
จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 1)
พุทธคยาจ๊ะ...
เมื่อคืนเราถึงวัดไทยพุทธคยาเกือบสี่ทุ่ม ฉะนั้นอาหารเย็นจึงกลายเป็นมื้อดึกไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่มีใครบ่นหิวซักคน...เพราะยินยอมเอาเวลาที่เหลือไปเยี่ยมหมู่บ้านชาวฮินดูกับคุกพระเจ้าพิมพิสารจนล่าช้าไปนิด...
อีกวันกับการตื่นเช้า...ด้วยอาหารไทยรสอร่อยมื้อที่สองในวัดไทยพุทธคยา...มีเวลาเหลืออยู่หน่อย คุณนายทมก็เลยชวนเดินดูรอบ ๆ บริเวณวัด...ที่นี่เป็นวัดไทยที่กล้ากล่าวว่าสวยงามที่สุดก็ว่าได้ เพราะจำลองโบสถ์มาจากวัดเบญจมบพิตร ที่เป็นรูปทรงจตุรมุข...สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดไทยคือความสงบ...ร่มรื่นด้วยต้นไม้...
“ไอ้ยอดเคยบวชที่วัดเบญ...” คุณเจ๊ทมพูดกับเรา...อาจเป็นเพราะโบสถ์ที่จำลองมาจากวัดเบญจมบพิตรตรงหน้าทำให้คนเป็นแม่นึกถึงลูกชายคนโต...
“บวชเณร?” เราถาม...ด้วยรู้ว่าเจ้ายอดยังไม่เคยบวชเป็นพระ เพราะก่อนจะไปมะริกามันเคยปรารภ...
“ยอดอยากบวชเป็นพระก่อนไป...”
“ก็ดี...” มหาแหมว ‘หนับหนุน’ แถมยังแนะนำว่า “บวชที่วัดตูม...อยุธยาก็ได้ อยู่กับหลวงพ่อหมื่นอุดมแหละดี...”
ไอ้ไข่ลูกยอดของอาเจ๊ทมตั้งใจเอาไว้แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้บวชตามที่คิด เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องสอบ ELS. อะไรของมันอยู่ พอรู้ข่าวว่าทางมหา’ลัยมะริกาโอเคเนโร๋...ก็กระชั้นชิดเสียจนต้องรีบบิน...
... “จบมาค่อยบวชก็แล้วกัน...” คุณยายไข่มุกเป็นกรรมการตัดสิน...ทั้ง ๆ ที่เตรียม ‘โม’...ตามภาษาของพวกไอ้สามตัวนั้นที่มาจากคำว่า... ‘โมทนา’ แหละ...
“ตูโชคดี...” เจ๊ทมลอบถอนใจ...แต่ญาติโกโหตุทั้งหลายหน้าเบ้...
“อดจนได้!”
เรื่องของเรื่องก็คือตระกูล ‘ศิริไพบูลย์’ กับ ‘รามอินทรา’ นี่มีความเกี่ยวพันกับการเกี่ยวดองมาหลายชั่วอายุคน...แต่เท่าที่สัมผัสมามันน่าจะเปลี่ยนเป็นตระกูล ‘ล้มทับ’ ซะมากกว่า เพราะไม่ว่างานแต่งงาน ตายหรือกระทั่งงานบวช...คนเป็นแขกจะกระดี๊กระด๊า...ส่วนเจ้าภาพก็ ‘หน้าเซียว’
...จะไม่ไห้เซียวไงไหว...งานยังไม่ถึงแต่ ‘เมนู’ รายการอาหารมาก่อน
“ฉันอยากกินหูฉลาม...” ถ้าเป็นรุ่นอาวุโสจะสั่งแบบนี้...แต่ถ้าเป็นรุ่นเยาว์วิธีพูด ก็จะน่าฟังขึ้นนิดหน่อย…
“ของหนู...” หรือ “ของผมขอเป็นเป๋าฮื้อนะครับ...”
ถ้าแค่ไม่กี่คนก็ยังพอทำเนา...แต่ลูกหลานตระกูลนี้...เรียกว่ามาที ‘เป็นร้อย’ ฉะนี้ที่น่าจะมาก่อนฉะนั้น... ‘เจ้าภาพ’ จึงทำท่าเป็น ‘พังพาบ’ ตั้งแต่ยังไม่จัดงานด้วยซ้ำ...
