
วันนี้จั่วหัวข้อซะยาวเหยียดก็เพราะตัวผู้เขียนได้รับจดหมายที่จำต้องเอามาตอบ จากท่านผู้อ่าน ๒ ฉบับ ทั้ง ๆ ที่เคยย้ำแล้วว่า ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ไม่ใช่คอลัมน์ตอบจดหมาย แต่ก็จำต้องอนุโลมกันในบางครั้ง ถ้าคำถามนั้นจักเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านท่านอื่นเพียงพอ...
ขอเริ่มที่จดหมายของ ‘คุณอัษณา’ เลยนะครับ!
สวัสดีค่ะ คุณภูเตศวร
ดิฉันอยู่จังหวัดปทุมธานี ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ มากนัก แต่ที่บ้านรับขวัญเรือนประจำ อ่านธรรมะ ๕ นาทีเสมอ
ดิฉันเป็นคนเรียนมาน้อย สามีจบแค่ชั้น ป.๗ แม่ของดิฉันยิ่งน้อยกว่า เพราะท่านไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย แม่ดิฉันอยู่กรุงเทพฯ ดิฉันจะไปหาท่านประมาณเดือนละ ๑-๒ ครั้ง แต่ถ้าเดือนไหนมีวันพิเศษ เช่น วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่ วันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ อะไรทำนองนี้ ส่วนมากแม่จะมาหาดิฉัน
ช่วงปลายเดือนมิถุนายน แม่ไม่เคยมาหาดิฉัน เพราะท่านไม่ค่อยมีเงิน เมื่อท่านมาดิฉันจะต้องให้เงินท่านทุกครั้ง แต่ก็ไม่มากนัก เพราะดิฉันไม่ค่อยมี ที่ไม่มีเพราะไม่ได้ทำงานที่ได้เงินเอง นอกจากเอาที่สามี โชคดีที่ดิฉันได้สามีที่รักครอบครัว ไม่เคยดุ ไม่เคยว่า ได้เงินเดือนมาก็ให้หมด ดิฉันทำแต่งานบ้าน ทำอาหาร ว่างก็อ่านหนังสือ ดูแลลูกบ้าง แต่ก็น้อยลงเพราะเขาเรียนอยู่ชั้น ป.๒ แล้ว เป็นลูกสาวคนเดียว
เมื่อดิฉันได้อ่านธรรมะ ๕ นาทีของคุณฉบับที่ ๕๑๙ เรื่องการฝึกจิตแบบที่คุณแนะนำ ดิฉันจึงลองทำบ้าง ตอนกลางคืนสวดมนต์เสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้า-ออก และตั้งจิตคิดถึงแม่ ดิฉันเริ่มออกจากบ้าน และก็ดูเส้นทางเหมือนที่นั่งรถไปบ้านแม่จนไปถึงบ้านและได้เรียกแม่
อีก ๑ อาทิตย์ต่อมา แม่ได้มาหาดิฉัน ดิฉันถามว่าได้ยินดิฉันเรียกไหม ท่านขนลุก ร้องไห้ ท่านบอกว่าได้ยินชัดมาก เปิดไฟมาดูแต่ไม่เห็นใคร ท่านไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง คิดว่าดิฉันคงต้องเป็นอะไรสักอย่างในทางที่ไม่ดี อยากจะมาหาแต่ก็มาไม่ได้ พยายามทำใจแข็ง และคิดว่าถ้าดิฉันเป็นอะไรไป สามีของดิฉันคงมาบอกท่านแล้ว เมื่อท่านพูดจบ ดิฉันจึงเล่าให้ท่านฟัง
พี่ชายของดิฉันว่าอย่าทำอีก เพราะเราไม่มีครู ประเดี๋ยวจะเป็นบ้าได้ ดิฉันเลยกลัว...ไม่กล้าทำอีก
คุณภูเตศวรมีความเห็นยังไงคะ?
อัษณา
ตอบ ผมขออนุญาตตัดทอนบางข้อความออก เพราะเป็นเรื่องของการถามที่อยู่ของท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร เพื่อส่งเงินไปร่วมทำบุญ เพราะผมได้เขียนลงไปแล้วในฉบับก่อน ๆ กับคำอวยพรให้ผู้เขียน...
