
รู้ วาง จึง ‘ว่าง’
วิสัยแห่งมนุษย์ ทุกรูปทุกนามนั้น ย่อมปรารถนาความสุข ความสมหวังในชีวิตตนเป็นที่ตั้ง สุขของเหล่าชนทั่วไปตั้งอยู่บนลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นธรรมดา และเพราะเหตุนี้จึงได้ยินประโยคที่ว่า...
‘...พุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์’ อยู่เป็นประจำ
ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ ยามใดที่มีใครสักคนยกธรรมะขึ้นเป็นหัวข้อสนทนา จึงมักจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายของใครต่อใคร ด้วยเหตุผลง่าย ๆ
การเดินเข้าสู่เส้นทางมรรคผลและนิพพาน คือการ ‘ทวนกระแสโลก’
คำว่า ‘ทวนกระแส’ คือกระแสแห่งความต้องการของสัตว์โลก อันมีกิน กาม เกียรติ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
พุทธสอนสัจจะอันเป็นความจริง ความจริงที่เราท่านทุกคนต่างรู้ วัฏฏะที่ร้อยรัดส่ำสัตว์ วงจรที่ตรึงเราไว้กับ ชาติ-ภพ ชั่วกาลนานนั้นคือกิเลสตัณหาอันร้ายกาจ หากเราเห็นเป็นของประเสริฐด้วยความหลงจากความไม่รู้คืออวิชชา
มนุษย์มักเป็นอย่างนี้... ‘กลัวตาย!’ ทั้ง ๆ ที่รู้ชัดเต็มหัวใจว่าจะอย่างไรก็ไม่มีใครพ้นความตาย... ‘มนุษย์โลก’ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะมีหมื่นล้านพันล้านก็หอบเอาไปจากโลกนี้มิได้ ‘มนุษย์ยึดมั่นถือมั่น’ ยึดกับสมบัติสิ่งของเป็นตัวกู ของกู ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะต้องพลัดพรากจากตน...
ซึ่งกับสิ่งที่ ‘รู้’ ทั้งรู้อย่างนี้
หากเราก็ยังพยายามแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น!
พุทธศาสนานั้นสอนสิ่งที่เราท่านเห็นอยู่ตำตาทุกวัน มีใครบ้างไม่เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายบ้าง เราล้วนเคยเห็น เคยเป็น เคยทราบมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ท่านสอนให้เราพิจารณา...
พิจารณาความจริงเอาไว้บอกตน...สอนตนสอนให้รู้เห็นสัจจะที่ปรากฏตรงหน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
รู้แล้ว...หัดทำใจเสีย รู้แล้วพิจารณาซะ ทำให้เห็นให้เป็นปัญญาเพื่อบรรเทาทุกข์อย่างมีสติสัมปชัญญะ
ยามสัจจะนั้นกรายเข้ามาถึงตัวในวันนั้น!
นี่คือ...หลักง่าย ๆ ของพุทธ!
เมื่อฉบับที่ผ่านมาผู้เขียนเน้นถึงหลักการสำคัญแห่งทุกข์สุข ว่ามันมิได้อยู่ที่ใด หากแต่อยู่ ณ จิตดวงเดียวของตน รู้ไม่รู้...ทุกข์ไม่ทุกข์ สุขไม่สุข ก็อยู่ที่จิตของตนนั่นแหละ เมื่อเป็นเช่นนั้น พ้นไม่พ้น ก็อยู่ที่ใจที่จิตประการเดียว จิตที่รู้จักฝึกฝนให้ละ...ลด ท้ายสุดคือการปลดและวางการยึดมั่นถือมั่นลงเสีย
วางแล้วจึงก้าวสู่ความ ‘ว่าง’ ว่างจากกิเลส-ตัณหา ไม่มีกิเลสคือความเศร้าหมอง ว่างจากตัณหาคือยางเหนียว นั่นคือว่างจากทุกข์
พุทธโอวาทคิริมานนทสูตร กล่าวไว้ว่า ‘ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพาน แต่ยังปล่อยวางใจไม่ได้ ยังอาลัยถึงความสุขอยู่ คิดว่าพระนิพพานอยู่ในที่นั่นที่นี่ จะเอาจิตของตนไปเป็นสุขในที่นั่น ครั้นจักปล่อยวางใจเสียก็กลัวว่าจะไม่มีอันใดนำไปให้สุข ถือใจอาลัยสุขเหตุนั้นจึงไม่พ้นนิพพานพรหม’ (นิพพานพรหมคือภาวะของอรูปพรหม หรืออสัญญีพรหม บังเกิดขึ้นได้ด้วยสมาบัติแห่งอรูปฌานไม่ใช่นิพพานในความหมายของพุทธศาสนา-ผู้เขียน)
