
จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 3)
หลังจากถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกแล้ว...ทุกคนจึงทยอยเดินลง...(เพราะเจดีย์อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นห้าเมตร) ตามทางที่ทำเป็นขั้นบันไดลงสู่บริเวณที่ตั้งของมหาเจดีย์พุทธคยา...ที่เป็นลานกว้างล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ที่ลานกว้างล้อมรอบมีพระสงฆ์และผู้แสวงบุญทั้งหลายนั่งทำสมาธิ นั่งปฏิบัติธรรมกันเต็มไปหมด ที่ทำให้พวกเราหยุดมองดูด้วยความสนใจก็คือ ‘...พระลามะ’ ที่มาจากทิเบต...ซึ่งอยู่ในชุดจีวรสีเข้มปนแดงเหลือบม่วงนิด ๆ ที่กำลังกราบกรานมหาเจดีย์ด้วยท่ากราบแบบทิ้งตัวลงนอนราบที่เรียกว่า...
‘...กราบอย่างศิโรราบ’ เป็นจำนวนนับสิบนับร้อยครั้งจนแลดูน่าเหนื่อยแทน เพราะอากาศหนาวในเวลานั้น พระท่านยังเหงื่อท่วมตัวเลย...
...ทำไมต้องกราบเยอะอย่างนั้น...
ท่านมหาไพรัชได้แก้ข้อสงสัยให้เราเกี่ยวกับ การกราบอย่างศิโรราบของพระลามะว่า...การกราบที่ถูกวิธีคือ เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเท้า...หัวเข่า...หน้าอก และหน้าผากจะจรดพื้น ส่วนการกราบของพระลามะที่กราบกันข้ามวันข้ามคืนนั้นก็เพราะ...เวลาที่ท่านรูปไหนได้มีโอกาสมานมัสการสังเวชนียสถาน ญาติโยมทั้งหลายหรือกระทั่งพระลามะด้วยกัน เขาฝากมาให้ช่วยกราบแทนด้วย...
และฝากกันไม่ใช่น้อย ๆ น่ะขอรับ...บางคนฝากกันเป็นร้อยครั้ง...ก็ลองนึกดูเถอะครับ...คนละร้อยครั้งถ้าคนฝากมีสักสิบยี่สิบคน ต้องกราบกันข้ามวันข้ามคืนหรือไม่?
เราที่กำลังเดินผ่านพระลามะ หยุดและถ่ายภาพพระลามะ เห็นท่านเหงื่อท่วมตัวทั้ง ๆ ที่อากาศในช่วงนี้ของอินเดียหนาวจัด บางรูปกราบจนเหนื่อยก็หยุดนั่งพักสักครู่ พอหายเหนื่อยก็กราบต่อ...ฉะนั้นเราจึงไม่แปลกใจที่เห็นพระลามะหนุ่ม ๆ ของทิเบตมีกล้ามขึ้นเป็นมัด ๆ...
...เรียกว่าแข็งแรงกว่าพระสงฆ์จากชาติไหน ๆ เลยล่ะ...
คณะทัวร์เดินหายไปแล้ว แต่มหาแหมวยังคงเมียง ๆ มองอยู่ตรงนั้นด้วยความอยากรู้...ที่กราบของลามะเป็นแผ่นกระดานมันปลาบ และผู้กราบต้องมีผ้าพันมือ ผ้าที่ถูกับกระดานไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนครั้ง ทำให้กระดานแผ่นหนาเป็นรอยบุ๋มเป็นร่องลึก...พระลามะบางรูปมองแล้วไม่เหมือนพระ เพราะท่านเล่นสวมเสื้อกล้ามสีแดงปนม่วงแถมด้วยกางเกงวอร์มอย่างบ้านเราซะอีก...จนมองเผิน ๆ เหมือนพวกนักกีฬาออกกำลังกายมากกว่า...
หลังจากถ่ายรูปเสร็จ มหาแหมวรีบวิ่งตามพรรคพวกที่เข้าไปในบริเวณมหาเจดีย์ ซึ่งทุกคนไปยืนออกันอยู่ตรงช่องทางเข้าด้านหลังติดกับต้นพระศรีมหาโพธิ เราจุดธูปเทียนบูชาพระมหาเจดีย์ตรงนั้น... โดยสองฟากฝั่งของช่องทางเดินมีพระลามะจากทิเบตจำนวนหลายร้อยรูปนั่งรายเรียงสาธยายมนต์กระหึ่ม
เวลาสวดมนต์... พระลามะมีกลอง มีฆ้องตีไปด้วย บวกกับสำเนียงการสวดรัว ๆ ลงคอเสียงต่ำ ๆ ...จึงดูขลังและแปลกไปอีกแบบ...