สิ่งที่ทำให้ผมต้องยกจดหมายฉบับนี้มาตอบ ก็เพื่อต้องการยืนยันผลแห่งความจริงเกี่ยวกับการฝึก มโนมยิทธิแบบง่าย ๆ ของเซียนสู เชยพรหมธีระ ที่แนะนำมาว่า ‘ได้ผลจริง’
กับอีกประการหนึ่งเพื่อต้องการแย้งคำกล่าวของพี่ชายคุณอัษณาที่ห้ามไม่ให้กระทำต่อไป เป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง
เหตุที่กล้ากล่าวเช่นนั้นเพราะ สิ่งใดอันเป็นสัมมาทิฐิ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นโทษ...กับเหตุผลที่ว่า ‘อย่าทำอีก เพราะเราไม่มีครู’ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะผมเคยอธิบายไว้แล้วว่า ‘คุรุ’ หรือ ‘ครู’ ของชาวพุทธโดยแท้ คือ ‘พระพุทธเจ้า’ ถ้าใครก็ตามยกพระรัตนตรัยไว้เป็นสรณะและประกาศตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เราก็เปรียบได้เหมือนเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์
ความจริงตัวคุณอัษณาเป็นคนที่มีวาสนาทางปฏิบัติธรรมมากทีเดียว จึงสามารถฝึกจิตให้มีกำลังได้เร็วตามที่เล่ามา...
สิ่งที่ผมแนะนำในฉบับ ๕๑๙ นั้น เป็นแค่การพิสูจน์ถึงอำนาจของจิตว่ามีจริงเท่านั้น เป็นคำยืนยันว่า ‘โทรจิต’ เป็นเรื่องฝึกกันได้ และไม่ใช่เรื่องโกหก...
สำหรับคุณอัษณานั้นผมอยากขอร้องให้ทำสมาธิต่อเถอะครับ ไม่ต้องยึดวิธีที่ผมแนะนำแบบนั้นอย่างจริงจังหรอก คุณเปลี่ยนมาทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบ พุท-โธ ก็ได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นการทำสมาธิที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องสงสัยและรู้กันในชื่อว่า ‘อานาปานสติ’ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแนะนำไว้ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้ว
อย่าวิจิกิจฉาหรือลังเลสงสัยในสัจจะความจริงนี้เลยครับ ทำต่อไปแล้วคุณจะรู้เอง เห็นเอง และเชื่อในพระพุทธเจ้าด้วยตัวคุณเอง
ต่อไปเป็นจดหมายฉบับที่ ๒ ของคุณจันทรวรรณ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจดหมายที่เขียนมายาวมาก จึงต้องตัดทอนคัดลอกใหม่เพื่อความเหมาะสม...
สวัสดีค่ะ คุณภูเตศวร
ดิฉันไม่เคยเขียนจดหมายแบบนี้มาก่อน เขียนค่อนข้างยาวมาก ขยำทิ้งไปหลายแผ่นแล้ว อาจเป็นเพราะจิตใจกำลังสับสนก็ได้
ดิฉันแต่งงานและมีบุตร ๑ คน ปัจจุบันอายุ ๒๖ ปี ครอบครัวมีความสุขพอสมควร ดิฉันกำลังคิดอยากมีลูกอีกคน แต่กำลังคิดมาก จึงอยากจะขอให้คุณภูเตศวรช่วยอธิบาย หรือจะช่วยบอกวิธีแก้ไขให้ดิฉันด้วย
ดิฉันเป็นคนชอบดูดวงมาก ชอบดูกราฟชีวิตซึ่งแถมมาจากหนังสือขวัญเรือน ดิฉันศึกษาจนดูเป็น มีคนมาให้ดูหลายคน กราฟจะบอกเป็นปีต่อปี จนถึงตาย เป็นการดูไม่ค่อยละเอียดนักแต่ก็แม่น คำนวณจากวันปีเกิดของแต่ละคน ๑๒ ปีเป็น ๑ รอบ จะมีแยกเป็นวาสนา ทรัพย์ มิตร ญาติ บุตร ศัตรู คู่ครอง โรคภัย ชื่อเสียง อาชีพ โชคลาภ และพินาศ
ช่องโรคภัยเลขของดิฉันแค่ ๑ ถือต่ำสุดเลย หมายถึงจะมีเคราะห์ในปีนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรที่จะเกิดขึ้นมา ส่วนเลขอื่น ๆ ดิฉันก็ปานกลาง ที่น่ากลัวและทำให้ดิฉันคิดมากก็จะมีแต่ช่องโรคภัย กับพินาศ ในดวงชะตาของทุกคนต้องมี บางคนมีโรคภัยเป็นเลขสูงกว่า ๑ ก็ไม่มีอะไรสามารถแก้ไขได้ แต่ของดิฉันในตำราบอกว่าแก้ไขยากมาก แล้วแต่เวรกรรม ซึ่งเมื่อมาย้อนดูแล้ว ตอนดิฉันอายุ ๒๐ ปี ดิฉันก็เคยมีปัญหาที่หนักมาก ๆ ซึ่งก็ตรงกับช่องโรคภัย แต่มันก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้
