
จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนสุดท้าย)
ออกจากวัดเวฬุวันเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำ...แต่ด้วยระยะทางจากนาลันทาถึงพุทธคยา อันเป็นจุดหมายปลายทางการพักแรมคืนนี้ มีระยะการเดินทางเพียงสามชั่วโมงเศษ ทำให้เรามีเวลาเหลือพอที่จะแวะชมหมู่บ้านชาวฮินดู...ที่ยังหลงเหลือรูปแบบดั้งเดิมทางชนชั้นอย่างชัดเจนให้ดูให้ศึกษา...
หมู่บ้านดังกล่าวอยู่ห่างจากวัดเวฬุวันไม่ถึงสองร้อยเมตร พวกเราจึงเดินเท้าไปที่นั่น โดยเดินผ่านมูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าซึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงสร้างเอาไว้ มูลคันธกุฎีเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าเคยค้างแรมในสมัยที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน...
หากวันนี้ไม่เหลือร่องรอยอะไรเหลืออยู่ นอกจากทางมุสลิมได้นำเอาศพผู้นำมาฝังไว้...ซึ่งทางชาวพุทธในอินเดียกำลังทำเรื่องฟ้องร้องขับไล่อยู่...
ชุมชนของชาวฮินดูที่เราไปชมนั้น อาจเป็นเพราะฟ้าเริ่มมืดสลัว จึงสังเกตไม่ได้ว่าส่วนอื่น ๆ เป็นยังไง จะเห็นก็แต่สิ่งก่อสร้างสูงกว่าพื้นดินหลายเมตร ทำเป็นขั้นบันไดทอดขึ้นข้างบน ขวามือทางขึ้นชั้นแรก เราเห็นเป็นคล้าย ๆ สระน้ำเล็ก ๆ มีชาวอินเดียตัวดำสองสามรายอาบน้ำทั้งซักผ้าง่วนอยู่ แต่น้ำที่ใช้อาบใช้ล้างขุ่นคลัก ท่านมหาไพรัชอธิบายให้ฟังว่า ที่ตรงนั้นเป็นที่สำหรับคนชั้นต่ำหรือวรรณะศูทร-จัณฑาลอาบ โดยอาศัยน้ำที่พวกวรรณะสูงกว่าใช้แล้ว มาใช้อีกที...
เราเดินขึ้นข้างบนอีกชั้น ก็เห็นกลุ่มคนอีกพวกกำลังยืนอาบน้ำที่ไหลออกจากท่อ...กลางแจ้ง จึงรู้ว่าพวกที่อยู่ล่างสุดนั้นได้รับน้ำที่ผ่านการอาบการล้างจากพวกข้างบนแล้วไหลผ่านท่อลงไปอีกที...
...บอกตรง ๆ เห็นแล้วเศร้า!
“แล้วพวกผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ นั่นละครับ...?” เราหันไปถามท่านมหาไพรัช เมื่อเห็นผู้หญิงที่มีลักษณะการแต่งตัวสวยกว่าใคร ๆ เดินผ่าน ซึ่งหมายถึงการอาบน้ำของเธอ...
“พวกผู้หญิงชั้นสูงของที่นี่จะมีห้องน้ำปกปิดมิดชิดไม่อาบรวมอย่างนั้น...พวกนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์...”
น่าเสียดายที่ฟ้าเริ่มมืด...และถูกห้ามการถ่ายรูป ทำให้เราไม่กล้าใช้แฟลช แต่แอบกดชัทเตอร์ด้วยการปรับหน้ากล้องให้กว้างขึ้นเปิดความเร็วให้ช้าลง แม้จะได้ภาพมาบ้างก็ดูเบลอเต็มที...ที่อุตส่าห์แอบขโมยถ่ายมาก็เพราะอยากให้ท่านทั้งหลายได้เห็นโดยไม่ต้องมานั่งจินตนาการให้ลำบาก...
