การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#142]

จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 1)

          สวัสดีตอนเช้ามืดจ้ะ

          ที่ต้องสวัสดีตอนเช้ามืดก็เพราะ วันนี้ต้องตื่นแต่ตีสี่ด้วยต้องรีบทานอาหารเช้าตอนตีห้าเพื่อไปให้ทันรถไฟสถานี ‘คยา’

          ทุกคนในคณะมีอาการตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสขึ้นรถไฟแขก...จะมีอยู่คนเดียวที่หัวใจตุ๋ม ๆ ต๋อม ๆ ก็คือ ‘เจ๊แดง’ ทัวร์ลีดเดอร์ของเราเพราะประสบการณ์อันยาวนานนับสิบปีกับการจัดทัวร์ในอินเดียสอนเอาไว้ว่า...

          ...อย่าไว้ใจรถไฟอินตะเลเดียเด็ดขาด...

          เพราะอีสามารถยกเลิกรถไฟทั้งขบวนได้หน้าตาเฉย โดยให้เหตุผลสั้น ๆ อย่างที่ได้ยินบ่อย ๆ ... ‘ไม่มีคนขับ...’

          ตามหมายกำหนดการ รถไฟจะออกจากสถานีคยา หกโมงสิบนาที...แต่รถบัสมาส่งพวกเราก่อนเวลาประมาณสามสิบนาที...อีกทั้งได้รับแจ้งจากพนักงานการรถไฟแขกว่า รถไฟจะมาถึงช้าประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ทุกคนมีโอกาสเดินดูชีวิตเปื้อนฝุ่นของคนอินเดียกันอย่างใกล้ชิด...

          เป็นที่รู้กันว่า...อินเดียเป็นประเทศที่สกปรกแทบจะเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ว่าได้...ดังได้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าคนอินเดียร้อยละเจ็ดสิบ ‘กินหมาก’ หมากของคนอินเดีย มีหลายรสชาติจะเอาแบบหวานแบบเค็ม...หรือแบบมีเมนทอลให้เย็นปากก็เลือกได้...และด้วยรสนิยมชอบกินหมากของชาวอินเดียนี่แหละ...

          ...ทำให้พื้นถนนหนทางกับสถานที่ต่าง ๆ แดงเถือกไปด้วยน้ำหมาก เพราะพี่บังแกเล่นถุยลงบนพื้นหน้าตาเฉยกันทุกคน...

          สถานีรถไฟคยามีขนาดเล็กกว่าหัวลำโพงของเราเยอะ แต่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนไม่แพ้กัน การรถไฟของอินเดียถือเป็นการคมนาคมยอดฮิตแห่งประเทศ เพราะร้อยละเก้าสิบของประชากรต่างอาศัยการเดินทางสัญจรด้วยรถไฟ

          สถานีรถไฟอินเดียกับของไทยมีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่อย่างก็คือ ในเวลาเช้ามืดอย่างนี้จะมีคนมานอนรอกันเป็นทิวแถว มีบ้างนั่งดื่มชาร้อนเหมือนเราที่นั่งดื่มกาแฟกับโอวัลตินตามรถเข็นคล้าย ๆ บ้านเรา...

          มหาแหมวถือโอกาสเดินสำรวจรอบนอกของสถานีรถไฟ ซึ่งไม่ต่างกับตลาดนัดบ้านเราเท่าไหร่นัก มีร้านค้าเล็ก ๆ เหมือนกล่องไม้ขีดยกพื้นเตี้ย ๆ ปลูกรายเรียงกันเป็นทิวแถว...ของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นพวกบุหรี่...พวกลูกอมทอฟฟี่ และที่ขาดไม่ได้คือ ‘ปาน’ หรือ ‘หมาก’ บ้านเราแหละ

          จากทางเข้าสถานีถึงประตูใหญ่ของอาคาร มีคนรับจ้างขัดรองเท้ากันหน้าสลอนด้วยสนนราคาเพียงสองรูปี...เดินเตร่ไปเตร่มาสักพักก็เจอคุณป้าเตือน หนึ่งในลูกทัวร์ของคุณนายแดงเคี้ยวหมากหยับ ๆ เข้ามาทักทาย

          “ป้ากินหมากด้วยรึ?” เราถามด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่เดินทางมาด้วยกันหลายวัน ยังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายกินหมากปากแดงมาก่อน...

          “หมากแขกอร่อย...” ป้าเตือนบอกเรา...

