยการรู้จักใช้สติระลึกรู้...
อย่าปล่อยให้ความอยาก หรือความไม่อยากครอบงำตัวเอง...ความอยากคือภวตัณหา ไม่อยากคือวิภวตัณหา เป็นโทษเป็นภัยทั้งสองด้าน
เหมือนการรับประทานอาหารอิ่มไปก็มีโทษ ปล่อยให้อดจนขาดอาหารก็มีโทษต่อร่างกาย
อย่างนี้จะผิดหรือที่จะบอกว่าอาหารมีทั้งคุณและโทษ?
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองแหละ...ที่ควรรู้ว่าความพอดีมันอยู่ตรงไหน รู้จักดื่มกินอย่างไรมากกว่า...
อย่าปล่อยให้รสชาติที่ปลายลิ้นครอบงำจิตใจให้ไหลหลงไปกับกิเลสตัณหา กับความอยากอยู่ตลอดเวลาเลยดีไหม?
ถ้าดี...ขอให้กินให้ดื่มอย่างมีสติสักวันละมื้อก็พอ เพราะทำได้วันละมื้อก็ดีกว่าไม่เคยทำเลยในชีวิต
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com