
จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 6)
ออกจากวัดภูฐาน เราแวะไปเยี่ยมชมวัดทิเบตที่อยู่ติด ๆ กัน ไม่มีอะไรมากนอกจากได้เห็นศิลปะคล้าย ๆ กับวัดภูฐาน เพียงแต่ดูพราวพรายน้อยกว่าเท่านั้น...ผนังโบสถ์เป็นภาพจิตรกรรมแบบวัดไทย ต่างกันที่ศิลปะซึ่งของทิเบตจะมีลักษณะเป็นภาพเหมือนจริงมากกว่า...
ออกจากวัดทิเบตเราต้องกลับวัดไทยพุทธคยาเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน เป็นอีกมื้อหนึ่งกับอาหารไทยในอินเดียของเรา...นี่คือความประทับใจอันหนึ่งสำหรับแดงสยามการท่องเที่ยว เพราะคุณแดงบอกกับเราว่า...
...อาหารอินเดียทานยาก!...
ดังนั้น...คุณเธอจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะอาศัยวัดไทยเป็นหลัก กับการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารสำหรับลูกทัวร์ อีกทั้งพยายามหอบทัพสัมภาระเครื่องครัวและอาหารติดรถบัสไปด้วยสำหรับปรุงอาหารให้พวกเราได้รับประทานระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทาง...
“ไปอินเดียต้องระวังเรื่องน้ำ...เรื่องอาหาร” ประโยคนี้เป็นประโยคที่ทุกคนได้ยินได้ฟังมาบ่อย...โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อินเดียมักจะเกิดโรคระบาดอยู่เสมอ...
... “เราจะไม่เสี่ยงเรื่องอาหารกับน้ำ!” เป็นคำยืนยันและนั่งยันนอนยันของหัวหน้าทัวร์สาว...(สวยหรือเปล่าต้องดูเอาเอง)
อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้าคณะ...พร้อมกับพักผ่อนเป็นชั่วโมง ๆ จนบ่ายคล้อย พวกเราจึงถูกต้อนขึ้นรถอีกครั้งเพื่อไปนมัสการพระพุทธรูปที่รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างขึ้น ณ พุทธคยา...หลายคนในคณะตื่นเต้นกับพระพุทธปฏิมากรขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้ง แต่เรากับคุณนายหันมามองกันด้วยร้อยยิ้ม...
...เพราะเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ‘เรา’ อยู่ที่ญี่ปุ่น... และเห็นพระพุทธรูปอย่างเดียวกันแต่ใหญ่กว่าเท่าตัวที่นั่นมาแล้ว...
“ญี่ปุ่นชอบสร้างอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ...” คุณนายหันไปพูดกับลุงเชียร ซึ่งคนเป็นพี่ชายหัวเราะตอบ...
“อย่างน้อยก็เป็นการแสดงว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่! ”
อาจจะจริงอย่างลุงเชียรว่าก็ได้ เพราะพุทธศิลป์จากฝีมือมนุษย์ สามารถบอกอะไรเราได้หลาย ๆ อย่าง...
พระพุทธรูปสามารถบอกประวัติศาสตร์ บอกเหตุการณ์บ้านเมืองในแต่ละยุคสมัยได้!
ดูอย่างพระพุทธรูปสุโขทัย...รูปร่างสะโอดสะองรูปพักตร์เรียวงามเหมือนสตรีที่นักนิยมพระให้คำจำกัดความว่า ‘หน้านาง’ ถ้าให้ทายก็ต้องบอกว่า คนในยุคนั้นรูปร่างหน้าตาสวย เป็นบ้านเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข เพราะพระพักตร์แห่งองค์พระพุทธปฏิมากรแลดูสงบนุ่มนวลมีเมตตา...
ส่วนพระพุทธรูปสมัยลพบุรีกับอู่ทองดูดุดันน่ากลัว...เค้าหน้าเป็นสี่เหลี่ยม พระขนงหน้าเป็นสัน...ซึ่งเค้าหน้าของคนยุคนั้นน่าจะละม้ายกัน...
