
การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ
ก่อนเข้าหัวข้อที่จั่วไว้ในวันนี้ ขอตอบปัญหาข้อข้องใจของท่านผู้อ่าน สำหรับคำถามที่มีประโยชน์สำหรับท่านอื่น ๆ ด้วย
ความจริงแต่ละท่านถามปัญหามายืดยาว แต่ผู้เขียนขออนุญาตตัดทอนเอาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ และน่าจะเป็นประโยชน์ รวมทั้งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเท่านั้น เพื่อไม่เป็นการเยิ่นเย้อจนเกินไป
ปัญหาข้อแรกในวันนี้คือ... ‘เมื่อเวลามีผู้ที่รู้จักหรือญาติเสียชีวิต และเราไปรดน้ำศพ มีบางคนบอกว่า รดน้ำเพื่อขออโหสิกรรมต่อกัน ถามว่าจริงหรือไม่ ได้ผลมากน้อยแค่ไหน?’
คำตอบคือ... ศาสนาพุทธของเราเน้นหลักสำคัญที่ ‘จิต’ ฉะนั้นพิธีกรรมต่าง ๆ บางประการเป็นการวิวัฒนาการมาจากความเชื่อและวัฒนธรรมจารีตประเพณี อย่างเช่นการไปรดน้ำศพก็เหมือนกัน เป็นค่านิยมของสังคมตามอย่างประเพณีสืบต่อกันมา ผมเชื่อว่า พิธีรดน้ำศพเป็นการให้เกียรติแก่คนตาย เป็นเครื่องวัดว่ามีผู้คนรักใคร่เขาเพียงใด ในขณะที่เขาลาโลกไปแล้วมากกว่าอย่างอื่น
ประโยชน์ของการไปรดน้ำศพจริง ๆ แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าประโยชน์ที่มีล้วนบังเกิดกับผู้ยังมีชีวิต และไปร่วมพิธีเสียมากกว่า...อาจมีคำถามซ้อนขึ้นมาว่า มากกว่าตรงไหน? มากกว่าตรงที่ว่า ถ้าคุณเคยมีมโนกรรม กายกรรม วจีกรรมต่อผู้ตายมาก่อน คุณก็จะสบายใจขึ้นว่าเราได้ขออโหสิกรรมต่อกันแล้ว หรือผู้ตายเคยก่อกรรมไว้กับคุณ คุณก็สบายใจที่ได้ให้อโหสิกรรมกับเขาเช่นกัน
ตรงนี้จึงเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่า... ‘ได้ผลมากน้อยแค่ไหน’ ผลมากหรือน้อยอยู่ที่ความสบายใจของตัวคุณเอง ดังที่ได้บอกแล้วว่าหลักของพุทธศาสนาเน้นที่ ‘จิตใจ’ เป็นสำคัญ
ประโยชน์อันสำคัญยิ่งของการไปรดน้ำศพ ทว่าผู้ไปร่วมพิธีมักมองข้ามก็คือ... ‘สัจจะ’ สัจจะที่ว่าก็คือศพของผู้ตายสามารถบอก ‘ความจริงของโลก’ กับคุณ ศพผู้ตายกำลังแสดงธรรมะให้คุณได้ประจักษ์ต่อสายตาของคุณอยู่ตรงหน้า...แต่ประโยชน์นั้นจะมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองว่า สามารถเก็บเกี่ยวไปได้แค่ไหน? ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคุณจะรู้จักพิจารณาสภาวธรรมนั้นหรือไม่?
ในหมวดอนุสติ ๑๐ มี... ‘มรณานุสติ’ รวมอยู่ด้วยข้อหนึ่ง และผู้เขียนเคยกล่าวมาถึงแล้ว ดังนั้นจึงไม่อยากขยายความต่อให้ยืดยาวเกินความจำเป็น เพียงอยากฝากข้อคิดเมื่อคุณจะไปรดน้ำศพใครที่ไหนสักสองสามข้อคือ...
๑. มีคนไหนในโลก สามารถหลีกมรณภัยได้บ้าง ตัวเราหลีกได้หรือไม่?
๒. เวลาที่คุณรดน้ำลงบนมือศพนั้น ในมือของผู้ตายสามารถนำสมบัติใด ๆ ในโลกติดตัวไปได้บ้าง...เพราะแม้แต่น้ำที่คุณรดลงบนมือนั้น ในไม่ช้าก็แห้งหายไป
๓. เราควรเตรียมตัวรับมรณภัยที่ถือเป็นมรดกสำหรับมนุษย์ทุกคนอย่างไร และเริ่มกระทำแล้วหรือยัง?
