การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 8) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#139]

จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนที่ 8)

          ครั้นถึงวันนัดหมาย คุณนายทมก็ขับรถจากกรุงเทพฯ ไปชลบุรี...เมื่อไปถึงอาเตียพาคุณนายไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงชานบ้าน เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา เซียนสูก็หันหน้าไปเพ่งมองดวงอาทิตย์ยามเช้าเป็นอารมณ์... ในลักษณะการเพ่ง ‘เตโชกสิณ’ นานหลายนาทีจึงหันกลับมาสั่งให้อาอี๊ดเงยหน้าขึ้น...

          คุณนายเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนนั้นดวงตาของอาเตีย แดงฉานเป็นสีเลือดทั้งสองข้าง…

          ...ท่านใช้เตโชกสิณ...หยุดยั้งเนื้องอกจุดเล็ก ๆ ในสมองของทมยันตี...

          เมื่อเสร็จพิธีท่านสั่งให้อาอี๊ดที่เป็นเช่นลูกสาวคนโตในตระกูล ให้หันหลังกลับบ้านในทันที โดยไม่ต้องหันกลับมามองอะไรทั้งสิ้น ต่อให้สงสัยอะไรต้องมาคุยกันวันหลัง....

          ...และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อาเตียเคยบอกไว้ทุกประการ...

          วันนี้อาอี๊ดก็ยังไม่ต้องผ่าตัดสมอง...แต่อาอี๊ดต้องเจ็บปวดทุรนทุรายกับโรคปวดหัวจนบัดนี้...และอาจจนถึงวันตายก็ได้!

          เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้เกือบยี่สิบปีมาแล้ว โรคตะบวยของอีตุ๊เด่นยังคงเล่นงานคุณนายทมอยู่ไม่วางวาย…

          คณะแสวงบุญเดินข้ามแม่น้ำเนรัญชรามายังฝั่งบ้านนางสุชาดา เมื่อดวงตาวันลอยต่ำ แสงทองสีนวลตาสะท้อนให้เห็นมหาเจดีย์พุทธคยาที่อยู่เบื้องหลังงดงามมาก...

          หลวงปู่พระพุทธสิริวัฒน์ต้องนั่งพักอีกครั้งใต้ต้นลานที่รายล้อมด้วยหญ้าคา...ต้นลานบ้านเราทางอินเดียเรียกว่า ‘ตาลี’ ต้นตาลีนี้อาบังทั้งหลายเอาไปทำน้ำเมาดื่มตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้วจนถึงปัจจุบัน...ส่วนหญ้าคา...ภาษาฮินดีเรียกว่า ‘กุสสะ’ หญ้ากุสสะนี่เป็นความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เพราะเป็นพืชที่มีอยู่มากตามริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา...และในวันที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณนั้น...

          ...พระองค์ได้ตัดสินใจละเว้นการบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยการอดพระกระยาหารจนร่างกายผ่ายผอม มาเสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดานำมาถวาย และเสด็จลงสนานพระวรกายในแม่น้ำเนรัญชราแล้ว พระองค์ยังได้รับ ‘หญ้าคา’ หรือ ‘หญ้ากุสสะ’ จากนายสวัสติกะ ซึ่งเป็นคนตัดหญ้าแถบนั้นจำนวนแปดกำมือ เพื่อไปทำเป็นอาสนะรองนั่งสำหรับบำเพ็ญธรรมต่อ...

          ในพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า หญ้ากุสสะที่นายสวัสติกะได้ตัดถวายนั้น ได้เลือกเอาหญ้าที่เขียวนุ่มงามเหมือนขนคอนกยูง ให้สมเด็จพระศากยมุนีทรงถือหญ้าเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ และทรงดำเนินรอบต้นโพธิ์เจ็ดรอบ จึงเตรียมอาสนะประทับนั่งขัดสมาธิหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก...(นายสวัสติกะบางตำราบอกว่าเป็นนายโสตถิยะ)

          ...ทรงตั้งปณิธานแน่วแน่ในกาลนั้นว่า...พระองค์แม้นไม่สำเร็จธรรมอันสูงสุดแล้วไซร้...จะไม่ทรงลุกจากที่นั่งเป็นอันขาด...ต่อให้ร่างกายแตกดับลงตรงนั้นก็ตาม...

          ในตำนานกล่าวไว้ว่า... เมื่อพระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในสมาธิอันสงบนิ่ง พระยามาราธิราชมิอาจทนดูความสำเร็จในธรรมอันสูงสุดของพระตถาคตเจ้าได้ เกรงว่าพระองค์จะบรรลุถึงปัญญาธรรมอันสูงสุดในไม่ช้า...พระยามารจึงเสด็จมาถึงด้วยพระธิดาและไพร่พล เพื่อหันเหความสนใจของพระศากยมุนีไปจากการบำเพ็ญสมาธิ

          พระธิดาของพระยามารได้เนรมิตรูปกายได้สวยงามล่อหลอกให้กิเลสราคะของพระภาคเจ้ากำเริบ ส่วนพระโอรสของพระยามารก็แปลงรูปให้ดูน่ากลัวเพื่อข่มขู่ทุกวิถีทางในการทำลายความสงบใจ หากไม่สำเร็จ...แม้ว่าพระยามารจะเพิ่มความพยายามมากขึ้นเท่าใด ไม่ว่าจะกล่าวตู่เรื่องคุณธรรมทั้งปวงมาเป็นเหตุขัดขวาง พระพุทธเจ้าได้ยื่นพระหัตถ์แตะพื้นปฐวี...ทรงขอให้พระนางธรณีเป็นพยานในการที่พระองค์ได้เคยบำเพ็ญบารมี บำเพ็ญคุณความดีในอดีต และทรงขอให้พระนางธรณีช่วยสนับสนุนให้พระองค์ต่อสู้การโจมตีของพระยามารด้วย...