ไม่รู้ด้วยเหตุนี้ (หรือเหตุนั้นก็ไม่ผิด) หรือเปล่าไม่รู้ คุณนายทมจึงวางแผนล่วงหน้า...
“ดีเหมือนกัน...ให้มันจบ ๆ เสียทั้งสามคนก่อนก็ดี...”
“ทำไมล่ะ?” เราอดถามไม่ได้ ซึ่งคุณนายตอบหน้าตาเฉย...
“ให้มันบวชอยู่พร้อม ๆ กัน...” มารดาของไอ้พวกทโมนทั้งสามทำหน้าแบบ ‘พิงค์แพนเตอร์’ ก่อนกระซิบเบา ๆ... “จะได้โดนล้มทับทีเดียว...”
“งั้นก็ต้องทำแบบนี้อีกงาน” เราเหน็บ
“งานไหนอีกวะ?” คุณนายทมสงกา...ขณะที่เราเน้นคำ...
“งานแต่งงานพวกมันไง...ให้มันแต่งหมู่ซะเลยดีไหม?” แต่งานนี้ ‘อาเจ๊ทม’ หน้าเบ้...อุบอิบในลำคอ...
“แล้วตูจะหาค่าสินสอดมาจากไหนตั้งสามรายหือ อีแม้ว? ”
“จะไปยากอ้าไร้...” มหาหยั่งเราทำปากจิ๊กจั๊ก... “เราก็สอนมันซิ...”
“สอนไง?”
“ถ้ารักพี่ต้องหนีพ่อ...!”
“เขาจะได้ตามยิงโอบาลทั้งแม่ทั้งลูก...” คุณทมส่ายหน้าหัวเราะ... “งานนี้ฉันขาดทุนป่นปี้...ไม่เหมือนแก...”
“ไม่เหมือน แบบไหน? ”
“ก็แกมีนังลำพู...นังลำพูเป็นผู้หญิง...” สมแล้วที่เจ๊จบอนุปริญญาสาขาพาณิชยศาสตร์การบัญชี... “ก็ต้องได้ค่าสินสอด...”
“เหอะ...” ป๊าป๋าของนัง ‘ชะนี’ ตัวเล็กสุดอย่างเราทำหน้าหน่าย... “ใครเลี้ยงมันได้...จะยกให้ฟรี...แต่มีข้อแม้...”
“ข้อแม้อะไร?” คุณนายย้อนถาม...ขณะที่อีแก้วปากแย้ที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารสามารถตอบแทน...
“ห้ามคืน!”
“พวกแกก็พูดกันไป...ยังไงนังพูมันก็น่ารักของมันเหมือนกัน...” คุณทมเข้าข้างนังชะนี...ขณะที่ตุ๊เด่นเองก็พยักหน้าเห็นด้วย...
“ใช่...นังพูน่ารัก...น่ารักแบบหมูน่ะแม่...”
คนถูกพูดถึงไม่รู้หรอกเพราะระเห็จไปอยู่โรงเรียนกินนอน นาน ๆ จะได้แวะมาเสวนาโต๊ะเหลี่ยมในบ้านเวลากินข้าว จึงไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร คนสะดุ้งจึงกลายเป็นอาเจ๊คุณนายทมของไอ้ยอดสะดุ้งแทน...
...ถ้านังแชมพูเป็นลูกหมูจริง...?
คุณนายต้องเป็นแม่หมูล้านเปอร์เซ็นต์ ตามน้ำหนักปัจจุบัน
หลังจากเดินดูรอบ ๆ วัดสักพัก คุณนายขอตัวไปทำธุระส่วนตัว เราก็เลยเดินเก็บรูปไปเรื่อย ๆ สำหรับส่งให้โลกนวนิยาย พอผ่านมาถึงประตูรั้วหน้าวัด ก็มีเด็กวัยรุ่นอายุอานามสักสิบหกสิบเจ็ดหลายคนเดินเข้ามาทักทาย...ด้วยภาษาไทยที่ดีพอสมควร...
“ซาหวัดดีคร๊าบ...”
