การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 2) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#143]

จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 2)

          พาราณสี...นามนี้เป็นนามที่คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จัก โดยเฉพาะผู้เคยได้ยินนิทานชาดกมาก่อน... พาราณสีหรืออีกชื่อหนึ่งว่า ‘แคว้นกาสี’ มักจะเป็นคำเริ่มต้นในชาดกคู่กับพระเจ้าพรหมทัตเสมอ ท่านมหาไพรัชอธิบายว่า...พระเจ้าพรหมทัตที่เคยได้ยินในชาดกนั้นมิใช่เป็นองค์เดียวกันทั้งหมด หากแต่ผู้เป็นกษัตริย์ในสมัยนั้นของแคว้นพาราณสีไม่ว่าจะเป็นองค์ไหน ๆ ก็ได้รับสมัญญานามว่า... ‘พรหมทัต’ เสมอ...

          พาราณสีมีของดีอยู่ห้าอย่าง...

          1.เมืองดี...
          2.แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์คงคา...
          3.ผ้าไหมดี...
          4.หมากดี...
          5.ธรรมเมกขสถูป...

          ประชากรของเมืองพาราณสีร้อยละเก้าสิบนับถือศาสนาฮินดู ที่แบ่งแยกออกเป็นหลาย ๆ ลัทธิ...ว่ากันว่าแคว้นกาสีหรือแคว้นพาราณสีนั้น เป็นสนามสอบของพระโพธิสัตว์หรือผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าเสมอมา...จะสังเกตได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงประวัติของพระโพธิสัตว์ในอดีตที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในชาดก...

          ...ก็จะเห็นว่าเริ่มต้นด้วยแคว้นพาราณสีเสมอ...(ไม่เชื่อลองเปิดชาดกอ่านดูก็ได้)

          เมืองพาราณสีเกี่ยวพันกับพุทธประวัติอย่างเด่นชัด ก็หลังจากกาลที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้ และใช้เป็นทางผ่านเพื่อไปพบปัญจวัคคีย์ทั้งห้าด้วยทรงทราบด้วยพระญาณว่า เหล่าปัญจวัคคีย์ที่เคยอุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา กำลังพำนักอยู่ที่อิสิปตนมฤคทายวัน...และพระองค์กำหนดเห็นว่าควรเสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ก่อนผู้อื่น...

          การเสด็จผ่านมา ทำให้พบกับ อุปกาชีวก หรืออาชีวกอุปกะ นักปรัชญาเมธีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้นระหว่างทาง...

          อุปกาชีวกได้ทูลถามพระพุทธองค์ในคราแรกว่า... “ผิวพรรณของท่านผ่องใสนัก...ท่านบวชในสำนักของใคร? ”

          พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า... “เราเป็นผู้ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด เป็นผู้รู้จบหมดไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวง เราหลุดพ้นแล้วเพราะธรรมอันเป็นที่สิ้นสุดของตัณหา ดังนี้แล้วจะพึงอ้างใครอีกเล่าเป็นศาสดาของเรา...เพราะเราเป็นอรหันต์ในโลก เราเป็นครูที่ไม่มีใครยิ่งกว่า...”

          พระพุทธเจ้ายังตรัสต่ออีกว่า... “เราจะไปแคว้นกาสี เพื่อเทศนาธรรมจักกัปปวัตนสูตรสอนปัญจวัคคีย์”

          ในอดีตกาล เมืองพาราณสีและสารนาถมีชื่อเสียงทางการศึกษาปรัชญาธรรมะและการปฏิบัติมาก เพราะเป็นสถานที่สงัดมีป่าไม้ร่มรื่น เพราะเหตุนั้นเมื่อปัญจวัคคีย์ละทิ้งพระพุทธเจ้าไป จึงตรงมาที่นี่ มายังเมืองที่เต็มไปด้วยนักพรตนักปฏิบัติที่เป็นครูบาอาจารย์มากมาย ด้วยครั้งนั้นใครที่ถือตนว่าสำเร็จแล้ว จะต้องมาเริ่มเผยแพร่ที่เมืองนี้ก่อน...เมื่อได้โต้ตอบ...หรือแสดงธรรมจนเป็นที่ยอมรับจากนักปราชญ์ที่นี่ จึงนับว่าความรู้ความคิดเห็นความเชื่อของตนจึงใช้ได้...

          ฝ่ายอุปกาชีวก...หรืออาชีวกได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้น ก็นึกดูหมิ่นในใจว่า สมณะผู้นี้พูดจาอวดดีลบหลู่ครูบาอาจารย์ของตนเอง จึงกล่าวว่า... “ที่ท่านกล่าวมานี้ก็น่าฟังอยู่ แต่จะเป็นไปได้หรือ ที่คนเราจะรู้อะไรต่อมิอะไรได้หมดจด โดยไม่พึ่งพาครูบาอาจารย์ ท่านจะสามารถเป็นพระอนันตชนะอย่างที่ท่านปฏิญาณนั้นเชียวรึ? ” อุปกาชีวกหัวเราะเยาะแล้วก็แลบลิ้นเดินหลีกไป

          เรื่องของอุปกาชีวกยังมีเล่าต่อว่า หลังจากที่พบพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เดินทางไปทำความเพียรต่อในแนวป่าแห่งหนึ่ง กาลต่อมาเมื่อออกมาภิกขาจารได้พบหญิงงามลูกชาวป่าก็เกิดหลงรัก ในที่สุดก็ตัดสินใจมีครอบครัว พอละเพศบวชมาแต่งงานจนมีลูก ภรรยาก็ว่ากล่าวดุด่าอยู่เสมอ...ท้ายสุดก็คิดได้ว่า แต่ก่อนครั้งเมื่อตนยังเป็นนักบวชล้วนแต่มีคนยกย่องนับถือกราบไหว้ แต่เดี๋ยวนี้ตนไม่เหลือเกียรติยศอันใดอยู่เลย ถูกว่ากล่าวเหยียดหยามจากภรรยาไม่เว้นแต่ละวัน...จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน

          อุปกาชีวก ระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้พบกับพระบรมศาสดา...จึงดั้นด้นเดินทางตามหาพระพุทธเจ้า...และที่สุดได้พบพระองค์ ณ เชตะวันมหาวิหาร...

          พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า... อุปกาชีวก...ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจาก...ตัณหาอุปาทาน จากความทะยานดิ้นรนและความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ อะไรที่เราเข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้ ที่จะไม่ก่อทุกข์ให้เป็นไม่มี เมื่อไดบุคคลเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้ก็เพียงแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ไม่หลงใหลมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากการยึดถือ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบาน...” พระบรมศาสดายังตรัสสอนอุปกาชีวกต่อไปอีก...

          “ดูก่อน อุปกาชีวก...เธอจนมองโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่ามีสติอยู่ทุกเมื่อ...ถอนอัตตานุทิฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสียด้วยประการฉะนี้...เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวลไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวางและการสำรวยตนอยู่ในธรรม...”

          ด้วยธรรมเทศนาสั้น ๆ ของพระบรมศาสดา...ในที่สุดอุปกาชีวกก็ได้บรรลุอนาคามีผลในกาลนั้น...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com