การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 7) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#138]

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 7)

          แม่น้ำเนรัญชราแม้จะมีน้ำเหลือเพียงคล้ายบ่อน้ำซับหน้าแล้งแถบอีสานบ้านเฮาก็เตอะ แต่จากสองฟากฝั่งที่มีแต่ผืนทรายขวางกั้น มีระยะทางกว้างไกลเป็นกิโลเมตร ฉะนั้นกว่าจะเดินข้ามไปได้ก็เล่นเอาเหงื่อซึมไปเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้ในอินเดียเป็นหน้าหนาว...อากาศเย็นสบาย...ญาติโยมยังพอไหว...แต่หลวงปู่เมี้ยนหรือท่านพระครูพุทธสิริวัฒน์ที่มีอายุกาลถึงแปดสิบ ต้องหยุดนั่งพักเป็นระยะ ๆ

          เราหันไปมองคุณนายทมซึ่งปีนี้อายุย่างหกสิบ และชอบเป็นโรคไมเกรนบ่อย จนไอ้พวกทโมนสามตัวส่ายหน้าแบบ ‘ต๊อแต๊’ แทน ‘มาตา’ ของมัน...

          “โรคเวร...โรคกรรม...โรคตะบวย...” อีตุ๊เด่นที่ออกจะทุกข์ร้อนกว่าใคร เพราะมันเป็นลูกคนเล็กที่ระยะหลังอยู่กับแม่มากกว่าเจ้าสองตัวที่ไปอยู่มะริกา...บ่นงึมงำ...

          ...ไอ้โรคเวรโรคกรรมเราเคยได้ยินมาบ้าง แต่โรค ‘ตะบวย’ ไม่เคยรู้มาก่อน!

          “ชาติก่อนต้องเคยบีบขมับทับเล็บคนมาแน่...” มหาแหมวสันนิษฐาน...เพราะอาการไมเกรนของคุณทม เวลาเป็นหนักถึงกับนอนดิ้นพราดน้ำตาซึม...การรักษาไม่ยาก...แค่เปิดแอร์เย็น ๆ กินยานอนหลับแล้วก็นอนยาว ๆ ...ถ้าวันไหนค้างคาเรื่องต้นฉบับมาก ๆ คุณเจ๊ก็ต้องตะกายขึ้นเกาะโต๊ะหนังสือ...(อาการแบบนั้นจริง ๆ ) ทู่ซี้เขียนไป...พอทนไม่ไหวก็ชะโงกหน้าไปตรงหน้าต่างอาเจียนเป็นระยะ ๆ ที่ออกมาไม่มีอะไรหรอก มีแต่น้ำลายเหนียว ๆ เท่านั้น...

          และที่ลำบากสำหรับคนป่วยโรคไมเกรนอย่างคุณนายทม ก็คือเวลาเป็นขึ้นมา ข้าวปลาอาหารอย่าได้หวังว่าจะกินแม้สักคำ...เพราะเข้าไปเท่าไหร่...ออกมาเท่านั้น...สิ่งที่พอจะเฉียดเข้าท้องได้บ้างก็คือ ‘น้ำข้าว’...

          โรคไมเกรนของคุณนายทมระยะหลังเป็นถี่ขึ้น โดยเฉพาะ ‘หน้าร้อน’ โรคตะบวยของอีตุ๊เด่นจะมาเยือนโอบาล (กบาล) มารดาของมันแทบจะวันเว้นวัน...

          พูดถึงเรื่องนี้...ทำให้คิดถึงอาเตีย...อาเตีย คือครูอาจารย์คนแรกที่สอนให้เจ๊ทมรู้จักการทำสมาธิ...อาเตียของเจ๊ทม ส่วนใหญ่คนจะรู้จักท่านในนาม ‘เซียนสู’ หรืออาจารย์สู พรหมเชยธีระ

          อาเตียมีนิวาสสถานอยู่ที่ชลบุรี...ท่านเป็นฆราวาสที่โกนศีรษะนุ่งห่มผ้าขาวถือศีลกินเจตลอดระยะเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต...

          ในอดีตในยามว่าง คุณนายทมจะขับรถไปหาท่านที่ชลบุรีทุกบ่อย ๆ ที่ไปแรก ๆ ก็คือไปนั่งดู...นั่งฟัง... เหตุเช่นนั้นเพราะ อาเตียเวลาพูดอะไรสักทีจะแปลกกว่าชาวบ้านไม่เหมือนคนธรรมดาพูดกัน…

          “วิธีพูดของอาเตียเป็นตรรกะ...เป็นแบบเซน!...

