การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 4) by นมัสการภันเต

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#135]

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 4)

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิที่อยู่...ณ เจดีย์พุทธคยาจะมิได้เป็นต้นเดิมเริ่มแรก แต่ปัจจุบันนี้...ต้นโพธิ์อันเป็นปฐมก็ยังมีชีวิตอยู่ที่เมืองอนุราชปุระ ในประเทศศรีลังกา...โดยพระนางสังฆมิตา ราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชได้นำหน่อเดิมจากพุทธคยาไปปลูกไว้ในครั้งที่เสด็จเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปลังกา...ซึ่งปัจจุบันถือเป็นต้นโพธิ์เก่าแก่ที่สุดในโลก...

          มหาโพธิวิหาร...หรือมหาเจดีย์พุทธคยาปลูกสร้างเป็นหอสูงรูปพีระมิดหลายตัดรอบรับสถูปซึ่งตั้งอยู่บนยอด...โดยมหาเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมประดับประดาด้วยพระพุทธรูปปางต่าง ๆ อุดมไปด้วยพุทธศิลป์งดงามละลานตา...ด้วยสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่กับศิลปกรรมอันยิ่งยง ทำให้เราขนลุก...แต่ก็ยังไม่เท่าความ ‘ปิติ’ ที่ซ่านอยู่ในหัวใจ...

          ...ปิติจากกระแสธรรม...คำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ...

          และ ‘ปิติ’ ด้วยกระแสแห่งศรัทธาของมหาชนทั่วโลกมุ่งตรงมา ณ จุดนี้!

          ...อันเป็น ‘ศีรษะแห่งโลก’ ศีรษะแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง!

          หลวงพ่อหมื่นอุดม หามุมสงบ ๆ ใต้กิ่งใบของต้นพระศรีมหาโพธิให้เราทั้งหลายในคณะได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า...

          ...เสียงสวดมนต์จากชาวไทยหลายชีวิตอุบัติก้องสรรเสริญคุณแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ในครานั้น...

          ...และท้ายสุด...คือธรรมปฏิบัติอันเกิดจากการทำสมาธิจิต...ถวายเหล่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกตลอดจนเทพยดาทั้งปวง...

          หลายคนรวมทั้งพระสงฆ์...มีน้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลพราก... ‘สุข’...จากความสงบ... ‘เย็น’ ในจิตบังเกิดกันท่วมท้น...

          ...ด้วยคุณแห่งพระรัตน...ที่พระองค์ทรงชี้นำให้!

          สาธุ...!

          ใครเป็นอย่างไรมิทราบได้ แต่มหาแหมวขณะหลับตาลงตั้งจิตภาวนาพุทโธได้เพียงชั่วครู่...ก็ย้อนคิดไปถึงพุทธประวัติคราวทรงเป็นสิทธัตถะกุมาร

          หลังจากโหราจารย์ทั้งหลายได้ทำนายว่าสิทธัตถะกุมาร จักทรงออกบวชแน่...พระพุทธบิดรจึงตรัสให้สร้างปราสาทถวายถึงสามแห่ง ในฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูฝน อีกทั้งให้บำเรอความสุขด้วยกามคุณทุกวิถีทางอันเป็นที่ตั้งของกามราคะทั้งสิ้น...
         
          ...หากทุกประการมิอาจปิดกั้น...มหาบุรุษอย่างพระองค์ได้ การเอาชนะ...กิเลส...ตรงนี้ สมแล้วที่พระองค์ทรงอุทานเมื่อ ‘ตรัสรู้’ แล้วว่า... ‘อัคโค หะมัสมิ โลกัสสะ’... แปลว่า ‘เราผู้เป็นเลิศในโลก’

          ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงมุ่งมั่นหาทางตรัสรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญเพียรทางทุกรกิริยาสารพัดหนทาง ไม่ว่าจะเป็นการกลั้นลมหายใจ...อดพระกระยาหารจวนเจียนพระชนม์แตกดับ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...นับว่าเป็นความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยากที่นักบวชหรือศาสดาองค์ใดเสมอเหมือน...

          และท้ายที่สุดพระองค์ทรงเห็นว่า อันความเพียรนั้น ถ้าหย่อนยานก็เสียผล แต่ถ้าตึงเครียดเกินไปก็ผิดพลาด...

