
จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 3)
ตามหมายกำหนดการเดิม เราจะแวะวัดไทยสารนาถก่อนค่อยไปนมัสการเมกขสถูปสถานที่ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า แต่ด้วยการเสียเวลาไปมากกับการเดินทางบนรถไฟให้คุณแดงตัดสินใจนำคณะผู้แสวงบุญไปนมัสการสังเวชนียสถานก่อนเดินทางเข้าพำนักที่วัดไทยสารนาถ...
พาราณสีกับสารนาถนั้น เป็นเมืองที่อยู่ใกล้กันจนปัจจุบันแทบจะกลายเป็นเมืองเดียวกันไปแล้ว สารนาถวันนี้คล้ายเป็นชนบทของพาราณสี เพราะอยู่ห่างกันประมาณไม่กินยี่สิบกิโลเมตร ถ้าโดยปรกติรถราไม่มาก การเดินทางตามถนนสายหลักจากพาราณสีถึงวัดสวนกวาง หรืออิสิปตนมฤคทายวัน ควรจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างมาก ก่อนจะถึงวัดสวนกวางประมาณยี่สิบนาที ก็จะพบ ‘เจาคันธีสถูป’ อันเป็นจุดที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาจากพุทธคยามาพบเหล่าปัญจวัคคีย์ที่นี่ก่อน...
ครั้งแรกสถูปแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาถูกซ่อมแซมเพิ่มเติมในสมัยคุปตะ ว่ากันว่างดงามมาก หากภายหลังถูกกองทัพมุสลิมเติร์กทำลายเสียหายเกือบหมด
...เจาคันธีสถูป ถูกบูรณะอีกครั้งในสมัยพระเจ้าอักบาร์ พระองค์ทรงโปรดให้ทำเป็นหอรูปแปดเหลี่ยมในปี พ.ศ. 2031 เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการที่พระเจ้าหุมายูน พระราชบิดาของพระองค์ได้มาหลบซ่อนศัตรูอยู่ที่นี่จนปลอดภัยจากพระราชศัตรูเซอซาห์มุสลิมอีกฝ่ายตามล่า...
จากเจาคันธีสถูปไปอีกไม่ไกล ก็ถึงสวนกวาง เห็นว่ายังไม่มืดก็เลยเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ตรงทางเข้าเมกขสถูปที่ที่พระพุทธเจ้าทรงทำปฐมเทศนากันก่อน...
ณ ที่แห่งนี้ เราได้เห็นหัวเสาสิงโตของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ยังคงเหลือความสมบูรณ์อยู่ชัดเจนเต็มตา...และเรายังมีโอกาสได้ชมพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่ถือว่าสวยที่สุดในโลก ณ ที่ตรงนี้ด้วย...
...ว่ากันว่า พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับรางวัลงานประกวดศิลปะของโลกมาแล้วถึงสามครั้งติด ๆ กัน...และถูกขอร้องให้อินเดียเลิกส่งต่อไปเพราะ
ป่วยการที่จะไปแข่งกับใครอีกแล้ว...เรียกว่าไร้คู่แข่งที่ทัดเทียมว่างั้นเถอะ...
น่าเสียดายที่ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้เราถ่ายรูป...จึงจนด้วยเกล้าที่จะหารูปสวย ๆ ในงานนี้มาฝากท่านทั้งหลาย ทั้ง ๆ ที่เสียดายเป็นหนักหนา
ออกจากพิพิธภัณฑ์สวนกวางสารนาถเมื่อดวงอาทิตย์กำลังลับตา...คณะของเราจึงผ่านประตูรั้วสวน อิสิปตนมฤคทายวันเข้าไป
สิ่งที่เห็นก็คือความร่มรื่นสมกับเป็นสารนาถ...เป็นสวนกวางที่มีประวัติเกรียงไกรยาวนาน ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังเสวยชาติเป็นโพธิสัตว์ พระองค์เคยเสวยชาติมาเป็นหัวหน้ากวางที่นี่มาแล้วชาติหนึ่ง...กับอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือเมกขสถูปที่สูงใหญ่อยู่เบื้องหน้า รายล้อมด้วยซากสลักหักพังของโบราณสถานอันเป็นเค้าเดิมของกุฏิวิหารในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช และสิ่งอันเป็นอยู่ในยุคพุทธกาล...
ส่วนป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้สามารถถือได้ว่าเป็นสถานที่เกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก...ผลแห่งการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธรรมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ครั้งนี้ ทำให้ท่านพระโกญทัญญะผู้เป็นหัวหน้าของปัญจวัคคีย์ สามารถบรรลุโสดาบัน แล้วได้รับอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพุทธสาวกองค์แรกขึ้นในพระศาสนา...
...ถือเป็นพระสังฆรัตนะ อันเป็นดวงหนึ่งของพระรัตนตรัยได้กำเนิดขึ้นในโอกาสนั้น!
เราทุกคนในคณะพร้อมหน้ากันตรงธรรมเมกขสถูป...เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือเพียงความสลัวเลาลางของบรรยากาศ...หากทุกอย่างตรงข้ามกับความรู้สึกในจิตใจราวกับฟ้าดิน
...เราสว่างด้วยความเคารพศรัทธา...
...เราสว่างด้วยปิติอันแผ่ซ่านทั่วกายใจ...
ณ สถูปใหญ่ สถานที่พระบรมศาสดาทรงทำปฐมเทศนา ในเย็นวันนั้น เสียงสวดมนต์ของพวกเรากว่าสามสิบชีวิต...กังวานไปทั่วอาณาบริเวณ...
...เหมือนประกาศคุณพระรัตนตรัย ต่อสรรพสัตว์ทั้งปวงได้โมทนา!