ท่านมหาไพรัชได้อรรถาธิบายปูมหน้าและปูมหลังให้ฟังว่า...พุทธคยาเป็นตำบลหนึ่งอยู่นอกเมือง ‘คยา’ ในรัฐพิหาร หรือวิหาร ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมืองคยาอยู่ห่างจากกัลกัตตาที่เราลงจากเครื่องบินวันแรกเริ่มในอินเดียประมาณ 500 กว่ากิโลเมตร และห่างจากเมืองพาราณสีในระยะทางพอ ๆ กัน...
พูดถึง พุทธคยา หรือเมืองคยา ถือเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ทั้งฝ่าย ‘พุทธ’ และฝ่ายฮินดู...พุทธมีเจดีย์พุทธคยากับต้นศรีมหาโพธิ...ฮินดูมีโบสถ์วิษณุบาท (VISNUPAD) อยู่ริมแม่น้ำเนรัญชรากับต้นไทรศักดิ์สิทธิ์ชื่อ อักษยวัต (ARSHAYAVATA)
พระมหาเจดีย์พุทธคยาสูงจากดินถึงยอดประมาณร้อยหกสิบฟุต ด้านหลังมหาวิหารเป็นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ...ทั้งวิหารและต้นศรีมหาโพธิถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เปรียบเสมือนศีรษะแห่งโลก เพราะเป็นจุดที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ในสมัยโบราณเรียกสถานที่นี้ว่า ‘สัมโพธิ’ ดังที่พระเจ้าอโศกได้ทรงตรัสไว้...ส่วนชาวพุทธเรียกว่า ‘มหาโพธิ์’
ดังได้บอกแล้วว่า บริเวณมหาโพธิ์ปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับถนนมาก (ประมาณ 5 เมตร) ทำให้มองว่าบริเวณของวิหารทั้งหมดเป็นอ่าง หรือหลุมขนาดใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมกว้าง เข้าใจว่าเกิดจากการทรุดโทรมลงจากอดีตแล้วแผ่นดินทับถมขึ้นสูง ภายหลังเมื่อขุดค้นบูรณะขึ้นใหม่ จึงกลายเป็นแอ่งลึกอย่างนั้น...
เมื่อก้าวลงสู่บริเวณวิหาร จะเห็นเสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช ตั้งเรียงรายคล้ายเป็นรั้วกั้นรอบวิหาร อีกทั้งยังมีสถูปเล็กใหญ่เรียงรายกันอยู่มากมาย เหล่าสถูปนี้สร้างขึ้นภายหลังจากผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์ เวลามานมัสการแล้วเกิดปีติยินดีก็สร้างสถูปขึ้นถวายเป็นอนุสรณ์
ภายในมหาโพธิ์วิหาร หรือมหาเจดีย์พุทธคยา มีพระพุทธรูปหินปิดทองปางมารวิชัยที่งดงาม ประดิษฐานอยู่ มีเรื่องเล่าว่าในราวปีพ.ศ. 1100 กษัตริย์อินเดียองค์หนึ่งนามว่าศศางกะ แห่งเบงกอล เป็นพวกมิจฉาทิฐิ มีความจงเกลียดจงชังในความเจริญงอกงามของพุทธศาสนาอย่างยิ่ง จึงคิดทำลายล้างโดยจัดการทำลายพุทธคยากับต้นพระศรีมหาโพธิสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก
ศศางกะสั่งให้ทหารทำลายพระพุทธรูปในวิหารนี้ก่อน ส่วนพระองค์เองออกไปโค่นทำลายต้นศรีมหาโพธิ ฝ่ายแม่ทัพที่ถูกสั่ง แม้จะเป็นมิจฉาทิฐิแต่ก็ยังมีความเกรงกลัวบาป ไม่กล้าทำตามคำสั่ง จึงคิดอุบายร่วมกับทหารคนสนิทก่อกำแพงหุ้มพระพุทธรูปให้มิดชิด แล้วกลับไปทูลศศางกะว่า ได้ทำลายพระพุทธรูปนั้นเสร็จสิ้นแล้ว พอเวลาล่วงไปเจ็ดวันเท่านั้น ศศางกะก็รับผลกรรมด้วยบังเกิดแผลพุพองเปื่อยเน่าไปทั่วร่างกายของกษัตริย์ในบาป ท้ายสุดก็อาเจียนเป็นโลหิตสิ้นพระชนม์
...หลังจากศศางกะสิ้นพระชนม์ แม่ทัพนายกองก็รีบรื้อกำแพงออกทันที...ด้วยเหตุนี้พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวจึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสอย่างยิ่งของชาวพุทธและฮินดูในกาลต่อมา
ต้นพระศรีมหาโพธิตั้งอยู่ด้านหลังของมหาเจดีย์ ปัจจุบันเป็นต้นที่สี่มีขนาดกว้างใหญ่สามคนโอบ...อายุถึงปัจจุบัน 117 ปี...