อีกครั้งที่รู้สึกโหยในใจ...เพราะภาพแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคมตรงหน้า...อินเดียเป็นที่สุดแห่งที่สุดอย่างท่านมหาไพรัชกล่าวไม่มีผิด...
คนรวยก็รวยล้นฟ้า...คนจนก็จนติดดินจนไม่อาจเผยอตัวขึ้นมาได้...ตลอดชีวิต
คนฉลาดก็ฉลาดที่สุด เป็นศาสดาเอกของโลก เป็นเจ้าลัทธิ เจ้าแห่งปรัชญา...จนน่าทึ่ง...แต่คนโง่ก็โง่ดักดานจนโง่งมงายไม่จบสิ้น...
“โยมที่ไปอินเดียสักครั้งจะเข้าใจ...ว่าทำไมพระพุทธเจ้าและนักปราชญ์ทั้งหลายต้องเกิดที่อินเดีย...” คำบอกกล่าวของหลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธรยังคงแว่วอยู่ในโสด...แว่วใน ความทรงจำ...
“สาธุ...” คุณนายอี๊ดพนมมือยกท่วมหัว... “จะเกิดที่ไหนไม่ว่า ขออย่าเกิดในเอธิโอเปีย...กับอย่าเกิดเป็นอินเดียวรรณะศูทร วรรณะจัณฑาลเล้ย?! ”
ดูเหมือนภาพแห่งความหิวโหยจนผ่ายผอมเหลือแต่กระดูกของเด็ก ๆ เอธิโอเปีย ซึ่งคุณนายทมจะต้องเบือนหน้าหนีทุกครั้งยามเห็นในโทรทัศน์ ยังฝังใจอยู่ทุกลมหายใจ กับภาพที่เห็นอยู่หลายวันที่ผ่านมาของเด็ก ๆ หน้าตามอมแมม...และพิกลพิการคอยตุปัดตุเป๋เดินตามขอเศษเงิน ทำให้ ‘คุณนายทม’ ถอนใจลึก...
เกิดในวรรณะชั้นต่ำของอินเดีย ไม่มีได้ผุดได้เกิดตลอดกาล...ต่อให้มีสติปัญญา ต่อให้สะสวยแค่ไหนก็ ไร้ค่าไร้ความหมาย...
...เพราะไม่มีสิทธิเรียนรู้...ไม่มีสิทธิชูคอในสังคม!
ฟ้ามืดแต่ ‘คุกพระเจ้าพิมพิสาร’ อยู่ระหว่างเส้นทาง คุณวิจิตร คลังทอง หรือ ‘เจ๊แดง’ หัวหน้าทัวร์จึงสั่งให้แวะชมสักครู่...หลังจากพวกเราขึ้นรถมาได้ไม่กี่นาที...
พูดถึงพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ก็ต้องขอย้อนเล่าเรื่องราวของพระองค์อีกสักนิด พระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมคธ โดยมีราชธานีอยู่ที่เมืองราชคฤห์ พระองค์มีมเหสีนามว่าพระนางโกศลเทวี เมื่อพระนางตั้งครรภ์ ทรงแพ้ท้องอยากเสวยพระโลหิตในเข่าเบื้องขวาของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระสวามี ความทราบถึงพระเจ้าพิมพิสารจึงให้โหรเข้าเฝ้า โดยถามถึงอาการแพ้ท้องของมเหสีจะมีผลอย่างไรหรือไม่...
โหรหลวงจึงถวายคำทำนายว่า...เมื่อพระราชโอรสประสูติและเจริญวัยขึ้น จะปลงพระชนม์ชีพราชบิดาแล้วขึ้นครองราชย์สมบัติ หากด้วยความรักในสายเลือดตน พระเจ้าพิมพิสารก็มิหาทางแก้ไขอย่างไร แถมยังใช้พระขรรค์แทงเข่าเบื้องขวารองพระโลหิตให้ข้าราชบริพารนำไปถวายมเหสีดื่ม...
