ไม่มีวิธีอื่นใดล้าง...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ไม่มีวิธีอื่นใดล้างบาปล้างกรรมได้นอกจากสมาธิ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#491]

ไม่มีวิธีอื่นใดล้างบาปล้างกรรมได้นอกจากสมาธิ

 

          ดังที่เคยกล่าวมาหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า ศาสนาพุทธสอนเราให้รู้จักพิจารณา ‘จิต’ สอนให้เรารู้จักการระมัดระวังจิตใจมิให้เผลอไหลไปก่อกรรม สอนให้เรายกระดับจิตขึ้นสู่ภาวะพ้นทุกข์

          ด้วยทุกข์หรือสุขนั้นอยู่ที่จิตกับใจของมนุษย์เท่านั้น!

          ก็เพราะประการดังกล่าวข้างต้น ภูเตศวรจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกกับท่านทั้งหลายในคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ นี้เสมอมาว่า...

          การทำสมาธิเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรักษาใจ!

          และพวกเราทั้งหลายควรทำอย่างสม่ำเสมอ...ทำทุก ๆวันแล้วจะเห็นผลชัดเจนในไม่ช้า

          ‘ทำไมต้องทำสมาธิ?’ บางท่านอาจมีคำถามเช่นนั้น

           ผู้เขียนขอยกเอาประโยคของหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ในหนังสือชีวประวัติและปฏิปทาของท่านมาเป็นคำตอบในวันนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายเห็นคุณประโยชน์ของสมาธิได้มากยิ่งขึ้น

            “...พุทโธมีแต่ความเบิกบาน พุทโธความสว่างไสว พุทโธความเป็นผู้ผ่องใส พุทโธเป็นผู้รู้ พุทโธเป็นผู้ไม่ตาย นี่แหละกรรมอันดี เมื่อใจเราดีแล้ว อดีตมันก็ดี อนาคตมันก็ดี ให้รู้จักไว้อย่างนี้ บาป กรรมชั่วล่ะอยู่ที่ไหนเล่า รวมมาแล้วคือใจไม่ดี ใจไม่ดีก็คือทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน นั่นแหละกรรมชั่ว เป็นของของใคร มันเป็นของของตนไม่ใช่หรือ ใครล่ะเป็นผู้รับ ตนเป็นผู้ได้รับมิใช่หรือ ไม่มีผู้อื่นรับ

            ทุกข์มันไม่ได้มีอยู่ในดินฟ้าอากาศต้นไม้ภูเขาเหล่ากอในบ้านในเมือง ในถนนหนทาง ใจเราเป็นทุกข์ ความที่พ้นทุกข์คืออะไร? จิตเราไม่ทุกข์ จิตเราไม่ทุกข์มันก็พ้นทุกข์ จิตเรามีทุกข์ มันก็ไม่พ้นทุกข์ ไม่ใช่สิ่งอื่นเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเราไปปรุงแต่ง เพราะเราไปก่อภพก่อชาติขึ้น คืออธิบายมาแล้วไปก่อกรรมก่อเวรมาแล้ว หมดกรรมหมดเวรหมดภัยคือจิตสงบอันเดียว ไม่มีวิธีอื่นจะล้างบาปล้างกรรม นอกจากนั่งสมาธิจิตสงบนี้”

            เป็นไงครับ...ประโยคคำกล่าวของหลวงปู่ที่ยืนยันชัดเจนอย่างที่เห็น คือคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของคำว่า ‘สมาธิ’ ไม่มีพระอริยเจ้าเหล่าใดจะก้าวสู่แดนพ้นทุกข์ได้ ถ้าปราศจากการปฏิบัติสมาธิ หลวงปู่พระอาจารย์ฝั้นท่านยังกล่าวถึงภาวะที่จิตสงบแล้วอย่างนี้ครับ

            “เมื่อจิตสงบหมดแล้ว เพราะไม่ได้ไปก่อบาปก่อกรรม มโน ปุพฺพงฺคมา ธมฺมา บุญและบาปสิ่งใดใจมันถึงก่อน มโนคือความน้อมนึก ธัมมาคือความคิด บุพพคือเบื้องต้น มันเกิดจากต้นจากตนนี่เอง เราก็เพ่งเล็งดูสิ มันเป็นกรรมอยู่ที่ไหนเล่า มโนกรรม ฉะนั้นเราพิจารณาให้มันรู้สิ กรรมดีก็อธิบายให้ฟังแล้ว กรรมชั่วก็อธิบายให้ฟังแล้ว แน่นอนลงไป เชื่อมั่นลงไป เราจะเอากรรมอันใดเหล่านี้ให้มันรู้เห็นสิ สันทิฐิโก ผู้ปฏิบัติถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นแล้ว มันก็ละไม่ได้ เลิกไม่ได้ ความชั่ว ถ้ารู้แล้วมันก็เลิกก็ละ จะเอาไปทำไมในความชั่ว จะเอาไปทำไมทุกข์ เราไม่ใช่ทุกข์ ใครเป็นผู้เป็นเล่า? เราเป็นผู้เป็น ใครปรุง ใครแต่ง เราเป็นผู้ปรุงผู้แต่ง พิจารณาให้มันแน่นอนลงไปสิ ไม่มีผู้อื่นปรุงแต่งให้ ไม่มีผู้อื่นทำให้ เราทำเอาเอง นิ่งอยู่เดี๋ยวนี้ล่ะ ไม่ต้องสงสัยล่ะมันเป็นสุขหรือมันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์นั่นแหละ ความชั่วล่ะ มันเป็นสุขนั่นแหละความดีให้พากันอยากดี ปรารถนาดี ให้มันรู้ มันเห็นสิ...ต่างคนต่างโอปนยิโก น้อมเข้าไปให้ถึงใจตน...ทดลองดูสิ”

             เป็นที่น่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งสำหรับตัวผู้เขียนเอง นับตั้งแต่ศึกษาธรรมะมาด้วยตัวเอง อีกทั้งการอ่านการสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาธุระนั้น ท่านจะบอกสอนเหมือน ๆ กันคือ...