          ...พระองค์จึงทรงเลือกเอาทางสายกลาง...ทั้งกายและใจ...

          ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้... พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าเคยเสวยสุขในทางกามคุณมาก็มาก...(กามสุขัลลิกานุโยค) ปฏิบัติทางทุกรกิริยามาก็เต็มที่แล้ว (อัตตกิลมถานุโยค) ทางทั้งสองนี้จะไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุจุดหมายปลายทางได้เลย...

          และพระองค์ทรงค้นพบทางสายกลาง โดยทำใจให้ตั้งมั่นมุ่งตรงลงใน ศีล...สมาธิ ปัญญา จนรู้แจ้งในอริยสัจ เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จึงสามารถเข้าถึงวิมุตติอริยะมัคคญาณได้ในที่สุด...

          เมื่อนึกได้ดังนั้น พระองค์จึงเปลี่ยนความตั้งใจ เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยากลับใจเสวยพระกระยาหาร เพื่อบำรุงพระวรกาย ขณะนั้นปัญจวัคคีย์ทั้งห้ารู้เข้าก็เสียใจ พากันหลีกหน้าไป พระพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าภายหลังว่า...

          “ครั้นเราตถาคตกลืนกินอาหารหยาบ ปัญจวัคคีย์พากันหน่ายเรา พากันหลีกไปด้วยคิดว่า เราสมณโคดมเป็นคนมักมากคลายความเพียรเสียแล้ว...”

          หลังจากพระพุทธเจ้าทรงรับบิณฑบาตข้าวสุกกับนมจากนางสุชาดาแล้ว...ประทับนั่งใต้โคนต้นศรีมหาโพธิ...ทรงพิจารณาว่าอะไรหนอจึงเป็นหนทางทำให้หลุดพ้นออกจากความทุกข์อันมีชาติ...ชรา มรณะ โสกะปริเทวะเสียได้...ทรงสืบสาวไปหาเหตุ...ปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็พบว่า...

          ชาติ...มีอยู่นี่เอง ความแก่ความเจ็บ...ความตายจึงตามมา...

          คือถ้าคนเรา... ‘ไม่เกิด’ เสียอย่างเดียว ‘ความทุกข์’ ก็ไม่มี...ทรงค้นหาสาเหตุไปเรื่อย ๆ จนพบลูกโซ่สำคัญ...ที่เรียกว่า ‘ปฏิจจสมุปบาท’ ทั้งฝ่ายทำให้เกิดและฝ่ายทำให้ดับได้...

          ...เพราะชาติมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี...เพราะภพมีอยู่จึงทำให้ชาติมีต่อไป...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนาปัสสะ ตลอดจนอวิชชา เป็นปัจจัยทำให้เกิดสังขาร...นี่เป็นฝ่ายทำให้เกิด...

          ทรงพิจารณากลับกันก็เห็นว่าเมื่ออวิชชายังมีอยู่ สังขารจึงมี เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี ตลอดจนถึง ชาติ ชรา มรณะ คือความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า...

          “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง (หมายถึงความรู้แจ้ง) ได้บังเกิดแก่เรา ในธรรมที่บังเกิดและไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า...ทั้งหมดนี้เป็นฝ่ายข้างเกิด คือทำให้ ชาติ ชรา มรณะเกิดขึ้น”

          หลายท่านอาจจะแย้งว่า...พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยการค้นพบ ‘อริยสัจสี่’ มิใช่หรือ...

          คำตอบคือ ‘ใช่’ แต่หลักปฏิจจสมุปบาทดังกล่าวเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เป็นทุกข์ตัวแท้ของส่ำสัตว์ที่ต้องว่ายวนอยู่ในวัฏฏะตลอดกาล...
         
          ...อวิชชา...คือความไม่รู้
         
          ความไม่รู้ทำให้หลงผิด...เมื่อขจัดตัวไม่รู้ ตัวหลงผิดได้...ก็จะรู้...ก็จะตื่น...ดังคำว่า ‘พุทโธ’ คือผู้ตื่น...ตื่นจากอวิชชา...ตื่นจากกิเลสตื่นจากตัณหาทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง!