พระพุทธรูปสมัยลพบุรีส่วนมากจะเป็นศิลปะ ‘ทรงเครื่อง’ คือรูปพระพุทธปฏิมากรประดับศิราภรณ์ลักษณะกษัตริย์ แสดงถึงความยิ่งใหญ่อลังการ อันเปรียบเสมือนความยิ่งใหญ่แห่งผู้เป็นเจ้าแผ่นดินในยุคนั้น...
ลพบุรีในอดีตเป็นนครของพวก ‘ขอม’ หรือพวก ‘ละโว้’ ที่เรืองอำนาจสูงสุดทั้งฝ่ายอาณาจักรและ ศาสนจักร...
...พระพุทธรูปจึงแสดงศิลปะอันน่าเกรงขาม และบึกบึนกว่าทุกสมัย
เราออกจากบริเวณนั้นเมื่อตอนบ่ายจัดจนเกือบเย็น...เพราะต้องไปยังแม่น้ำเนรัญชราและข้ามไปยังหมู่บ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามหมายกำหนดการ...
ทุกคนขึ้นรถบัสแขกอีกครั้ง โดยใช้เวลาไม่กี่นาทีก็จอดลงริมฝั่งมหานทีในพุทธประวัติ เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงลอยถาดอธิษฐานให้ประจักษ์แจ้งว่า พระองค์จะสำเร็จในจุดมุ่งหมายถึงการสิ้นสุดแห่งพรหมจรรย์หรือไม่...
แม่น้ำเนรัญชราที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่อยู่ตรงหน้า สร้างความรู้สึกผิดหวังกับเราอย่างยิ่ง
...เพราะที่เห็นมิได้เป็นแม่น้ำกว้างใหญ่อย่างคิด
แต่เป็นคล้ายผืนทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา...
พวกเราทุกคนต่างถอดรองเท้า เพราะต้องลุยผืนทรายข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นบ้านของนางสุชาดา และทันทีที่ก้าวลงสู่แม่น้ำที่มีผืนทรายชุ่มน้ำ หลวงพ่อหมื่นอุดมได้ร้องบอกต่อญาติโยมว่าให้ระวัง ‘กับระเบิด’ ทุกคนหัวเราะเพราะนึกว่าหลวงพ่อล้อเล่น แต่ท่านมหาไพรัชอธิบายต่อ...
... “คำว่ากับระเบิดของหลวงพ่อหมื่นก็คือ กองอึของพวกชาวพาราแขกทั้งหลายที่ใช้ผืนทรายแทนส้วม...”
ซึ่งก็จริงอย่างท่านมหาว่า เพราะเมื่อเราเดินข้ามไปสักพักใหญ่ ก็สามารถเห็นประชาชนขาวอินเดียทั้งชายหญิง...ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั่งยอง ๆ อยู่ริมฝั่งกันหน้าสลอน...เพื่อทำกิจส่วนตัวอย่างสุขารมณ์...
“...พวกอินเดียไม่นิยมทำสุขา...” ท่านมหาไพรัชวิทยากรของเราอธิบาย “แต่ใช้ผืนดินผืนหญ้าเป็นโอเพ่นแอร์ทอยเล็ต...”
เรามาได้ความรู้ใหม่ที่นี่... ‘คนฮินดูไม่ถ่ายซ้ำที่กัน...’ ลุงเชียรถึงกับครางอ๋อย...
“มิน่าล่ะ...เวลาเป็นห่าทีตายกันเป็นเบือ...”
“แค่เป็นห่า...ยังแย่...ถ้าเป็นโหงด้วยคงหมดประเทศแน่...” คุณนายสมทบ...ขณะที่ทุกคนต้องทำเมินหน้าไม่มองชาวแขกที่กำลังปลดทุกข์อยู่ไกลออกไม่มาก...
...ที่ไม่มองคงไม่ใช่กลัวพวกภารตชนอายหรอกครับ... ผมว่าพวกเราน่ะแหละอายซะเอง!