             การน้อมจิตเข้าสู่ภายใน!

             ให้รู้ให้เห็นอยู่แต่ภายในจิตของตน พิจารณาให้เห็นสภาวะอันแท้จริงอยู่ในกายในจิตของตนเท่านั้น

             เหมือนที่หลวงปู่พระอาจารย์ฝั้นท่านถาม... ‘ใครเป็นทุกข์? ใครเป็นผู้ปรุงแต่ง?’

             คำตอบก็คือ ไม่มีผู้อื่นปรุงแต่งให้ ไม่มีผู้อื่นทำให้ เราทำเอง ปรุงแต่งเองทั้งสิ้น ทุกอย่างมันอยู่ในจิตใจเรานี้ทั้งนั้น
 
             ก็เพราะมิได้อยู่ตรงไหนที่ใด...เราจึงต้องน้อมเข้าสู่จิตสู่กายของตน...พิจารณาให้เห็น พิจารณาให้แน่นอนลงไป เชื่อมั่นลงไปให้เห็นจริงรู้จริง...มันหลุด มันพ้นจากทุกข์ก็ตรงนี้ ตรงที่เห็นจริงรู้จริงนี่แหละ

             รู้อะไรจริง? เห็นอะไรจริง?

             รู้เหตุแห่งทุกข์ เห็นทุกข์ที่อยู่ในกายในจิตของตน

             สมาธิคืออะไร คือความตั้งมั่น เราตั้งจิตลองพิจารณาดูสิ จิตเราตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น มันเอนเอียงไปทางไหน มันขัด มันข้องตรงไหน ถ้าจิตมันตั้งมั่น มันก็ไม่เอนเอียงไปหาความรัก ความชัง ไม่หลงในรูป รส กลิ่น เสียง สิ่งใดเกิดขึ้นเราก็ดับ มันจึงเรียกว่า ‘เข้าถึงสมาธิ’ หลวงปู่พระอาจารย์ฝั้นท่านให้นิยามกับความสงบของจิตในสมาธิอย่างนี้ครับ...

             “เมื่อจิตสงบภายในแล้ว อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบแล้วก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุขมองเห็นทุกข์ มองเห็นดีมองเห็นชั่ว”

              ครับ ที่ยกธรรมะของหลวงปู่มากล่าวอ้างอีกครั้งในวันนี้นั้น ก็เพราะต้องการยืนยันความจริงอันเป็นสัจจะของพุทธศาสนาที่ว่า...

              บาปบุญคุณโทษ...สุขทุกข์ใด ๆ ก็ต้องอาศัยอยู่ในจิตในใจของเราทั้งสิ้น

              ฉะนั้น...แม้ต้องการดับ บาปบุญคุณโทษ ละทุกข์ละสุข ก็ต้องดับลงในจิต ในใจของตนนั่นแล!

              การกล่าวว่า ‘ดับทุกข์’ เป็นของง่าย แต่กับการปฏิบัตินั้น มิได้ง่ายเหมือนคำพูด แต่บนเส้นทางแห่งการดับทุกข์จะผ่านพ้นมากี่ภพกี่ชาติ จะยาวนานกี่อสงไขยกัป ก็ยังเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติตัวเก่าอันแต่ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ประหารกิเลสใต้ควงไม้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่นั่นเอง...

              รากเหง้าแห่งบาป แห่งกิเลส-ตัณหา ต้องถูกขุดถูกถอนด้วย ‘สมาธิ’ ด้วยปัญญาอยู่อย่างนั้นชั่วกัลปวสาน

              ตราบใดที่พระนิพพานคือแดนพ้นทุกข์...เครื่องมือนำพามนุษย์สู่แดนพ้นทุกข์ก็ยังคงเป็นไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา อยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปได้เลย

              ครับ...ภูเตศวรเขียนคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที ในนิตยสารขวัญเรือนมาหลายปี ถึงวันนี้เดี๋ยวนี้ก็ยังยืนยันเหมือนเคย...

              พุทธสอนหลักอนัตตา คือการปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น

              พุทธให้พิจารณาธรรมด้วยการน้อมนำเข้าสู่กาย สู่ใจของตน ดังคำกล่าวของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่ว่า จิตส่งนอกเป็นสมุทัย จิตส่งในคือปัญญา

              จิตส่งนอกคือ การแส่ซัดส่ายไปกับสิ่งภายนอก อยากรู้เรื่องของคนอื่น จิตเอนเอียงไปกับความรักความชัง ฯลฯ

              จิตส่งในคือ การน้อมเข้าพิจารณา ‘กายของตน’ กายที่ประกอบด้วยความสกปรก จิตของตนว่ากำลังปรุงแต่งอะไรอยู่ จิตสุขเพราะอะไร สุขหรือทุกข์ล้วนเกิดแต่ความยึดมั่นถือมั่น แม้นละการยึดมั่นถือมั่นนั้นได้

              สันติสุข ก็จะบังเกิดขึ้นในจิตใจได้ทันที!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com