
วันนี้...แผ่เมตตาหรือยัง?
ณ วันที่นั่งจรดปากกาเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ดูเหมือนแผ่นดินกำลังรุ่มร้อน ระอุกรุ่นด้วยไฟแห่งโมหะของบุคคลบางกลุ่ม บวกกับความคึกคะนองไร้สติสัมปชัญญะของคนอีกหลาย ๆ คน จนทำให้ความเดือดร้อนขยายลามไปทั่ว...สิ่งนั้นคือ ข่าวการวางระเบิด และข่าวการข่มขู่ที่แพร่ระบาดเหมือนเชื้อโรคไวรัสลุกลามเหมือนไฟลามทุ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นตำตาชาวเราอยู่ทุกวันนี้เป็นไปดัง ‘พุทธอุทาน’ แห่งพระบรมศาสดา เมื่อครั้งประทับอยู่ใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ว่า...
‘...ความทุกข์ ความเดือดร้อนของสัตว์โลกเป็นเพราะการเบียดเบียนซึ่งกันและกันโดยแท้...’
เหตุที่ทำให้สัตว์โลกก่อกรรมด้วยการเบียดเบียนกันเอง มิได้มาจากที่ใด หากเป็นเพราะ ‘จิต’ ของสัตว์โลกทั้งปวง ล้วนตกอยู่ภายใต้กองกิเลส กิเลสที่เป็นเช่นอัคคีไหม้รุมสุมโพลงอยู่ในหัวใจของสัตว์เองนั่นแล
ไฟกองใหญ่ที่เร้ารุมสุมหัวใจมนุษย์มีอยู่สามกองใหญ่ ๆ คือ ไฟโลภะ ไฟโทสะ และไฟโมหะนั่นเอง
โบราณาจารย์ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า อัคคีภัยที่บังเกิดในจิตใจมนุษย์ทั้งสามประการนี้ สามารถดับได้ด้วย ‘คุณสามประการ’ คือ
สันติคุณ ดับภัยแห่งราคาและโลภะ
เมตตากรุณาคุณ ดับภัยแห่งโทสะ
ปัญญาคุณ ดับภัยแห่งโมหะ
มาถึงตรงนี้คงต้องอธิบายขยายความคุณสามประการให้ชัดแจ้งขึ้นสักนิด...
‘สันติคุณ’ คือความ ‘สงบ’ ความสงบในที่นี้คือความสงบสงัดของจิต อันเกิดแต่สมาธิ คือการ ‘ภาวนา’ การภาวนาจะด้วยกำหนดจิตโดยคำบริกรรม หรือกำหนดด้วยลมหายใจของตนก็ตาม จิตที่สงบระงับจากการปรุงแต่งที่เรียกว่า ‘ธรรมารมณ์’ นั้นแล้ว นั่นแหละคือสันติธรรมหรือสันติคุณ
ถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การรู้จักปิดกั้นอายตนะหก อันมี หู จมูก ลิ้น ตา กาย ใจ มิให้ปรุงแต่งกับจิตของตนด้วยสมาธินั่นเอง
เมตตากรุณาคุณ...เครื่องขจัดภัยแห่งโทสะ ความจริงเมตตากรุณานั้นเป็นธรรมหมวดหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ การพิจารณาธรรมหมวดนี้ คือการยกความจริงขึ้นตรึกตรองว่า แท้ที่จริงมวลหมู่สัตว์โลกต่างเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม โดยมีความทุกข์ฝังแน่นมาเนิ่นนาน ต่อให้เราไม่ไปเบียดเบียนเขา เขาเหล่านั้นก็มีทุกข์อยู่แล้วเสมอกันด้วย ชาติ ชรา และมรณะ มีปริเวทนาหล่อเลี้ยงมาทั่วถ้วนมิแผกกัน ฉะนั้นเราท่านจึงควรมีความเมตตาสงสารต่อกันมากกว่าการพยาบาท อาฆาตจองเวรซึ่งกันและกันซึ่งมีมาหลายชั่วกัปกัลป์
การสร้างเมตตากระทำได้สองนัย หนึ่ง คือด้วยจิต...มาจากการกำหนดแผ่บุญกุศลทั้งปวงให้ส่ำสัตว์ สอง บริจาคทานช่วยเหลือเป็นวัตถุ เสื้อผ้า...อาหาร ฯลฯ
ปัญญาคุณ...คำว่า ปัญญาในที่นี้นั้น มิได้หมายถึงปัญญาภายนอก หรือความเฉลียวฉลาดในการทำมาหากิน หากเป็นปัญญาธรรม รู้แจ้งในอวิชชา อันเกิดจากการปฏิบัติจิตภาวนา ปัญญาคุณอันนี้เป็นสิ่งเดียวกับ ‘ภาวนาปัญญา’ อันเป็นปัญญาภายใน ใช้ไขขานความจริงที่เป็นสัจจะแห่งวิญญาณ
ข้อปัญญาคุณนี้ยากยิ่งต่อการอธิบาย เพราะปัญญาภายใน ดังที่เรารู้กันว่าเป็นปัจจัตตัง เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน เป็นการปฏิบัติเอง รู้เองโดยชอบ ผู้เขียนจึงขอฟันธงลงตรงนี้ว่า...ให้อาศัยการทำภาวนาสมาธิเป็นหลัก ทำให้สม่ำเสมอเหมือนเรารับประทานอาหารครบมื้อทุกวัน พิจารณาธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ฟังคำแนะนำจากพระสงฆ์ นักปฏิบัติเป็นแนวทางแก้ไข...