          ...ตรงนี้เป็น ‘แก่น’ ของพุทธศาสนา...ครับท่าน...

          เป็นครั้งแรกที่เราได้นั่งปฏิบัติสมาธิกันนานกว่าชั่วโมง แต่รู้สึกคล้ายนั่งประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น.. .ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมกราบลาพระมหาเจดีย์...ต้นศรีมหาโพธิเป็นการชั่วคราว เพราะเรามีหมายกำหนดการไปเที่ยวชมวัดภูฐาน...วัดทิเบต อีกทั้งหมู่บ้านของนางสุชาดาเป็นรายการต่อไป...

          ก่อนจะกลับมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิอีกครั้งในช่วงหกโมงเย็น เพราะทางเจ้าหน้าที่จะเปิดรั้วให้เข้าไปข้างในบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิในเวลานั้น...

          “ไม่รู้จะล้อมรั้วทำไม...?” คุณนายทมอุบอิบกับเรา...เพราะรู้ว่าเมื่อก่อนสมัยที่ทางศรีลังกายังไม่ได้ล้อมรั้วไว้ ผู้แสวงบุญทั้งหลายมีสิทธิเข้าไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิอย่างใกล้ชิดได้ทุกเวลา...

          ...หากปัจจุบันจะเปิดให้เข้าไปวันละครั้ง...ช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม...ด้วยเหตุผลที่ว่า...ศรีลังกาได้ทำรั้วกั้นชั้นในเป็นทองคำแท้ไว้...จึงต้องทำรั้วเหล็กกั้นอีกชั้น เพราะกลัวถึงโจรกรรมรั้วทองคำข้างใน...

          “...เวรกรรม!...” อาเจ๊ทมทอดถอนใจ... “จะทำเอาไว้ทำไม...ไม่เห็นอยากกราบรั้วทองของศรีลังกาซะหน่อย... คนมาอินเดียก็อยากเข้าไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิกันทั้งนั้น...”

          เราเดินกลับออกมาอีกครั้ง ในขณะที่ลุงเชียรกับคุณนายทมไปด้อม ๆ มอง ๆ พระลามะทิเบตกราบแบบศิโรราบตรงลานชั้นนอก...มิหนำซ้ำยังขออนุญาตพระลามะขอทดลองกราบบ้าง...ซึ่งก็ได้ผลตามคาด...

          ...ทั้งพี่ทั้งน้อง ลูกสาวกับลูกชายคุณยายไข่มุก...

          ‘ตะหมูกเกือบหัก...’ ก็แหม...กราบแบบลามะ น่ะมันง่ายซะที่ไหนเล้า...

          กราบแบบทิ้งทั้งตัว ถ้าไม่แข็งแรงพอ...มือที่เท้าลงกับพื้นถ้ายันเอาไว้ไม่อยู่...หน้าจะฟาดลงพื้นกระดานมีหวังฟันฟางหักป่นปี้

          “เจ็บไหมลุง? ” เราถามลุงเชียรไอ้หนูของคุณยายไข่ เพราะเห็นคลำจมูกป้อย ๆ...

          “นิดหน่อย...” พี่ชายของคุณนายทมอุบอิบ...นี่ขนาดเคยเป็น ‘ตะหานเรือ’ มานะ...ถ้าเป็นอย่างมหาแหมวคงแย่...

          “คุณนายล่ะ?” เราถามมารดาของไอ้สามหนัง ซึ่งคุณนายหัวเราะ... “สนุกดี...ไม่เจ็บหรอก...”

          ก็ไม่แปลก...มหาแหมวพยักหน้าเชื่ออย่างที่คุณนายพูด ไอ้ที่ล้มลงดังแผละแล้วไม่เจ็บก็คงเป็นเพราะ ‘ไขมัน’ ของคุณนายเป็นเกราะบำบังแหง ๆ

          ...แต่ถ้าเป็นมหาแหมว ‘กระดูก’ หักแน่!...


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพลามะทิเบตที่กำลังไหว้ด้วยท่าอัฎฎางคประดิษฐ์ (กราบอย่างหมอบราบคาบแก้ว) อยู่ในบริเวณมหาเจดีย์ ว่ากันว่าบางรูปกราบวันละหลายพันครั้ง ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com