          เคยมีคนจบด็อกเตอร์มานั่งสนทนากับอาเตีย...และถูกอาเตียถามว่า... “คุณจบด็อกเตอร์มารู้อะไรบ้างล่ะ? ”

          “ก็รู้เยอะเหมือนกัน...” ท่านด็อกเตอร์ตอบ...ซึ่งอาเตียเซียนสูหยิบแก้วน้ำขึ้นมาวางตรงหน้าแล้วถามผ่านด็อกเตอร์ผู้นั้นว่า...

          “คุณรู้ไหมนี่คืออะไร? ”

          “แก้วน้ำ...” ท่านด็อกเตอร์ตอบชัดถ้อยชัดคำ...แต่อาเตียหัวเราะเบา ๆ...

          “มีคนรู้มากกว่าคุณอีก...” และอาเตียอธิบายต่อ... “คนซื้อรู้ว่าแก้วใบนี้ขายราคาเท่าไหร่...คนขายรู้ต้นทุน...แต่ก็ไม่เท่าคนทำรู้ว่าส่วนผสมมีอะไรบ้าง...”

          ท่านด็อกเตอร์ยิ้มรับ...เชิงยกย่องภูมิปัญญาของเซียนสู...และอาเตียเซียนสูยังอรรถาธิบายต่อ...

          “ถ้าเกิดมาได้ยินคนอื่นเรียกแก้วน้ำว่าเก้าอี้... คุณก็ต้องเรียกว่าเก้าอี้ตามใช่ไหม...รู้อย่างนี้เรียกว่า รู้สมมุติรู้แบบบัญญัติเท่านั้น...ซึ่งต่างกับการรู้ในทางธรรม...เป็นการรู้ในสิ่งที่เป็นสัจจะเป็นปัญญาธรรมแท้จริง! ”

          กับตัวอย่างอีกเรื่อง มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งที่เต้านม...มาหาอาเตียให้ช่วยรักษา...ซึ่งท่านเองก็เมตตารักษาให้...

          ...ท่านรักษาทั้งการเจียดยาจีน...และใช้สมาธิจิต!

          จะด้วยบุญเก่าของผู้หญิงคนนั้นหรือ...อำนาจจิต อำนาจยาของอาเตียก็มิอาจรู้ได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นหายจากโรคภัย ท้ายสุดกับการไปพบแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับคำยืนยันอย่างพิศวงว่า...

          “คุณหายแล้ว...หายได้ยังไงก็ไม่รู้...?”

          แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งก็ยังไม่อยากเชื่อ ทั้ง ๆ ที่แน่ใจว่าต้องผ่าตัดเต้านมทิ้งแน่...แต่ปัจจุบันนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ยังมีอาการสามสิบสองครบดุจเดิมทุกประการ...

          วันที่รู้ผลตรวจโรคว่าหาย...คนเคยเป็นมะเร็งเต้านมและมากราบขอบคุณอาเตียของคุณนายทมพร้อมกับถามค่ารักษาพยาบาล...

          “ท่านจะคิดค่ารักษาเท่าใดคะ? ”

          เซียนสู หัวเราะเบา ๆ ก่อนย้อมถามเบา ๆ ... “นมคุณราคาเท่าไหร่ล่ะ...?” ก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำว่า... “นมคุณราคาเท่าไหร่ ฉันคิดราคาเท่านั้นแหละ...”

          ผลที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็นิ่งใบ้...เป็นที่รู้กันทั่วหน้าว่า อาเตียไม่เคยคิดค่ารักษาพยาบาลใคร นอกจากดูอาการแล้วเขียนใบสั่งยาประเภทสมุนไพรจากร้านขายยาจีนให้ไปซื้อเอง...ถ้าเป็นคนยากคนจนท่านจะออกเงินให้เท่าที่มี...

          อย่าว่าแต่คิดค่ารักษาเลย...บางครั้งข้าวของในบ้านหรือของที่ลูกศิษย์ลูกหาเองเอาไปฝาก หากมีใครสักคนเอ่ยปากขอ...จะได้ยินอยู่ประโยคเดียว...

          “เอาไปสิ! ”

          ท้ายสุดข้าวของก็เกลี้ยงบ้านเกลี้ยงช่อง...เพราะคนมักมากในสังคมมีเยอะกว่าคนเอามาให้ คุณนายทมที่เซียนสูรับเป็นลูกสาวคนโตถึงกับโวยวาย...

          “ไอ้พวกโลภ...”