ถ้าทำได้อย่างนี้ ปัญญาธรรม จักมาเยือนในไม่ช้า!
ปัญญาธรรมเท่านั้นจะขจัดตัว ‘โมหะ’ คือความหลง ซึ่งหมายถึงหลงภพหลงชาติของตนได้ในที่สุด
ที่เขียนมาทั้งหมด คือองค์รวมแห่งหายนะภัยของมนุษยชาติ ภัยทั้งปวงมิได้เกิด ณ ที่ใด หากเกิดจากตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง ของมนุษย์ด้วยกันเองนี้แหละ...แม้นผู้บริหารประเทศไม่มีความโลภในทรัพย์สินเงินทองและยศศักดิ์ เกินกว่าความจำเป็น ฤา...จะต้องโกงกินกันร้อยล้านพันล้านอย่างที่เป็นข่าว
ถ้ามนุษย์ลดโทสะ อาฆาตพยาบาทลง การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไฉนจะบังเกิดให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างนี้จริงไหมครับ
ไม่ต้องกล่าวถึงปัญญาคุณให้ยุ่งยาก เพราะขอเพียงมี ‘สันติคุณ’ กับ ‘เมตตากรุณาคุณ’ สองประการนี้ในหัวใจสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์อย่างพวกเรา สังคมก็จะก้าวสู่ความสุขสันติได้ในไม่ช้า
ผู้มีอำนาจไม่คลั่งไม่บ้า...ชาวประชาก็สุขแล้วครับ!
อีกไม่กี่วันภูเตศวรจะเดินทางไปนอนในวัดป่า...หาความสงบสงัดสำหรับบำเพ็ญภาวนาบ้างเหมือนเคยทำ หวนนึกถึงบรรยากาศสวดมนต์ของพระสงฆ์ หลังจากทำวัตรเสร็จ จะแผ่เมตตา แผ่ให้ตนก่อน ท้ายสุดให้กับสรรพสัตว์ ท่านทำอย่างนี้ทุกวัน ใครจะทำบ้างก็ไม่สงวนสิทธิ์ เพราะธรรมะเป็นของส่วนกลาง มิหนำซ้ำถ้าเผยแพร่ได้จะเป็นกุศลยิ่งขึ้น...
แผ่เมตตาให้ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ...ขอให้ข้าพเจ้ามีแต่ความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ...ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อเวโร โหมิ...ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัจโฌ โหมิ...ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรค อันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ...ขอให้ข้าพเจ้าจงมีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกเมื่อ รักษากาย วาจา ใจ ให้พ้นจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด
แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อัพยาปัชฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อนีฆา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น ท่านทั้งหลายที่ต้องทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่านทั้งหลายที่ได้สุข ขอให้ท่านได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นเทอญ
ครับ...ความจริงการแผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ เป็นวิธีการโดยพื้น ที่เราทั้งหลายล้วนรับรู้และซึมซับมานาน หากแต่เพราะสิ่งง่าย ๆ พื้น ๆ อย่างนี้นี่แหละที่เรามักลืมหรือมองข้ามอยู่เสมอ ก็เลยต้องยกมาสะกิดเตือนกันสักนิด...
ง่ายอย่างนี้ ทำหรือยัง?
ทุกเรื่องอาจต้องลงทุน แต่การแผ่บุญแผ่เมตตาไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่ยอมเสียเวลาไม่ถึงห้านาทีก็ได้ประโยชน์อนันต์
เป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ดังคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งพระองค์กล่าวเตือนภิกษุทั้งปวงว่า
จงอย่าประมาท เพราะทุกอย่างแปรเปลี่ยนรวดเร็วยิ่ง
ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงที่สุด ก่อนที่มรณกรรมจะมาเยือนในไม่ช้า
ทำเสียเถิด ก่อนจะสายเกินไป
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com