“หวัดดี...” เรากล่าวตอบด้วยท่าทางแหยง ๆ...เพราะหลายวันที่ผ่านมาเริ่มรู้ซึ้งกับการเข้ามาผูกมิตรของเด็ก ๆ ชาวอินเดีย...ถ้าไม่ ‘ขอ’ อะไรก็ต้องมา ‘ขาย’ อะไรแน่...
“วันนี้จาปายนมัสการบุดดะคะยะ...?” หนุ่มน้อยอินเดียที่ดูท่าทางฉลาดกว่าใครในกลุ่มเอ่ยถาม...
“ใช่...ครับ...”
“พี่ชื่ออาราย?” เจ้าหนุ่มทำหน้าที่สัมภาษณ์...ชะเง้อมองกล้องถ่ายรูปด้วยความสนใจ...เราตอบไปเรื่อย ๆ ส่วนมือก็ทำงานด้วยการถ่ายรูปไป...ท้ายที่สุดก็ถูกสะกิดสีข้าง...
“พี่มีไลท์เตอร์ไหม?”
“มีอันเดียวต้องใช้...” เราตอบด้วยรอยยิ้มขัน เพราะสิ่งที่นึกไว้ไม่ผิดจากที่คิด...
พอเราปฏิเสธ...เด็กหนุ่มคนเดิมก็ดึงรูปภาพสถานที่ต่าง ๆ ที่เรามองดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นภาพพิมพ์หยาบ ๆ ราคาถูกแบบบ้านเราเอามาเสนอขาย...
“เอาไม๊...ผมขายถูก ๆ...”
“เอาแล้วไง...” มหาแหมวส่ายหน้าบอกตัวเองในใจ...ด้วยการ ‘ซูฮก’ อีปากแย้อย่างอีแก้ว... “ตูนับถือตัวรู้มันจริง ๆ” ครับจริงหยั่งไอ้ตัวรองของคุณนายมันจริง ๆ คนอินเดียมีสองอย่างที่น่ารำคาญคือการตื๊อขอกับตื๊อขายในทุกพื้นที่ ที่เราไปถึง...
เราเดินเลี่ยงกลับเข้าไปในวัด แต่เจ้าแขกหนุ่มยังไม่ละความพยายามด้วยการงัดพระพุทธรูปหินแกะออกมาเสนอขาย...แต่เราไม่เล่นด้วย ท้ายสุดเจ้าหนุ่มนั่นทิ้งทวน...
“ขอบุหรี่ตัวสิ...”
“ก็แค่บุหรี่มวนเดียว...” เรานึกอย่างนั้น...ก็เลยควักซองบุหรี่ออกจากกระเป๋า...ดึงออกมาส่งให้ไปมวนหนึ่ง...แถมท้ายจุดไฟแช็กจ่อให้ด้วย...เท่านั้นแหละขอรับ...ไอ้ที่ห้อมล้อมยืนดูกันอยู่หลายคนก็ยกนิ้วชี้ชูขึ้นด้วยกิริยาที่บอกว่า... ‘ขอบุหรี่ผมตัวนึง’ ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน...
ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว...ให้ก็ต้องให้เหมือน ๆ กัน’ มาร์โบโรซองใหม่เพิ่งแกะสูบได้ตัวสองตัวก็เรียบร้อยโรงเรียนแขกไปในพริบตานั้น...
ถ้าเป็นอีตุ๊เด่น...มันคงพูดว่า... ‘ตูละกุ้มไม่มีล.ลิงเลย’ เพราะบางคนส่งให้แล้วยังขอเอาไปทัดหูไว้อีกมวน...
ท่านมหาหยั่งเราฉากแวบออกไปจากกลุ่มอาบังวัยสะรุ่นด้วยอาการ ‘ต๊อแต๊’ แถม ‘ไม่ค่อยซะบาย’ แบบเอ๊ดดี้ผีน่ารัก...อดหันกลับมามองวิธีสูบบุหรี่ด้วยมาดเป็นสุขแบบจิ๊กโก๋ของ ‘อาบัง’ กลุ่มนั้นไม่ได้...
ใต้ร่มเงาควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในบรรยากาศที่ครึ้มด้วยเมฆบดบังความร้อนจากดวงตะวัน

ช่วงเย็นเวลา 16.00 น. ทางการเปิดประตูรั้วให้คณะศรัทธาเข้าไปกราบนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์ที่อยู่ใต้โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์อย่างใกล้ชิด

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