ภายหลังพระนางโกศลเทวี ทรงทราบเรื่องคำทำนาย นางจึงดำริว่า ถ้าบุตรอันเกิดจากครรภ์จะฆ่าพระราชบิดาแล้วไซร้...เราจะหาประโยชน์ใดได้จากบุตรนี้เล่า...พระนางจึงลอบเสด็จไปที่ ‘มาตากุจิ’ เชิงเขาคิชฌกูฏ และสั่งให้สนมรีดพระอุทรให้ตกเลือด แต่ทำไม่สำเร็จ พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวภายหลัง จึงตรังห้ามว่า...
“การที่โหรทำนายอย่างนั้นก็หาเป็นไรไม่ เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเราก็ต้องแก่ชราตายอยู่ดี...ขอให้เราได้เห็นหน้าลูกก่อนเถิดจะเป็นยังไงค่อยว่ากันทีหลัง...”
ซึ่งกาลต่อมาก็เป็นจริงดั่งคำทำนายของโหรหลวง เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเติบโตขึ้นและหลงผิดไปตามคำยั่วยุของพระเทวทัต จึงจับพระราชบิดาขังไว้ในคุก คุกที่พระเจ้าพิมพิสารถูกกักขัง อยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏได้ เมื่อตอนถูกขังใหม่ ๆ พระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระชนนีเข้าเยี่ยมได้องค์เดียว พระนางจึงลอบนำอาหารเข้าไปให้เสวยได้ แต่พอรู้เรื่องนี้ อชาตศัตรูจึงเข้มงวดกวดขันมากขึ้น พระนางโกศลเทวีจึงต้องบดอาหารเป็นแป้งทาตัวเพื่อไม่ให้ยามตรวจพบสำหรับนำเข้าไปให้พระเจ้าพิมพิสารได้เสวย ด้วยการเลียผงแป้งตามพระวรกายเพื่อยืดพระชนม์ หากภายหลังก็ถูกจับได้ในที่สุด จึงถูกสั่งห้ามเยี่ยมโดยเด็ดขาด
ห้องคุมขังที่ร้อนดุจเตาเผา ทั้งต้องอดอาหาร ทำให้พระเจ้าพิมพิสารต้องรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่พอได้ทอดพระเนตรเห็นชายผ้าเหลืองของพระพุทธเจ้า เวลาเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏเพื่อบิณฑบาต ก็เกิดความปิติเบิกบานพระทัย อีกทั้งพระองค์เสด็จเดินจงกรม เจริญวิปัสสนาอยู่เป็นนิจ ทำให้ทรงลืมความทุกข์ไปได้อย่างยาวนาน ทำให้พระเทวทัตผู้เป็นอาจารย์หวั่นเกรงว่า วันหนึ่งถ้าพระเจ้าพิมพิสารยังไม่สวรรคตแล้วเปลี่ยนใจยุทหารให้ยึดอำนาจคืนได้ ตัวเองจะเดือดร้อน
พระเทวทัตจึงยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูว่า ‘ถ้าพระบิดาของพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ พระองค์จะครองสมบัติอยู่ไม่เป็นสุข ขอให้รีบจัดการปลงพระชนม์โดยเร็ว มิเช่นนั้นอาจจะมีภัยตามมา...’
พระเจ้าอชาตศัตรูได้ยินดังนั้นก็ทรงเห็นด้วย ถึงกับเตรียมมีดสั้นเข้าไปประหารราชบิดาด้วยพระองค์เอง หากเหล่าอำมาตย์ราชบริพารได้ห้ามปรามไว้ จึงรับสั่งให้ช่างตัดผมใช้มีดโกนกรีดฝ่าพระบาทของพระบิดาเพื่อมิให้เดินจงกรมได้ แล้วเอาเกลือกับน้ำมันทาแผลย่างไฟ
...ในที่สุด พระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จสวรรคตในคุกแห่งนี้...ในขณะที่พระบรมศาสดาทรงมีพระชนมายุได้ 72 พรรษา...
สภาพคุกพระเจ้าพิมพิสารที่ยังคงเหลือเอาไว้ก็คือฐานที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่ นอกนั้นไม่เหลืออะไรให้ได้เห็นอีก...
