
จดหมายฉบับที่ 5 (ตอนสุดท้าย)
พวกเราจึงรีบเร่งฝีเท้า โดยมีเด็ก ๆ ชาวอินเดียเดินตามขอเศษเงินรูปียาวเป็นงูกินหาง
“พวกนี้มันอดทนกันจริง ๆ...” ลุงเชียรพูดปนหัวเราะ...เพราะเหล่าลูกหลานชาวภารตะที่ว่า เดินตามเรามาตั้งแต่ออกจากมหาเจดีย์...ไปนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ญี่ปุ่นสร้างไว้จนข้ามแม่น้ำขาไปจนถึงขากลับก็ยังไม่ย่อท้อ...
...สมกับคำที่อีแก้วบอกไม่มีผิด... ‘เรื่องตื๊อขอ...กับตื๊อขายไม่มีชาติไหนเกินอินเดีย...’
ชาวเราก้าวขึ้นรถ...และก็ก้าวลงจากรถหลังจากนั้นอีกไม่ถึงห้านาที เพราะถนนเส้นที่จะเข้าไปยังมหาเจดีย์กับต้นพระศรีมหาโพธิคลาคล่ำไปด้วยผู้คน...ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวศรีลังกา วันนี้...จะเป็นวันพิเศษอะไรยังไงไม่รู้...เพราะเป็นครั้งแรกที่เคยมา และได้เห็นชาวศรีลังกาจำนวนนับพันเดินเป็นริ้วขบวนเข้าไปในบริเวณพุทธคยาเป็นทิวแถว มีการแบกข้าวของเครื่องใช้ที่ประดับประดาอย่างสวยงามด้วยผ้าดิ้นทองเข้าไปด้วย...ซึ่งสันนิษฐานว่า...เป็นของที่จะนำเอามาถวายเป็นพุทธบูชามากกว่าอย่างอื่น...
คณะของเรามีจำนวนน้อยกว่า จึงสามารถแทรกเข้าข้างในได้เร็ว...ฉะนั้นภายในไม่กี่นาที ทุกรูปทุกคนจึงไปนั่งรออยู่ตรงรั้วปากทางเข้าสู่โคนต้นพระศรีมหาโพธิก่อนคณะอื่นใด...
สิ่งมหัศจรรย์ยิ่งก็คือ เมื่อตอนกลางวันทุกอย่างยังเป็นปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในวินาทีนี้ที่เราเข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้...อะไรต่อมิอะไรเปลี่ยนไปหมด...ด้วยน้ำมือของคณะแสวงบุญชาวศรีลังกา...
บนศีรษะของพวกเราที่ตอนกลางวันโล่งแจ้ง...ขณะนี้มีสายรุ้งมีเชือกประดับด้วยหลอดพลาสติกหลากสีคลุมเป็นหลังคาแผ่ไปโดยรอบทั้งอาณาบริเวณ...ริ้วธงสลับสีแพรวพราวไปหมด...
...และหลังจากนั้นอีกไม่กี่นาที...ผู้คนทั้งหลายก็มานั่งสลอนกันเต็มไปหมดทั่วลานเจดีย์...
18.00 น. ตรงเป๊ะ...เป็นเวลาที่รั้วล้อมต้นพระศรีมหาโพธิเปิดออกตามหมายกำหนดการ
คณะศรัทธาชาวไทยทั้งสามสิบกว่าชีวิตได้ก้าวผ่านรั้วกั้นที่ขวางพวกเราไว้ตั้งแต่ตอนกลางวันเข้าไปข้างใน...
รั้วทองคำชั้นในสุดกับรั้วคอนกรีตทำให้บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิคับแคบจนคนสามสิบกว่าชีวิตต้องเบียดเสียดยัดเยียดกัน...
...แต่เราก็พึงใจที่จะเบียดกันเข้าไปข้างใน...
เพียงได้สัมผัสกับต้นพระศรีมหาโพธิสักนิดก็เกินคุ้ม...
