การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อำนาจฤทธิ์...จากการอธิษฐาน by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#492]

อำนาจฤทธิ์...จากการอธิษฐาน

 

           ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ในคอลัมน์นี้มานานแล้วว่า สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เรามีอำนาจมาแล้วแต่กำเนิด มีมากับทุกผู้ทุกคนก็คือ อำนาจฤทธิ์ที่ได้จากการอธิษฐาน เรียกว่า ‘อธิษฐานฤทธิ์’

           แต่ทว่าการอธิษฐานของแต่ละบุคคลนั้นจะมีผลช้าเร็วหรือประสบความสำเร็จ...ไม่สำเร็จ ขึ้นอยู่กับกำลังอธิษฐานที่ต้องอาศัยกำลังหนุนแห่งอิทธิบาท ๔ อาศัยบารมีที่สะสมมาแต่อดีตชาติว่า...ใคร...ผู้ใดสะสมมากกว่ากัน

           โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีจิตใจมั่นคงแข็งแรง เป็นผู้มีความมุ่งมั่นสูง จะเป็นผู้สามารถทำฤทธิ์ได้มากกว่าคนจิตใจอ่อนแอ ดังนั้น ความมั่นคงของจิตจึงเป็นต้นตอของฤทธิ์ ผู้ประสงค์สร้างฤทธิ์ต้องพยายามสะสมอบรมจิตใจด้วยคุณธรรมต่าง ๆ มากมาย

            แต่ในหมวดแห่งการอธิษฐานฤทธิ์บารมี ที่จะดีเด่นเห็นชัดได้ ควรประกอบด้วยกำลังหนุน ๔ ประการ คือ

            ๑. สัจจะ คือความสัตย์ มีมั่นหมายไม่กลับกลอก

            ๒. ทมะ คือความอดทน มีความข่มกลั้น มีความสามารถบังคับจิตใจได้ดี

            ๓. จาคะ คือทาน อันหมายถึงมีน้ำใจเสียสละอย่างแรงกล้า เมื่อรู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่าที่มีอยู่แล้ว จะไม่รีรอเพื่อสิ่งนั้นเลย ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างกระทั่งชีวิตเข้าแลก

            ๔. ปัญญา คือความเฉลียวฉลาด รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ ควร-ไม่ควร เป็นได้และเป็นไปไม่ได้

            เมื่อรู้จักคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ให้ดำรงในสัตย์อันเป็นประโยชน์ และเป็นธรรม บังคับจิตใจให้เป็นไปตามอำนาจ ทุ่มเทกำลังและพลังงานลงเพื่อประโยชน์มุ่งหมายนั้น

            อธิษฐานบารมีที่ได้อบรมฝึกฝนโดยทำนองดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นสิ่งมีพลานุภาพเกินที่จะคาดคิดได้ว่ามีประมาณใด

            ผู้มีอธิษฐานบารมีได้อบรมแล้วอย่างนี้!

            เมื่อตั้งใจหรือมุ่งหมายที่จะให้เกิดอำนาจมหัศจรรย์อย่างไร ก็มักจะสำเร็จเกือบทุกครั้ง หรือแม้แต่คำพูดที่เปล่งออกมาก็กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์เป็นฤทธิ์เดชได้เช่นเดียวกัน

            เรื่องของการอธิษฐานนี้มีตัวอย่างให้เห็นมาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งพุทธกาลแล้วด้วย ตัวอย่างจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกระทำไว้ในปัจฉิมชาติที่จะได้ตรัสรู้ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระศาสดาเอกของโลก พระองค์ก็ทรงอธิษฐานบารมีอย่างมั่นคงมาโดยตลอด

            จนถึงวาระจะได้ตรัสรู้ ก็ทรงอธิษฐาน ‘จาตุรงคมหาปธาน’ คือความเพียรอันยิ่งใหญ่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ คือ ทรงตั้งพระหฤทัยอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ต่อให้เนื้อ...เลือดเหือดแห้งยังเหลือแต่หนังเอ็นและกระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะไม่หยุดความเพียรนั้นเด็ดขาด

            ดังนี้...อาศัยอำนาจน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยวมั่นคงเป็นกำลัง พระองค์ก็ได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสมประสงค์

            อย่างไรก็ตาม...ท่านทั้งหลายพึงทราบว่าการอธิษฐานบารมีให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนประสงค์นั้นต้องประกอบด้วยบุญเก่า บารมีเก่าที่สะสมมาแต่ปางก่อนด้วย ว่าใครมีพละกำลังแห่งกรรมดีหนุนส่งมากกว่ากัน ถ้ากล่าวเยี่ยงนี้หลายท่านอาจจะท้อ หรือไม่แน่ใจว่า บุญ-ทานหรือสมาธิที่ทำมาแต่ในอดีตมีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด ก็คงจะต้องอาศัยปัจจุบันให้มาก

            คือทำจิต...และใจให้มีกำลัง

            ซึ่งกำลังใจ ซึ่งเป็น ‘ต้นตอแห่งฤทธิ์’ ท่านจำแนกไว้มี ๑๖ ประการดังนี้ครับ...