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนเหลือเพียงแสงรำไรทาบอยู่ตรงยอดเขาคิชฌกูฏ ที่ห่างออกไปไกลตา...ยามพลบค่ำให้ความรู้สึกเหงาเงียบเศร้าใจ...โดยเฉพาะกำลังยืนอยู่ ณ สถานที่ที่ พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทำ ‘ปิตุฆาต’ อันหมายถึงการทำบาปขั้น ‘อนันตริยกรรม’ ถือเป็นบาปมหันต์ร่วมกับพระเทวทัต ซึ่งทำให้พระบาทของพระพุทธองค์ทรงห้อพระโลหิตในครั้งพุทธกาล...
...ป่านนี้ทั้งสองยังคงต้องรับทัณฑ์ทรมานอยู่ต่ำใต้ลึกสุดแห่งขุมนรกอเวจี...อีกนานแสนนาน...
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ ซากสถานแห่งการก่อบาปก่อเวร...ทำให้เราทั้งหลายต่างต้องทอดถอนใจ...เพราะ ‘อำนาจ’ ที่เกิดจาก ‘กิเลส’ และ ‘ตัณหา’ ทำให้มนุษยชาติ ทำบาปก่อเวรไม่รู้จบสิ้น...
ตัณหาทำให้เกิดอวิชชา คือความไม่รู้ด้วยมืดบอดปัญญา...ถึงกับทำให้ลูกประหารผู้ให้กำเนิดแห่งตน...
อำนาจบาปที่เรียกว่า ‘อนันตริยกรรม’ ส่งผลโดยเร็วกับบุคคลทั้งสองอย่างทันทีทันควัน...
...พระเทวทัตถูกพระธรณีสูบในชาตินั้น...
ส่วนพระเจ้าอชาตศัตรูเองก็ถูกพระราชโอรสคือ อุทัยภัทรกุมาร ทำปิตุฆาต และเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อมา...
และน่าประหลาดอยู่อย่างก็คือ...ราชคฤห์เป็นเหมือนเมืองอาถรรพ์ เพราะมีกษัตริย์ปราบดาภิเษกขึ้นปกครองเมืองด้วยการทำปิตุฆาตมาถึงห้าชั่วคน...
เรากลับไปขึ้นรถบัสอีกครั้งเมื่อฟ้ามืดสนิท...ทิ้งคุกพระเจ้าพิมพิสาร...อนุสรณ์แห่งกรรมชั่วของพระเจ้าอชาตศัตรูเอาไว้เบื้องหลัง...ด้วยเสียงสวดมนต์จากพระ จากโยมในคณะแสวงบุญอีกครา...
ใครเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่กับมหาแหมวไม่เพียงถวายกุศลทั้งปวงที่กระทำมาให้กับพระเจ้าพิมพิสารเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปให้พระเจ้าอชาตศัตรูกับพระเทวทัตด้วย...
กรรมเป็นเครื่องหนุนนำ...
กรรมเป็นสิ่งชักพา ชีวิต...ให้เป็นไปตามกระแสแห่งวัฏฏะ!
เราวิงวอนก้อง ผลกรรมดีที่ทำมา...ช่วยนำพาสุขมาให้เหล่าดวงวิญญาณทั้งปวงให้คลายความร้อนรุ่ม...
คลายความพยาบาททั้งปวงเสียเถิด...
รถบัส...แขก...พาเราฝ่าความมืดมนลัดเลาะถนนหนทางเล็กแคบ และรายเรียงด้วยแสงตะเกียงวับแวมตลอดสองข้างทางสู่พุทธคยา...แดนดินถิ่นที่พระพุทธเจ้าทรง ‘ตรัสรู้’ พบธรรมอันวิเศษสุดครั้งพุทธกาล...
...ใจเราสงบขึ้น...เย็นขึ้น...
ด้วยพรุ่งนี้เราจะได้เข้ากราบนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์...
ด้วยรัก...จากมหาแหมว
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com