สิ่งแรกที่มหาแหมวทำก็คือ...แตะเอาดินใต้โคนต้นพระศรีมหาโพธิจุณเจิมหน้าผากตน...เพียงเท่านั้นก็เกิดปิติซ่านหัวใจ...ปิติจนน้ำตาคลอเบ้า...มิใช่แต่เราคนเดียวแทบทุกคนทั้งพระทั้งโยมต่างน้ำตารินด้วยปิติล้นใจ...
ณ ที่แห่งนั้น...ที่ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ ๆ พระบรมศาสดาอันประเสริฐสุดได้ประทับนั่ง...ผจญกับพระยามาราธิราชจนสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยมหาบารมีด้วยพระองค์เอง...
...เสียงสวดมนต์เจริญคุณพระรัตนตรัยของพุทธบริษัทจากแผ่นดินสยาม...หนึ่งในแดนดินถิ่นชาวพุทธ...ก็กระหึ่มขึ้น...และกังวานไกลไปรอบอาณาบริเวณ...
“สาธุ...สาธุ...สาธุ...” เสียงสาธุการของมหาชนเบื้องนอกหลายพันคนกังวานก้องหลังจากที่พวกเราได้สวดมนต์จบลง... สามสิบกว่าชีวิตสวดมนต์ด้วยน้ำตาอาบแก้ม...มิใช่น้ำตาแห่งความทุกข์ตรมใด ๆ หากเป็นน้ำตาแห่งความสุข...ความปิติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต...
...ถึงตรงนี้ ‘เราเชื่อ’...เชื่อว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในมหาปรินิพานสูตรที่ว่า... “ชนเหล่าใดแม้นได้มานมัสการสังเวชนียสถานอันเป็นสถานที่ ๆ เราตถาคต ประสูติ...ตรัสรู้ ปฐมเทศนา...และปรินิพพาน ด้วยจิตอันศรัทธา...เลื่อมใสอย่างแท้จริงแล้ว เมื่อถึงกาลกายแตกดับจักได้เสวยสุคติบนสวรรค์” เป็นความจริงโดยมิต้องสงสัย
...อะไรที่เกี่ยวกับความเชื่อ...ความศรัทธา...
สิ่งใดที่เกี่ยวกับความรู้สึกในจิตใจ...สิ่งนั้นอธิบายได้ยาก บอกต่อใครลำบาก...นอกจาก ‘รู้’ ด้วยตนเอง...
‘ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ...’ คือ ผู้เป็นวิญญูชนพึงปฏิบัติเองรู้ได้เองด้วยตนเอง...
แต่ที่น่าประหลาด สิ่งที่รู้ของเราในวันนี้เป็น ‘รู้’ ที่อยากจะบอกกับทุกคนให้รู้อย่างที่เรารู้...โดยไม่มีคิดหวงแหนจริง ๆ...
ถึงตรงนี้...เราได้คำตอบแล้วว่า ‘ทำไม?’ หลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธร จึงพยายามรบเร้าให้เรากับคุณนายทมให้มานมันการสังเวชนียสถานให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต...และรู้แล้วว่าทำไมท่านจึงอธิษฐานจิตให้ได้มานมัสการสังเวชนียสถานถึงเก้าครั้ง...ซึ่งครั้งนี้หลวงพ่อบอกกับเราว่า...
...เป็นครั้งที่เก้าครบตามที่อธิษฐานไว้แล้ว!
มหาแหมวถือเป็นโชคดีอย่างยิ่ง...อย่างน้อยก็ยังได้มีโอกาสติดตามครูบาอาจารย์ ที่ตนนับถือกราบไหว้มานมัสการสถานศักดิ์สิทธิ์ได้ทันเวลาที่ท่านอธิษฐานไว้...
เรากราบลงกับดินโคนต้นมหาโพธิ์ เพื่ออธิษฐานบ้าง เรามิอาจอธิษฐานเท่ากับครูบาอาจารย์ทำ...แต่พอเพียงก่อนตายให้ได้มากราบต้นพระศรีมหาโพธิ ณ ที่แห่งนี้สักสามครั้งก็พอแล้ว...