‘ดูกรอานนท์ เราตถาคตแสดงว่าให้ปลงใจ ให้วางใจนั้น เราชี้ข้อสำคัญเอาที่สุดมาแสดง เพื่อให้รู้ให้เข้าใจได้ง่าย การวางใจปลงใจนั้นคือการวางสุข วางทุกข์ วางบาปบุญคุณโทษ วางโลภ วางโกรธ วางหลง วางลาภ ยศ นินทา สรรเสริญหมดทั้งสิ้น ดังเหมือนไม่มีหัวใจ จึงได้ชื่อว่าทำให้เหมือนแผ่นดิน ถ้ายังทำไม่ได้อย่าหวังโลกุตตรนิพพานเลย ถ้าทำตัวให้เหมือนแผ่นดิน ในกาลใดได้ พึงหวังเถิดซึ่งโลกุตตรนิพพาน คงได้คงถึงในกาลนั้นโดยไม่ต้องสงสัย’
‘ดูกรอานนท์ ผู้ที่วางใจทำตัวเหมือนแผ่นดินได้นั้น มีแต่บุคคลผู้เป็นปราชญ์แลสัตตบุรุษจำพวกเดียวเท่านั้น เพราะท่านไม่ถือตัวตน ท่านวางใจให้เหมือนแผ่นดินได้ ท่านจึงได้พระนิพพาน ส่วนผู้ที่ถือตัวถือใจปล่อยวางมิได้นั้นล้วนเป็นคนโง่เขลาสิ้นทั้งนั้น บุคคลที่เป็นสัตตบุรุษท่านเห็นแจ้งชัดซึ่งอนัตตา ท่านถือใจของท่านไว้ก็เพียงให้รู้บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์แลใช่ประชาชน รู้ศีลทานการกุศลและอกุศล รู้ทางสุขทางทุกข์มนุษย์และสวรรค์ แลพระนิพพานเท่านั้น ครั้นที่สุดท่านก็ ปล่อยวางเสีย ตามภาวะอนัตตา’
เป็นไงครับ พุทธโอวาทคิริมานนทสูตร อันเป็นหนึ่งคัมภีร์ที่ทรงคุณค่าของพุทธศาสนากล่าวไว้ชัดเจนว่า การปล่อยวางเสียซึ่งทุกอย่างนั้นมิได้อยู่ ณ ที่ใด หากแต่ต้องปล่อยวางในใจในจิตของตน ปล่อยวางให้ว่างด้วยหลักแห่งอนัตตา
ในพุทธโอวาทคิริมานนทสูตรยังกล่าวอีกว่า... ‘ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ได้ปรารถนาพระนิพพาน จงยังอสุภกรรมฐานในตนให้เห็นชัดแจ้งเถิด ครั้นไม่เห็นก็พิจารณาปฏิกูลสัญญาลงในตนว่า แม้ตัวเรายังมีชีวิตอยู่ ก็หากเป็นของน่าเกลียดพึงเบื่อหน่ายยิ่งนัก ถ้าหากไม่มีหนังห่อหุ้มไว้แล้วก็พึงเหมือนของน่าเกลียดเหมือนอสุภะแท้ อันที่แท้ตัวตนแห่งเรานี้จะตั้งอยู่ได้ด้วยก็เพราะลมอัสสาสะ ปัสสาสะเท่านั้น ถ้าขาดลมหายใจเข้าออกแล้วตัวตนนี้จักเน่าเปื่อยผุพังไป แต่นั้นจักเป็นอาหารแห่งสัตว์ทั้งหลายมีหนอนเป็นต้น มาเกาะไชกิน ส่วนลมหายใจเข้าออกซึ่งเป็นเจ้าชีวิตนั้นเล่า ก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ของของตัว เขาอยากอยู่เขาก็อยู่ เขาอยากดับเขาก็ดับ เราจะบังคับบัญชาตามปรารถนาไม่ได้
ถ้าขาดลมหายใจแล้ว ความสวยงามในตนแลความสวยงามภายนอก คือบุตรภรรยา แลเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวงก็ย่อมหายไปสิ้นด้วยกันทั้งสิ้น เหลียวซ้ายแลขวาจะได้เห็นบุตรภรรยาแลนัดดาหามิได้ ต้องอยู่คนเดียวในป่าช้า หาผู้ใดจักเป็นเพื่อนสองมิได้
การเจริญอสุภกรรมฐานนี้ก็เพื่อจะเบื่อหน่ายในร่างกายตน จะได้ยกตนให้พ้นกิเลสตัณหาในที่สุด’
ครับ...นั่นคือหลักการอันสำคัญ การก้าวสู่ความพ้นทุกข์ได้จากการ ‘วาง’ เพื่อ ‘ว่าง’ การจะวางได้ ต้องพิจารณาให้จิตเห็นจิตรู้ความจริงว่า แท้ที่จริงสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตนของตนนั้นเป็นเพียง ‘ความหลงผิด’ หลงผิดเอาอสุภะ คือความน่าเกลียดน่าเบื่อหน่ายมาเป็นของน่าพึงใจ...
พิจารณาให้เห็น...ให้รู้ความจริง
รู้แล้วให้เบื่อให้หน่ายแล้ววางนั่น คือหลักการของ ‘พุทธะ’ คือ ผู้รู้ชัดรู้แจ้งในอวิชชา
เห็นอวิชชา ดับอวิชชาก้าวสู่ปัญญา ใช้ปัญญาตัดวงจรแห่งวัฏฏะ คือการเวียนว่ายตายเกิด คือจุดสูงสุดของพุทธศาสนา
จะเห็นปัญญา และพบพระนิพพานได้ต้องเก็บเกี่ยวจากหลักแห่งอนัตตาเท่านั้น
เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นสิ่งไม่มีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนก็ต้องหัดปล่อยว่างปล่อยวางเสีย
รู้วางย่อมเบา รู้ว่างก็จบสิ้น!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com