ตลอดเส้นทางที่เดินข้ามฝั่งไป สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นก็คือซากกองไฟที่ยังเหลืออยู่ให้เห็น...เป็นหย่อม ๆ กองไฟเหล่านั้นคือซากที่เหลือจากการเผาศพของชาวฮินดู...บางจุดยังคงเหลือเศษถ่านเศษเสื้อผ้าแม้กระทั่งกระดูกคนตายกระจัดกระจายอยู่อย่างนั้น...
“ชีวิตชาวอินเดียเรียบง่าย...” คุณนายทมเอ่ยปากกับเราที่กำลังถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ... “อยู่กับดิน...เผาบนดินเผาเสร็จกวาดลงแม่น้ำ...”
มหาแหมวถอนหายใจ...เพราะตลอดทางเดินบนผืนทราย มีกระดูกมนุษย์กระจัดกระจายเรี่ยราดไปทั่วทิศ...เรายืนปลงสังเวช...
...ชีวิตมนุษย์ ท้ายสุดก็เหลือเท่านี้!
“แม่หนูอี๊ดชาติที่แล้วคงเป็นพวกอินเดีย...” อีแก้วปากแย้เคยวิจารณ์มารดาของมัน เพราะบ่อยครั้งที่คุณนายเคยสั่งเสีย...
“ถ้าฉันตายไม่ต้องทำบุญสวดศพให้ฉัน...” แถมยังย้ำนักย้ำหนา... “ฉันบริจาคศพไว้แล้ว เรียกโรงกะยาบาลมาเอาไป...หรือไม่ก็เผามันกลางดินนั่นแหละ เผาเสร็จเอาขี้เถ้าเอากระดูกไปไว้โคนต้นไม้จะได้เป็นปุ๋ยให้พวกมัน! ”
“ไอ้อย่างหลังพอทน...” ตุ๊เด่นทอดแบบไม่ต้องถอน “แต่อย่างแรกของแม่ท่าจะไม่เวิร์ค...”
“ทำไม?” คุณนายสงกา ซึ่งมันอธิบายได้ไม่ยาก...
“อ่างดองศพคงไม่พอ...”
คุณนายหน้าเบ้แต่ไม่เถียง อย่างน้อยตนต้องรู้จักตน...ขนาดไดอด...จนเหงื่อซิบยังไดเอทไม่ลง...
...น้ำหนักเท่ารุ่นเฮฟวี่เวทเด๊ะ!
“เผาน่ะดีแล้วเจ๊...” ไอ้ยอดออก ‘ฟามเห็น’ เพราะมันรู้ว่า... “อย่างน้อยก็ไม่อุจาดตาพวกหมอพวกพยาบาล...”
“เรื่องของพวกแก” คุณนายค้อนควัก... “ฉันตายแล้ว พวกแกจะทำยังไง...ถึงตอนนั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว...”
นั่นคือการพูดหยอกล้อกันในครอบครัว หากแท้จริงพวกทโมนทั้งสามตัวมันรู้...มารดาของมันเป็นยังไง...? ทมยันตีสอนลูกเสมอ...เรามาจากดิน...มาจากธรรมชาติและท้ายสุดจักกลับคืนสู่ธรรมชาติเสมอ...หลายครั้งที่คุณนายออกไปเป็นวิทยากรพูดเรื่องธรรมะให้ใครต่อใครฟัง...
...มนุษย์ยืมธาตุหยาบจากโลกมาใช้...
ท้ายสุดก็ต้องคืนให้โลก...ไม่มีใครเอาอะไรจากโลกไปได้ แม้แต่เศษเถ้าธุลี...
เราเดินผ่านเศษกระดูกไปด้วยความรู้สึกสังเวชใจ...ผ่านแม่น้ำเนรัญชราที่พระพุทธเจ้าเคยใช้เป็นที่เสี่ยงสัจจาธิษฐานมาด้วยความรู้สึกหลายหลากในหัวใจ
...มาอินเดียครั้งนี้...ได้อะไรต่อมิอะไรมากมายเกินคุ้ม...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