หลังสวดมนต์ภาวนาจบลง พระครูสิริปุญญาธรได้นำพวกเราเดินประทักษิณรอบพระธรรมเมกขสถูปอีกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ พุทธรัตนะ ธรรมะรัตนะ สังฆรัตนะ อันเป็นพระรัตนะทั้งสามดวงที่อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ณ ที่แห่งนี้...
สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ติดกับพระธรรมเมกขสถูปซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงปฐมเทศนานั้น เราสามารถแลเห็นวัดที่มองเผิน ๆ แล้วเหมือนวัดพุทธห่างออกไปไม่กี่เมตร พอสอบถามกับท่านมหาไพรัชวิทยากรของคณะก็ได้คำตอบว่า
“เป็นวัดเชน...”
...ของพวกคนจีนหรือครับ...?” มหาแหมวถึงกาลโง่งม เพราะคำว่า ‘เชน’ ออกเสียงคล้ายคำว่า ‘เซน’ เลยได้คำอธิบายยาวเหยียด...
“เชน...เป็นศาสนาอีกศาสนาที่เกิดมาไล่เลี่ยกับพุทธ...มีศาสดาชื่อ มหาวีระ...มีข้อวัตรปฏิบัติบางข้อเหมือนศาสนาพุทธของเรา แต่ไปในทางสุดโต่ง...”
“สุดโต่งยังไงครับ?” เรื่องซักให้ขาวเหมือนผงซักฟอกชื่อดังที่โฆษณาโครม ๆ ในจอทีวีละไม่มีใครเกินบ้านนี้แน่...มหาแหมวที่มิใช่ทั้งญาติของท้าวมหาวันในเรื่องโสมส่องแสง...กับรอยอินทร์ของคุณนายทม และไม่เกี่ยวข้องกับมหาวีระในลัทธิเชน จำต้องถึงบางอ้อ เมื่อท่านวิทยากรเอ่ยถาม...
“แม้วเคยได้ยิน...ลัทธิทิคัมพรที่นุ่งลมห่มฟ้าไหม? ”
“เคยครับ!” เราตอบเต็มเสียง เพราะเคยอ่านพบมาแล้วหากนานจนรู้สึกเลือน ๆ ไปบ้าง...
“นั่นล่ะ...” ท่านมหาไพรัชเน้นคำ... “นักบวชในศาสนาเชนพวกนี้จะไม่นุ่งห่มอะไร...”
อากาศในเดือนธันวาคมของอินเดียหนาวไม่บันเบา โดยเฉพาะช่วงค่ำ ๆ อย่างตอนที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ขณะนี้ทำให้เราสงกา...
“แล้วหนาวแบบนี้...พวกพระเชนมิแย่หรือครับ? ”
“ก็คงหนาวแหละ” ท่านวิทยากรหัวเราะ คงนึกสภาพคนที่เปลือยกายเดินโทง ๆ ในฤดูหนาวออก... “แต่พวกพระเชนถ้าอยู่ตรงไหนหนาวมาก ๆ ก็จะอพยพไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว...”
ว่ากันว่า ลัทธิ ‘นุ่งลมห่มฟ้า’ หรือที่เรียกว่า ‘ทิคัมพร’ เป็นลัทธิเก่าแก่ยืนยาวมานานของอินเดียที่ปัจจุบันยังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของมหาชนอยู่ไม่น้อย... การเปลือยกายของนักบวชในลัทธิเชน...เป็นการบอกถึงการละวาง... ‘ความอาย’ ละวางสิ่งสมมุติทั้งปวงในโลกลงสิ้น...สิ่งหนึ่งที่พวกนักบวชเชนระมัดระวังที่สุดคือความบริสุทธิ์ในศีลข้อ ‘ปาณาติบาต’ อย่างเคร่งครัด...
...เคร่งครัดถึงขนาดจะดื่มน้ำต้องเอาผ้าขาวกรองก่อนทุกครั้ง
เพราะกลัวจะมีพวกสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในน้ำผ่านเข้าปากตน!
อิทธิอำนาจของพระในลัทธิเชนที่คนอินเดียเชื่อนักเชื่อหนาก็คือ...ถ้าสตรีใดปรารถนาจะมีบุตร ให้เข้าไปแตะ ‘ของสงวน’ ของพระเชนแล้วมาจุณเจิมหน้าผากตน หญิงผู้นั้นจะได้บุตรสมใจ...
...เอ้า...ขอประกาศให้โดยไม่คิดค่าโฆษณา...
ใครอยากมีลูก...หรือมีลูกยาก ตีตั๋วเครื่องบินไปหาพระเชนกันได้เลย!
คณะแสวงบุญเดินผ่านสวนกวาง (สารนาถ) ออกไปอีกทางหนึ่งที่มิใช่เส้นทางที่เราเดินผ่านเข้ามา ใกล้ทางออกมีวิหารใหญ่ชื่อ ‘วิหารอบาดาริก’ เป็นวิหารที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ถูกอัญเชิญมาจากเมืองตักศิลา...
...และชาวเราทั้งหลายได้นมัสการพระบรมธาตุ ณ สถานที่แห่งนั้นเป็นรายการสุดท้ายในวันนี้...
ถึงธรรมเมกสถูป สัญลักษณ์แห่งสถานที่แสดงปฐมเทศนาอันเป็นสังเวชนียสถานอีกแห่งของพระบรมศาสดา

สถานที่ที่พระยสกุลบุตร เจ้าของสำนวน "ที่นี่วุ่นวายหนอ" ได้พบพระพุทธเจ้าและเมื่อฟังคำเทศนาก็บรรลุธรรมทันที

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com