ครับ...เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้ประโยชน์แท้จริงจากการไปรดน้ำศพแล้ว เพราะการรู้จักพิจารณาสภาวธรรมเช่นนั้น ทำให้คุณได้คิดได้ตรึกตรองข้อธรรมใน ‘มรณานุสติ’ เพื่อเป็นสติปัญญาไว้สอนตน มิให้หลงยึดในอำนาจของกิเลส-ตัณหา-อัตตา ตัวกูของกู ซึ่งก่อให้เกิดความโลภหลง อันเป็นภัยต่อจิตวิญญาณต่อไป
แค่นี้ก็สามารถถือว่าคุณได้รับประโยชน์มหาศาลจากการไปรดน้ำศพแล้ว
ปัญหาข้อที่สอง... ‘อยู่ต่างประเทศไม่มีวัด ไม่มีพระสงฆ์แต่อยากรับศีล หรือต่อศีลกับพระ จะทำยังไง พอแนะนำได้ไหม?’
คำตอบคือ... ‘ศีล’ หมายถึง ‘ปกติ’ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติความเป็นปกติของมนุษย์ออกเป็นหลายระดับ อย่างเช่นผู้อยู่ในเพศสมณะหรือสมมติสงฆ์นั้น ความเป็นปกติอยู่ในศีล ๒๒๗ ข้อ สามเณร ๑๐ ข้อ อุบาสกและอุบาสิกา ๘ ข้อ...
ส่วนฆราวาสโดยทั่วไปนั้น ศีล ๕ ข้อ หรือเบญจศีล ถือเป็นความปกติ...ฉะนั้นความปกติเป็นสิ่งที่คนอย่างเรา ๆ พึงยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว โดยเฉพาะชาวพุทธทั้งหลายต่างรู้และเข้าใจมาตั้งแต่ต้น...การขอรับศีลจากพระสงฆ์เป็นแบบแผนปฏิบัติโดยจารีตประเพณี สงฆ์มีหน้าที่คอยย้ำเตือนคฤหัสถ์มิให้ลืมศีล หรือความปกติของตน แต่ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่มาขอรับจากสงฆ์แล้วจะทิ้งความเป็นปกตินั้นได้ที่ไหนละครับ
ศีล จะบังเกิดต่อเมื่อเรายึดถือปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น ต่อให้ไม่รับกับพระสงฆ์ ถ้าคุณได้กระทำแล้วย่อมมีค่าเท่ากัน...
วิธีต่อศีลก็ง่ายนิดเดียว...ตั้งจิตอธิษฐาน ถือสัจจะปฏิบัติศีลด้วยตัวเองไงครับ
เอาละครับ...ฉบับนี้ขออนุญาตตอบปัญหาจากท่านผู้อ่านเพียงสองข้อเท่านั้น เพราะหน้ากระดาษออกจะจำกัด คราวนี้เราเข้าเรื่อง ‘การฝึกมโนมยิทธิแบบง่าย ๆ’ กันเลยดีกว่า...
การสร้างมโนมยิทธิ คือการสร้างใจ สร้างความคิดให้มีอำนาจมีฤทธิ์...(ในความเห็นของตัวผู้เขียนเอง) การสร้างฤทธิ์ทางใจนี้ เป็นวิชชาหนึ่งในหลักปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ เป็นแนวทางสัมมาทิฐิที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าปฏิบัติแล้วได้ผลจริง...มีคุณประโยชน์จริง
การสร้างมโนมยิทธิที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทยนั้น ต้องยกให้ ‘ท่านหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง’ ที่มรณภาพไปแล้ว ว่าท่านเป็นผู้นำวิธีปฏิบัติจิตมาแนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์จนเลื่องลือระบือไกลอย่างยิ่ง และผู้เขียนก็ให้ความเคารพนับถือท่านอย่างมากเช่นกัน
แต่วิธีสร้างมโนมยิทธิที่ผู้เขียนนำมากล่าวในวันนี้นั้น เป็นประสบการณ์จากท่านอาจารย์เซียนสู เชยพรหมธีระ ซึ่งทั้งคุณทมยันตีและภูเตศวร ถือเป็นอาจารย์ รวมทั้งยกย่องท่านเป็นเสมือนบิดาของตนโดยเรียกท่านว่า ‘อาเตีย’ ทุกคำ โดยไม่เกี่ยวข้องกับมโนมยิทธิของหลวงพ่อวัดท่าซุงแม้แต่น้อย ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เดี๋ยวจะเป็นข้อถกเถียงกันว่าผู้เขียนไปยกเมฆเอามาจากไหนแน่...
อาเตียเซียนสู เคยถามทมยันตีว่า “อาอี๊ด ลื้ออยากมีฤทธิ์ทางใจไหม?”
ซึ่งในครั้งนั้น ทมยันตีได้ตอบว่า “อยากสิอาเตีย...”