          แต่อาเตียหัวเราะบอก... “ของนอกกายอาอี๊ด...” แถมยังเผยความจริง... “เตียตั้งสัจจะเอาไว้...ใครมาต้องให้! ”

          “จริงหรือเปล่าอาเตีย?” คุณนายถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ขณะที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบ ‘พิงค์แพนเตอร์’ เสือสีชมพูประดับใบหน้าลูกสาวบุญธรรมของเซียนสู

          “จริงสิ!” อาเตียหลงกลอาอี๊ดจนได้ ด้วยการเน้นคำ... “ใครขอต้องให้”

          “งั้นของทุกอย่าง...ตู้เย็นทีวี...ของใช้ในห้องนี้กับที่คนเอามาให้ในวันหน้า อี๊ดขอทั้งหมดได้ไหม?” คุณเจ๊ทมวันนี้ทิ้งไพ่ตาย... “ใครมาขอต้องถามอี๊ดก่อน...”

          จะไปเหลืออะไรล่ะครับ อาเตียก็จำต้องพยักหน้าตอบแบบคนจีนที่ยังพูดไทยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นัก...

          “ล่าย ๆ...” แถมท้ายอีกคำ... “อาอี๊ดอีฉลาด”

          เพราะเวลาใครมาขอ...อาเตียจำต้องพูดความจริง...

          “ต้องขอกับอาอี๊ด...”

          แต่อาอี๊ดก็มิได้เอาไปไหน...อาอี๊ดยังวางอยู่ตรงนั้นถึงวันนี้...ไม่อย่างนั้นป่านนี้บ้านอาเตียเซียนสูคงเหลือแต่เสากับฝาบ้าน

          วันหนึ่ง...อาเตียนึกยังไงก็ไม่รู้ สั่งให้เจ๊ติ๊กลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองนั่งสมาธิกำหนดดูร่างกายของคุณนายทม...เจ๊ติ๊กใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ก็หันไปพูดภาษาจีนกับอาเตียเบา ๆ ...พอรู้เรื่องอาเตียก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ท่านหรี่ตาลงเล็กน้อยเป็นอาการที่ทุกคนรู้ว่าอาเตียกำลังกำหนดจิตพิจารณา...

          ไม่ถึงอึดใจ...เซียนสูก็หันมาบอกกับคุณนายทมเบา ๆ ... “อาอี๊ดเอ้ย...อาติ๊กมันเห็นจุดดำ ๆ ในหัวอาอี๊ด เตียเลยดูให้อีกทีก็จริงอย่างอีว่า...”

          “ไม่มีอะไรมากหรอก...ถ้าปกติก็ต้องผ่าตัด...เตียรับรองว่าปลอดภัย...” อาเตียเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ... “แต่ถ้าไม่ผ่า...อาอี๊ดต้องทนปวดหัวตลอดชีวิตเอาไหม...เตียจะรักษาให้! ”

          แหงแซะ...ตาแป๊ะไก๋...เรื่องหวงหัวหวงผมไม่มีใครเกินอาเจ๊คุณทมของไอ้ยอดไปได้...ขนาดตั้งใจบวชในระยะสุดท้ายชีวิต ยังไม่ยอมโกนหัวบวชเลย...

          “ถ้าจะบวชฉันจะเป็นชีไม่โกนผม...”

          “ก็ได้แค่ชีพราหมณ์...” เราทักท้วง หากคุณนายมิสน...

          “เรื่องของตู...โกนหัวแล้วดูน่าเกลียด...”

          “ยังไงก็ยังติดสวยติดงามอยู่แหละว้า...” ท่านมหาหยั่งเราส่ายหัวด๊อกแด๊ก...

          “ก็เรื่องของตูอีกแหละ...” คุณนายไม่สนคำนินทา แถมยังให้ ‘ฟามรู้’ ต่อท้าย... “คนสมัยก่อนโดยเฉพาะผู้หญิงถ้าถูกโกนหัวทัดดอกชบาแดง...แล้วแห่ประจาน หมายถึงพวกแพศยา...”

          “ก็เราไม่ได้ทัดดอกชบาแดงซะหน่อย...” อีตุ๊เด่นแย้งกลางวงข้าว...แต่คุณนายยอมเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ...

          “ยังไงตูก็ไม่โกนว่ะ...”

          คงด้วยประการฉะนี้...คุณเจ๊ทมเลยเลือกประการหลัง...ย้ำคำกับอาเตีย... “อี๊ดเอาไม่ผ่าตัดเพราะผ่าตัดต้องโกนหัว น่าเกลียดออก...”

          “ปวดหัวหน่อยนะอี๊ด ทรมานด้วย...” อาเตียบอกสรรพคุณโรคไมเกรนล่วงหน้า...

          “ปวดก็ยอม...” คุณนายทมยืนยัน แถมนั่งยันอีกตะหาก อาเตียก็เลยต้องตามใจ...ก่อนลากลับในวันนั้นผู้ทรงภูมิจิตอย่างเซียนสูก็นัดแนะคนที่เป็นเหมือนลูกสาวคนโตในครอบครัวให้มาวันหลัง...แต่ให้มาแต่เช้ามืดก่อนอาทิตย์ขึ้น...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com