          “เคยกินหมากแขกมาก่อนรึไง?” มหาสงสัย...ก็แหมเรารู้อยู่ว่าคุณป้าก็มาอินเดียหนแรกแบบเราแหละ

          “เคยสิ...” หนึ่งในผู้อาวุโสร่วมคณะยืนยัน... “ป้าเคยไปซื้อกินแถวพาหุรัดเวลาไปซื้อผ้า” เราถึงบางอ้อ...แม้อินเดียกับไทยจะไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องหยั่งไทย-ลาวก็เหอะ แต่พาหุรัดสำเพ็งก็ไม่ต่างจากอินเดียทาวน์เหมือนกัน...

          ป้าเตือนยังอุตส่าห์ใจดียื่นหมากอินเดียคำละหนึ่งรูปี...ให้มหาแหมวได้ลิ้มลองบ้าง...และมีหรือคนอย่างมหาจะไม่ลอง...

          ...ผลคือ...อร่อยดีแฮะ!
         
          รสชาติกลมกล่อมนุ่มนวลกว่าหมากไทยด้วยล่ะ...
         
          เดินกลับเข้าไปในสถานีอีกครั้ง เจอะลุงเชียรที่พี่ชายของคุณนายทมยืนซดชาร้อนอยู่ตรงหน้าแขก มิหนำซ้ำลุงยังควักเงินรูปีซื้อขนมในโหลแก้วไปอีกถุง...โดยเป็นที่รู้กันทั้งตระกูลว่า ‘เรื่องลิ้มลองของแปลกไม่มีใครเกินไอ้หนูของคุณยายไข่มุก’

          เดินเกร่ไปเกร่มาอยู่ตรงนั้นไม่ถึงสิบนาที คุณเจ๊แดงหัวหน้าถั่ว (ตามสำนวนคุณนายทม) ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหา...

          ... “เตรียมตัวค่ะ...รถไฟกำลังมา...!”

          “อ้าว...!” เราตาเหลือกตาแพลม... “ก็ไหนบอกว่ารถไฟจะมาช้าตั้งชั่วโมง?”

          “ไม่รู้สิคะ...” เจ๊แดงก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกัน แต่เป็นที่รู้แน่ว่าจู่ ๆ รถไฟแขกที่ปรกติจะมาสายประจำ กลับมาถึงตรงเป๊ะตามเวลาอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ...ด้วยประการฉะนี้และฉะนั้น ‘ทั่นมหา’ หยั่งเราเลยต้องเดือดร้อนช่วยเจ๊แดงแกงฟักวิ่งตามลูกทัวร์กันจ้าละหวั่น...

          ...กว่าจะครบ...มหาแหมวกลายเป็นหมาแหมวหอบซี่โครงบาน...

          ทั้งคณะขึ้นรถไฟด้วยความสะดวกโยธิน เพราะทัพสัมภาระนอกจากย่ามของหลวงปู่หลวงพ่อกับแฮนด์แบ็คของโยมที่ต้องสะพายติดตัวถูกส่งไปทางรถยนต์คันที่เราอาศัยนั่งมา ตั้งแต่ลงสนามบิน

          สาเหตุที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟอินเดียวันนี้นั้น เจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ให้เหตุผลว่า ระยะทางจากพุทธคยาไปพาราณสีนั้น...เป็นเส้นทางเดินรถที่หนาแน่นมาก ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์อาจต้องใช้เวลาทั้งวัน...ซึ่งจะเป็นการทำลายสุขภาพเกินความจำเป็น...

          เราได้ที่นั่งเป็นตู้ชั้นสอง...จึงไม่ต้องเบียดเสียดยัดเยียด กับชาวภารตะกลิ่นตัวแรงทั้งหลาย ให้เป็นลมเป็นแล้งหรือต้องพึ่งยาดมช่วยบรรเทาทุกข์

          รถไฟแขกต่างกับรถไฟไทยตรงที่อะไรต่อมิอะไรมันดูใหญ่โตไปหมด...ตั้งแต่หมอนรางรถไฟไปจนถึงขนาดของรถ...ของเก้าอี้ ว่ากันว่าการรถไฟเป็นสิ่งเดียวที่ดูทันสมัยสิ่งเดียว ซึ่งคนอินเดียสามารถรับได้จากอังกฤษที่เข้ายึดครองเป็นเวลานานได้เต็มหัวใจ...

          ...นอกนั้นคนอินเดียไม่เคยรับ...และเปลี่ยนแปลงตามผู้ปกครอง

          ในขณะที่นานาประเทศที่เคยตกอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษต่างรุดหน้าไป

          ตามวัตถุนิยมกันทั้งสิ้น...