ตอนนี้ดิฉันมักเป็นโรคประสาท กลัวเรื่องที่มันยังไม่เกิดขึ้น อีก ๖ ปีข้างหน้า ว่าดิฉันจะเป็นอย่างไร จะผ่านเคราะห์กรรมไปได้ไหม
ตอบ สิ่งที่คุณเป็นอยู่ในขณะนี้คือ ลักษณะของคนที่เรียกว่า ‘วิตกจริต’ เรื่องของการดูหมอจะเป็นเพราะแม่นยำหรือบังเอิญก็ตาม ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก เพราะทุกอย่างเกิดแต่ ‘กรรม’ ของแต่ละคน คุณจะดูหมอหรือไม่ดูมันก็ขึ้นอยู่กับกรรมอยู่ดี เข้าทำนองรู้ก็เป็น ไม่รู้ก็เป็น แล้วจะรู้ไปทำไมถ้าทำให้เกิดทุกข์ วิธีแก้ก็คือหมั่นทำสมาธิ ยกจิตตนเข้าพิจารณาสิ่งอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กับการพยายามถือศีลให้บริสุทธิ์มากเท่าที่จะมากได้
คนมีศีลกับสมาธิไม่เคยกลัวอะไรครับ
เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องมาจากกราฟชีวิตนี่เหมือนกัน ดิฉันได้ตั้งท้องลูกคนที่ ๒ โดยไม่ตั้งใจ คือไม่คิดว่าจะมีในตอนนั้น พอท้องดิฉันได้ลองคำนวณวันที่ลูกจะเกิดโดยประมาณเอา ปรากฏกราฟไม่ค่อยดี คือปานกลางเหมือนดิฉัน ดิฉันก็เลยคิดมาก ยังไม่อยากให้เกิด คิดจะทำแท้ง โดยพูดถามคนที่เคยทำ เขาก็แนะนำแต่ดิฉันไม่กล้า และแฟนก็ต่อว่า ว่าคงเป็นลูกผู้หญิงอีกแน่นอน (บุตรคนแรกเป็นผู้หญิง ครอบครัวสามีอยากได้หลานชายมาก) แม่สามีก็บอกว่า อย่าให้เป็นผู้หญิงออกมาอีกนะ
ดิฉันเครียดมาก ดิฉันไม่แคร์เรื่องเพศ แต่ดิฉันแคร์เรื่องชีวิตของลูก อยากให้วาสนาเขาดี อยากให้เขารวยมาก ๆ ซึ่งในกราฟอยู่ในระดับธรรมดา
ดิฉันนอนร้องไห้บ่อย ๆ ไม่อยากมีลูกคนนี้จนดิฉันแท้งออกมาเองภายในเดือนแรก ดิฉันก็แปลกใจว่าแท้งได้อย่างไร แต่ก็รู้สึกสบายใจที่เรื่องผ่านไปเสียได้ แฟนก็ไม่เสียใจเลย ไม่ทราบว่าดิฉันทำผิด ทำบาปหรือเปล่า ที่ใจไม่รักลูกที่จะเกิดมา
ตอบ ความทุกข์ของคุณเป็นผลพวงของความ ‘อยากได้ อยากมี อยากเป็น’ ของตนที่ต้องการลูกฉลาด โดยเชื่อเพียงวิธีดูแบบกราฟชีวิต ความเชื่อโดยปราศจากเหตุผล ขาดการไตร่ตรองทางปัญญา ย่อมก่อทุกข์ให้คุณแน่นอนและผมไม่อยากเชื่อว่า จะมีใครใช้การดูกราฟชีวิต ที่เป็นแค่หลักสมมุติฐานมากำหนดกรรมของมนุษย์ได้ คุณถามว่าทำผิดไหมกับการคิดทำแท้ง ผิดครับ ผิดในข้อมโนกรรม คือกรรมอันเกิดจากความคิดในใจ
เรื่องที่ ๓ ก็เข้าทำนองเดียวกับเรื่องที่ ๒ ดิฉันกำลังอยากจะมีลูกโดยการเลือกวันเดือนปีเกิดให้ลูก โดยให้หมอช่วย ซึ่งสมัยนี้ก็คล้าย ๆ ให้พระดูฤกษ์ให้ว่าจะผ่าท้องกี่โมง วันไหนดี ดิฉันก็อยากจะทำแบบนั้นบ้าง โดยการดูกราฟด้วยตัวเอง (ขณะนี้ยังไม่ท้อง) ไม่ทราบว่าจะเป็นบาปไหม คนเราเลือกวันเกิดให้กันได้ ถ้าผิด และบาป ดิฉันจะไม่ทำ ปล่อยเป็นธรรมชาติ
บางทีดิฉันก็ชอบคิดว่าโลกมนุษย์นี้แสนจะโหดร้าย คนที่เกิดคือคนที่อยู่ใช้กรรม คนที่ตายคือคนที่สบายแล้ว และเวลาทำบุญได้อธิษฐานว่า ‘ไม่ขอเกิดมาเป็นคนอีก’ อันหลังนี้แม่ดิฉันเป็นคนสอน ดิฉันคิดว่าคนที่เขาไม่มีลูกเขาคงเป็นคนมีบุญมาก การที่เราทำให้คนเกิดขึ้นมา เลี้ยงดูสั่งสอนเขาอย่างดี แต่เมื่อเขามีทุกข์ใจ เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุกับร่างกายของตัวเอง
เหล่านี้เป็นกรรมที่แก้ได้จริงหรือ
ตอบ นั่นคือความคิดของคุณที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น เพียงเชื่อในสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เชื่อเรื่องฤกษ์ดวง แต่สอนให้เชื่อเรื่องกรรม ‘ใครทำสิ่งใดไว้ ผลของการกระทำจะติดตัวไปทุกชาติภพเหมือนเงา...’