เราตั้งสัจจะตรงนั้นว่า... ‘แม้นมีโอกาส จะชักชวนญาติสนิทมิตรสหายที่รักใคร่...และมีวาสนาต่อกัน...มานมัสการสังเวชนียสถานอีกครา...’
...แม่ยังคงมีโอกาส...เพราะท่านยังอยู่...
แต่... ‘พ่อ’ ...คงไร้หวังเพราะจากโลกไปนานหลายปีแล้ว...
สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ขณะนั้น...ก็คือกำหนดจิตแผ่ส่วนกุศลไปให้...ซึ่งมารู้ทีหลังว่า...ยามเกิดปิติแรงกล้า...ยามได้ทำกุศลที่มีบุญมากแม้นทำการแผ่กุศลในขณะนั้นให้ใครจะเป็นผลแรงและเร็ว...
...เพราะจิตใจขณะนั้นมีอานุภาพสูงกว่าเวลาปกติ!
คณะแสวงบุญออกจากพุทธคยาเมื่อเวลากว่าสองทุ่มซึ่งผ่านเวลารับประทานอาหารมานานแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครบ่นหิวกันสักคน...
...เพราะอิ่ม ‘บุญ’ อิ่ม ‘ปิติสุข’ กันถ้วนหน้า...
เมื่อกลับถึงวัดไทย...อาหารตั้งรออยู่แล้วเป็นอีกมื้อหนึ่งของการลิ้มรสอาหารไทยในต่างแดนของเรา...อาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่มีคำสนทนากันมากที่สุด...
...ข้อความสนทนาล้วนเป็นความรู้สึกขณะอยู่ใต้ต้นมหาโพธิ์ทั้งสิ้น
และทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า... ‘ถ้ามีโอกาสจะมาอีก’
จากอาหารมื้อค่ำ...จนถึงเวลากลับไปอาบน้ำอาบท่าชำระร่างกาย พร้อมกับนัดหมายกันที่พระอุโบสถที่จำลองมาจากวัดเบญจมบพิตร ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา...
...เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันทอดผ้าป่าถวายวัดไทยพุทธคยา...
“แม้วไปแทนแม่หนูอี๊ดหน่อยนะ...” คุณนายทมบอกมหาแหมวด้วยท่าทางอิดโรย
“ทำไมล่ะ...?” เราถามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคุณนายกำลังอยู่ในอาการหมดสภาพเพราะเหนื่อยกับการเดินทางกับการเดินข้ามแม่น้ำเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
“ไม่ไหวจริง ๆ...ขอนอนก่อนล่ะ...” คุณนายบอกเรา ขณะที่ยื่นปัจจัยสมทบทอดผ้าป่าให้เรา โดยมีเจ๊ปุ้ยเศรษฐีลพบุรีเพี่อนร่วมห้องของแม่หนูอี๊ดบอกศาลาเหมือนกัน...
“พี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน...ขอฝากเงินทำบุญด้วยแล้วกัน...”
คืนนั้น ยกเว้นเจ๊ปุ้ยกับคุณนายทมสองคน คณะผู้แสวงบุญทุกคนก็ไปนั่งหน้าสลอนกันในโบสถ์ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธชินราชจำลองที่เป็นพระประธาน...โดยมีพระสงฆ์ที่ประจำวัดไทยพุทธคยาคอยรับผ้าป่าอยู่แล้ว...
...สามหมื่นกว่าบาท...สำหรับยอดผ้าป่าที่ทอดคืนนั้น...
เงินสามหมื่นที่จะเอาไปทะนุบำรุงวัดไทยที่สร้างเป็นพุทธบูชา ณ พุทธคยา...สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมศาสดาแห่งชาวพุทธทั้งปวง...
หลังทอดผ้าป่าเสร็จ...ทุกคนต้องรีบกลับไปนอนพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด...เพื่อไปสถานีรถไฟ GAYA...พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปพาราณสีด้วยรถไฟแขกซึ่งยังเดาไม่ได้ว่าจะมีเรื่องอะไรรอให้แก้ปัญหาอีกหรือเปล่า...
...แล้วค่อยเล่าให้ฟังต่อฉบับหน้านะครับ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com