          ...และในคืนวันเพ็ญสิบห้าค่ำ...เดือนหก...

          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ทรงตรัสรู้ได้ในกาลนั้น!

          หลังจากพักเหนื่อยแล้วเราก็เดินตัดเข้าเส้นทางเล็ก ๆ ผ่านเรือกสวนที่ดูเขียวชอุ่มไปด้วยพืชผัก เข้าหมู่บ้านของนางสุชาดา...เป็นครั้งแรกที่เราได้ชมชีวิตความเป็นอยู่ของคนอินเดียอย่างใกล้ชิด...

          บ้านชาวอินเดียส่วนใหญ่สร้างจากดินผสมขี้วัว...ที่ฐานะดีหน่อยก็สร้างจากอิฐมอญก่อขึ้นหยาบ ๆ ...โดยไม่มีการฉาบปูนให้เรียบ...นอกจากผนังด้านใน...เหตุผลคือ...

          คนอยู่ข้างใน...ทำไมต้องทำข้างนอกให้เปลือง...?

          กับความคิดตรงนี้จะสวนทางกับคนไทยอย่างบ้านเราคือ ข้างในยังไงไม่รู้...แต่มองจากข้างนอกเข้ามาต้องสวย

          ...เพราะคนไทยกลัวคนดูถูกและรักหน้าตัวเองมากกว่าสิ่งอื่น...

          สัญลักษณ์ที่สำคัญของคนบ้านเมืองแขกก็คือ ตามผนังบ้านหรือลานดินจะมีขี้วัวผสมฟางข้าวปั้นเป็นแผ่นกลม ๆ ปะไว้สำหรับตากแห้งเอามาเป็นเชื้อเพลิง...ไม่เพียงแต่ไม่คำนึงถึงความสวยงามเท่านั้น

          ...อินเดียยังใช้ฝาบ้านเป็นประโยชน์มากกว่าการป้องกันแดด ป้องกันลมฝนอีกด้วย...

          เด็ก ๆ ชาวภารตะทุกที่เหมือนกัน คือเห็นนักท่องเที่ยวเป็นต้องแห่แหนกันมาเป็นโขยง...เพื่อขอเศษรูปี...

          บ้านของนางสุชาดาในปัจจุบันเหลือเพียงเนินดินสูง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอะไรให้เห็น...เมื่อเราขึ้นไปบนเนินสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของธรรมชาติรอบตัวได้ชัดตา...

          นางสุชาดาตามประวัติบันทึกไว้ว่านางเป็นลูกสาวของคหบดีผู้มั่งคั่งในละแวกนั้น เคยได้มาบนบานศาลกล่าวที่ต้นไทรท้ายหมู่บ้านให้ได้ลูกชาย และนางก็ได้ลูกชายสมความตั้งใจ... (ลูกชายคนนี้คือพระยะสะ หรือ ยสะซึ่งภายหลังได้พบพระพุทธเจ้า และได้กลายเป็นพระอรหันต์ในที่สุด)

          เมื่อได้บุตรชายสมความตั้งใจ ก็เตรียมหุงหาอาหารมาแก้บน เผอิญวันนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับใต้โคนต้นไทรแห่งนั้นพอดี...นางสุชาดาซึ่งได้นำข้าวปายาส หรือมธุปายาสมาเพื่อแก้บนรุกขเทวดาที่ต้นไทร ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงประทับผินพักตร์ไปทางทิศตะวันออก...มีรัศมีดังสีทอง แผ่ซ่านไปทั่วปริมณฑล ก็นึกว่าเป็นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทร จึงเข้าไปกราบถวายข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำราคาแสนกษาปณะโดยมิได้เสียดายแม้แต่น้อย...

          ครั้นพระพุทธเจ้ารับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาแล้ว พระองค์ก็ทรงเสวยจนหมดในคราเดียว ข้าวมธุปายาสนี้ถือว่าเป็นอาหารมื้อสำคัญมาก เพราะเป็นอาหารที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงอิ่มอยู่ได้ถึง 49 วัน…โดยมิต้องกังวลต่อความหิวโหยใด ๆ ทั้งสิ้น นับจากประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิเพื่อตรัสรู้ธรรม...จนถึงกาลเสวยวิมุตติธรรมเจ็ดแห่ง แห่งละเจ็ดวัน

          เรากลับออกจากหมู่บ้านนางสุชาดาเมื่อแสงสูรย์เรี่ยยอดไม้...โดยอาศัยเส้นทางเก่าที่มาอีกครั้ง...

          ทุกคนปิติยินดี...เพราะวันนี้เราจะได้เข้าไปข้างในสุด...ของต้นศรีมหาโพธิ...ที่เมื่อเช้าเราได้แต่นั่งอยู่นอกรั้ว...

          ...คืนนั้นจะเป็นคืนสำคัญของทุกคนในคณะ...

          เพราะจะได้สัมผัสต้นพระศรีมหาโพธิด้วยมือตัวเอง...

          และได้สวดมนต์ถวายพระพุทธเจ้า ณ ที่แห่งนั้นอีกครั้ง!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com