            ๑. จิตมั่นคง ไม่แฟบฝ่อเพราะเกียจคร้าน
  
            ๒. จิตมั่นคง ไม่ฟูฟุ้งเพราะความฟุ้งซ่าน

            ๓. จิตมั่นคง ไม่ร่านเพราะความกำหนัด

            ๔. จิตมั่นคง ไม่พล่านเพราะความพยาบาท

            ๕. จิตมั่นคง ไม่กรุ่นเพราะความเห็นผิด

            ๖. จิตมั่นคง ไม่ติดพันในกามคุณารมณ์

            ๗. จิตมั่นคง หลุดพ้นจากกามราคะ

            ๘. จิตมั่นคง พรากห่างจากกิเลสแล้ว

            ๙. จิตมั่นคง ไม่ถูกกิเลสครอบแล้ว

            ๑๐. จิตมั่นคง เป็นหนึ่งไม่ส่ายไปเพราะกิเลสต่าง ๆ

            ๑๑. จิตมั่นคง เพราะความศรัทธาอบรม

            ๑๒. จิตมั่นคง เพราะความเพียรประคบประหงม

            ๑๓. จิตมั่นคง เพราะสติฟูมฟักไม่พลั้งเผลอ

            ๑๔. จิตมั่นคง เพราะสมาธิครอบครองไว้

            ๑๕. จิตมั่นคง เพราะปัญญาปกครองรักษา

            ๑๖. จิตมั่นคง เพราะถึงความสว่างไสวหายมืดมัว

            ถึงตรงนี้...ท่านผู้อ่านอาจจะต้องโอโห...ทั้ง ๑๖ ข้อนี้เป็นเรื่องยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ปัญญาอย่างเราท่านหรือจะทำได้?

            ครับ ภูเตศวรเองเห็นทั้ง ๑๖ ข้อที่โบราณาจารย์ท่านกำหนดไว้ ก็รู้ว่ายากนักที่จะปฏิบัติได้ ท่านก็อาศัยประโยคที่ว่า ‘รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม’ จึงขอกล่าวถึงอย่างแจ่มแจ้งเอาไว้และย้ำว่า...

            เพียงข้อหนึ่งข้อใดที่ได้กล่าวมาทั้งหมด เพียงข้อเดียวแม้นปฏิบัติได้

            นั่นแหละครับ จะเป็นต้นตอแห่งฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี!

            ถ้าจะให้กล่าวชี้ชัดไปเลยตรงนี้ ผู้เขียนก็คงจะกล่าวสั้น ๆ ว่า...ฤทธิ์และปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้กับเราท่านได้เสมอครับ ขอเพียงเราทั้งหลาย...

            จงอย่าท้อแท้ ให้อยู่กับความหมั่นเพียร ในสิ่งที่กระทำอย่างมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว

            ความสำเร็จทั้งปวงจะมาถึงโดยเร็ววัน ทั้งทางโลกและทางธรรม...ครับผม

            ท้ายสุด...สำหรับการล่ำลากันในวันนี้ ขอฝากท่านทั้งหลาย ไว้ว่า

            จงอย่าละทิ้ง ‘บุญกุศล’ อย่าละทิ้ง ‘ทาน...และสมาธิ’

            ต่อให้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต่อให้ศัตรูหมู่ร้ายย่ำยีบีฑาเท่าไหร่... ‘บุญ...ทาน สมาธิ’ ที่เราเพียรกระทำจะเป็นเกราะแก้วกำบัง จะเป็นเครื่องให้เราอยู่รอดปลอดภัยได้โดยตลอด

            และที่สำคัญที่สุดก็คือ

            ตราบใดที่ยังมีคนทำบุญ...คนทำทาน คนเจริญสมาธิ...ตราบนั้น พระศาสนาแห่งพระตถาคตเจ้าจะดำรงอยู่ตลอดไป

            ภัยใด ๆ ก็มิอาจทำลายล้างลงได้


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com