          รถไฟที่เราโดยสารแล่นฉิวมาได้ชั่วระยะหนึ่ง ก็หยุดจอดเป็นระยะ ๆ ...เรียกว่าจอดถี่จนเราสงสัย ต้องเอ่ยถามท่านมหาไพรัชผู้เป็นมัคคุเทศก์...

          “ไหนบอกว่าขบวนนี้เป็นรถด่วนไงครับ...ทำไมจอดยังกะรถไฟหวานเย็นบ้านเราเลย...?”

          ท่านมหาก็เลยอธิบายให้ฟังว่า...รถไฟอินเดียมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง คือถ้ารถขบวนไหนเกิดช้าไม่สามารถรักษาเวลาเดินรถให้ตรงตามกำหนดได้ จะต้องจอดให้รถขบวนที่สามารถรักษาเวลาได้แล่นแซงขึ้นหน้าไป...

          ...ผลก็เลยเป็นอย่างที่เห็น...คือจอดมันเกือบทุก ๆ สิบห้านาที...

          ไอ้แค่จอดเฉย ๆ ก็ยังพอทำเนา...แต่ขบวนรถจอดทีไรพ่อค้าแขกทั้งหลายก็เฮโลกันขึ้นมาเดินให้พล่านไปหมด...แถมยังแหกปากตะโกนแข่งกันจนแก้วหูเราระบม...

          ตามหมายเดิมเราจะไปถึงสถานีรถไฟพาราณสีประมาณ 11.00 น. จึงกะเตรียมถวายภัตตาหารพระสงฆ์ที่นั่น...แต่เพราะการหยุดการจอดด้วยเหตุผลข้างต้น ชาวคณะจึงต้องนิมนต์หลวงปู่หลวงพ่อ ฉันภัตตาหารบนรถไฟ ด้วยอาหารฝีมือเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ที่เตรียมมาเสร็จสรรพ...มาอินเดียคราวนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าคุณแดงจะลงมือทำอาหารหอบหิ้วไปกินกลางทางทุกครั้ง โดยไม่เคยไปพึ่งบริการตามร้านอาหารอินเดียเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากโรงแรม...ตรงนี้อาเจ๊ให้เหตุผลง่าย ๆ

          ‘...ไม่ขอเสี่ยงกับการมีปัญหาอาหารเป็นพิษ...’

          ซึ่งก็จริงอย่างทัวร์ลีดเดอร์ว่า...เพราะวันนี้ ลุงเชียร จอมลิ้มลองของแปลกด้วยการหอบขนมแขกขึ้นมากินบนรถ บอกกับน้องสาวตัวเองเบา ๆ ว่า...

          “ฉันท้องเสียว่ะไอ้อี๊ด! ”

          ความทุกข์เรื่อง ‘ท้องเสีย’ สำหรับลุงเชียรน่ะยังเรื่องเล็ก แต่ห้องน้ำรถไฟแขกกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่...พี่ชายคุณนายทมถึงกับส่ายเศียร...คอมเมนท์เบา ๆ แต่ชัดเจนยิ่ง...

          “สกปรกบรรลัยเลยอี๊ดเอ๋ย...”

          ระยะทางจากสถานี GAYA ถึงสถานีปลายทางมีระยะทาง 257 กิโลเมตร แต่รถไฟแขกใช้เวลาวิ่งทั้งหมดกว่าหกชั่วโมง ทำให้เราถึงพาราณสีในช่วงบ่าย โดยมีรถบัสคันใหม่มารับถึงสถานีเพื่อนำไปส่งที่วัดไทยสารนาถ...จากสถานีรถไฟที่เราลงไปยังวัดไทยสารนาถ มีระยะทางประมาณสิบหกหรือกว่านั้น แต่คิดว่าไม่เกินยี่สิบกิโลเมตรแน่...แต่ระยะทางแค่นั้นเราต้องนั่งเจ่าจุกอยู่บนรถ...เกือบสองชั่วโมง...ด้วยถนนนั้นมีรถติดยาวเหยียดยิ่งกว่ากรุงเทพฯ ในชั่วโมงเร่งด่วนเสียอีก

          เวลาที่เหลือบนรถอันน่าเบื่อ ถูกทำลายลงด้วยสรรพความรู้จากปากของท่านมหาไพรัชวิทยากรผู้ชำนาญการด้านประวัติศาสตร์อินเดีย โดยท่านค่อย ๆ ป้อนความรู้ให้กับชาวคณะด้วยวาทะที่สนุกสนานครื้นเครง...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com