ด้วยเหตุผลนั้นเซียนสูจึงแนะวิธีสร้างฤทธิ์ทางใจแบบง่าย ๆ ให้กับนักเขียนชื่อดังอย่างนี้ครับ...
“อาอี๊ดใช้วิธีทำสมาธิธรรมดา ๆ อย่างที่เคยทำทุกวันไปก่อนนะ ถ้าเกิดเบื่อเมื่อไหร่ให้นึกถึงเตีย แล้วอาอี๊ดก็นึกต่อว่าอาอี๊ดจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มาพบเตีย ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดินออกจากที่นั่ง เดินออกประตูห้องลงบันได เดินออกประตูรั้วผ่านซอยหน้าบ้าน ออกถนนใหญ่ เวลาเดินให้กำหนดรู้ จำให้ได้ว่า ถนนหนทาง ประตูที่เคยเห็นเป็นยังไง อยู่ตรงไหน...อาอี๊ดเดินผ่านบางนา บางพลี บางบ่อ บางปะกง เข้าชลบุรีเดินเข้าประตูบ้านของเตีย ขึ้นบันไดแล้วก็เคาะประตูห้อง...” เซียนสูอธิบายให้ทมยันตีฟังช้า ๆ...
“เวลาทำ ต้องใจไม่วอกแวกไปถึงเรื่องอื่น...และต้องทำติดต่อกันบ่อย ๆ ทุกวัน”
“เราไปหาคนอื่นได้ไหม?” ทมยันตีถามอาเตียบ้าง
“ได้...ถ้าเกิดเบื่อก็เปลี่ยนได้ แต่ต้องทำทุกวัน...”
“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า เมื่อไหร่เราทำสำเร็จ?” คนเป็นทั้งลูกศิษย์และลูกสาวถาม
“วันหนึ่งคนที่อาอี๊ดกำหนดจิตไปหา จะเป็นคนบอกอาอี๊ดเอง” อาเตียเซียนสูยืนยัน
“หมายความว่า คนที่เรากำหนดจิตไปหาจะเห็นตัวเราหรือคะ?” ทมยันตีในวันนั้นทำท่าประหลาดใจ
“ใช่...ถ้าทำสำเร็จ คนที่เราไปหาจะเห็นตัวเรา” ผู้เป็นอาจารย์หัวเราะ... “ให้ทำตอนกลางคืนจะทำให้คนเห็นคลื่นจิตง่ายกว่า...”
ทั้งหมดคือคำสนทนาในอดีตของอาเตียกับทมยันตีที่ผู้เขียนถอดออกมาเป็นประโยคโต้ตอบ เพราะไม่อยากแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไป อันจะทำให้ข้อเท็จจริงผิดเพี้ยนไป และท่านผู้อ่านจะได้พิจารณาด้วยเหตุผลและสติปัญญาของท่านเองทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมสักเล็กน้อย...สิ่งที่ต้องแสดงความคิดเห็นก็คือ
‘หลักการ’ ของอาเตียเซียนสูก็คือ อุบายการทำสมาธิอย่างหนึ่ง โดยปกติคนทำสมาธิต้องกำหนดจิตของตัวเองให้สงบนิ่งในอารมณ์เดียวโดยการใช้คำบริกรรม หรือกำหนดลมหายใจ เป็นอุบายให้จิตรวมตัวเป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านไปตามความนึกคิด
วิธีการของเซียนสูที่ใช้แนะนำทมยันตีต่างก็อยู่ในหลักการอันนั้น เพราะขณะที่กำหนดจิตให้เดินทางไปที่ไหน พบใคร ก็ต้องใช้ ‘สติ’ ควบคุมไปโดยตลอด ไม่ใช้จิตแส่ส่ายไปที่อื่น คิดเรื่องอื่น นอกจากเส้นทางที่มุ่งตรงสู่เป้าหมายเท่านั้น แต่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาธิคุณกล้าแข็งแค่ไหนมากกว่า...
“อาอี๊ดมันเป็นคนขี้เบื่อ...มันชอบอะไรแปลก ๆ สนุก ๆ...”
คือคำกล่าวของอาเตียที่แสดงให้เห็นว่าท่านรู้จริตของทมยันตี จึงพลิกแพลงวิธีปฏิบัติให้บ้างเป็นครั้งคราว เพื่อความไม่จำเจน่าเบื่อกับการนั่งบริกรรมแต่อย่างเดียว
ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องแบบนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านใครบ้างก็ได้ ถ้าเกิดใครบางคนมีจริตอย่างคุณทมยันตีบ้างจะได้ลองเอาไปใช้ดู เผื่อจะได้ผลเร็วขึ้น...
ผมเชื่อว่า อาเตีย...กับทมยันตีคงไม่สงวนลิขสิทธิ์หรอกครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com