บางท่านอาจจะถามว่า... ‘ต้นปัจจุบันไม่ใช่ต้นเดิมหรอกหรือ?’ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่...เพราะต้นศรีมหาโพธิต้นแรกถูกพระมเหสีของพระเจ้าอโศกเผาทิ้ง ด้วยเห็นว่าพระสวามีของตนเอาใจใส่กับต้นศรีมหาโพธิจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง... ว่ากันว่าต้นศรีมหาโพธิต้นแรกมีอายุ 362 ปี...
ต้นที่สองถูกพระเจ้าศศางกะโค่น...ในปี พ.ศ. 1100 สิริอายุของต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่สองได้ 817 ปี...
ต้นที่สามพบอยู่ตรงจุดเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งห่างไปจากพุทธคยาไปเล็กน้อย ต้นศรีมหาโพธิต้นนี้มีอายุยาวนานประมาณ 1158 ปี...ต้นที่สามค้นพบโดยเซอร์คันนิ่งแฮมโดยได้ค้นหาตามบันทึกของพระถังซัมจั๋ง ขณะที่ค้นพบได้เจอหน่อเล็ก ๆ สูงหกนิ้วสองหน่อในบริเวณนั้น จึงนำมาปลูกในบริเวณมหาเจดีย์พุทธคยา
...โดยหน่อหนึ่งปลูกด้านนอก... กับอีกหน่อปลูกตรงจุดเดิมที่ถูกทำลาย โดยศศางกะ!
ด้านหลังมหาเจดีย์ตรงต้นพระศรีมหาโพธิในอดีตเป็นที่โล่ง ๆ แต่ปัจจุบันถูกล้อมรั้วโดยทุนของประเทศศรีลังกา... หน้าทางขึ้นต้นพระศรีมหาโพธิ มีรอยพระพุทธบาทแกะจากหินสองก้อน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นของสร้างขึ้นภายหลังวางคู่กัน...ซึ่งพวกอาบังทุกวันนี้ใช้หมึกพิมพ์ระบายแล้วปั๊มใส่ผ้าขายผู้แสวงบุญเอากำไรกันเป็นล่ำเป็นสัน
ติดกับต้นพระศรีมหาโพธิซึ่งชิดกับผนังเจดีย์ มีแท่นหินใหญ่ยาวเจ็ดฟุตเศษ กว้างสี่ฟุตสูงสามฟุต...แท่นนี้แหละที่เรียกว่า ‘วัชรอาสน์’ หรือ ‘แท่นเพชร’ สำหรับคนใจเพชร...อันหมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงผ่าน ‘ทุกข์’ ด้วยพระราชหฤทัยอันแข็งแกร่งประหนึ่งเพชร วัชรอาสน์ในปัจจุบันเป็นแท่นที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างคร่อมแท่นเดิมที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งบำเพ็ญเพียรก่อนตรัสรู้...โดยสร้างขึ้นด้วยหินทั้งแท่ง เพื่อย้อนรำลึกว่า...เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาได้ประทับอยู่ใต้โคนต้นโพธิ์แห่งนี้ก่อนตรัสรู้ พระองค์ทรงตั้งสัจจาอธิษฐานว่า...
‘แม้หนังเนื้อ...เอ็นกระดูกจักเหลืออยู่โดยเลือดเนื้อในร่างกายจะเหือดแห้งก็ตามที...ถ้ายังไม่บรรลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะพึงได้รับ ด้วยกำลังบุรุษ...ด้วยความเพียรของบุรุษ และด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว พระองค์จักไม่ยอมทิ้งความเพียรนั้นเป็นอันขาด...’
เรียกว่า...ถ้าไม่ตรัสรูก็จะยอมตาย...ไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด!
แท่นวัชรอาสน์...ที่เห็นอยู่ มีอายุกว่า 2300 ปี โดยประมาณ จึงนับว่าเป็นของโบราณเก่าแก่ที่ตกทอดกันมายาวนานโดยมิได้ถูกทำลายลง เป็นศิลปกรรมซึ่งถือเป็นฝีมือต้นฉบับที่ดีเลิศของอินเดียเลยทีเดียว...
ภาพลามะทิเบตที่กำลังไหว้ด้วยท่าอัฎฎางคประดิษฐ์ (กราบอย่างหมอบราบคาบแก้ว) อยู่ในบริเวณมหาเจดีย์ ว่ากันว่าบางรูปกราบวันละหลายพันครั้ง ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