การทำบุญกับการอธิษฐานแค่นั้น ไม่ทำให้คุณหยุดการเวียนว่ายได้หรอกครับ การหยุดเวียนภพชาติต้องเดินไปตาม ศีล ทาน ภาวนา จนเกิดปัญญาในการตัดอาสวกิเลสออกจากจิตได้เสียก่อน จึงสิ้นความเกิดความตายได้
การไม่มีลูกเป็นคนมีบุญนั่นเป็นความคิดของคุณเอง ผมเคยได้ยินคนแก่เฒ่าที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล บ่นว่าตัวเองเป็นคนไม่มีบุญออกบ่อย
สิ่งที่คุณคิดเป็นความฟุ้งซ่านมากกว่า ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรต่อภาวะจิตใจแม้แต่น้อย พยายามทำจิตให้ว่างมองทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาโลก จะสุขกว่าเป็นไหน ๆ
- เรื่องสุดท้าย ดิฉันใส่บาตรพระปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น คือวันเกิด วันปีใหม่ วันสงกรานต์ นอกนั้นแทบไม่เคยใส่ ทุกวันนี้ไม่กินเนื้อวัว ไม่กินปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล ปลาหมอ เพราะดิฉันมักซื้อปล่อยตามแม่น้ำ เรียกว่าดิฉันปล่อยปลาบ่อยกว่าใส่บาตร ความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่ใส่บาตรตอนเป็นคน ตอนตายจะแตะต้องอาหารไม่ได้ กินอะไรไม่ได้ ทุกข์ทรมาน
คุณภูเตศวรว่าจริงหรือไม่ เรื่องนรก สวรรค์?
ดิฉันอยากตายแล้วสูญสลายไปเลย เป็นไปได้ว่ามีวิญญาณเพราะพลังงานของคนจะค่อย ๆ ดับ ค่อย ๆ หมด จึงเกิดเป็นวิญญาณเมื่อตายใหม่ ๆ หลังจากนั้นก็จะสูญหายไปเลย ทฤษฎีนี้ดิฉันได้รู้มาและเชื่อแบบนี้
คุณภูเตศวรคิดอย่างไรคะ?ตอบ การใส่บาตรกับการปล่อยปลาเป็นการทำบุญทั้งคู่ แต่จะเปรียบเทียบกันในประโยชน์ของบุญไม่ได้ เหมือนกับการรับประทานอาหาร คุณเลือกกินแต่ไขมันได้ไหม คุณต้องกินผัก กินสารอาหารอย่างอื่นด้วย การปล่อยปลา คือการทำบุญด้วยการให้ชีวิต การใส่บาตรเป็นการต่อชีวิตพระสงฆ์เพื่อปฏิบัติธรรม เป็นการต่ออายุพระศาสนา คุณประโยชน์ต่างกันครับ
ส่วนเรื่องตายแล้วสูญเป็นความเชื่อที่ผิด เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักธรรมของศาสนาพุทธอย่างยิ่ง เอาแต่กฎทางฟิสิกส์กล่าวว่า สสารคือพลังงาน พลังงานคือสสาร สองประการนี้จะไม่สูญสลายไปจากจักรวาลนี้...นอกจากแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะของมัน
จิตของมนุษย์เป็นพลังงาน เมื่อเป็นพลังงานย่อมไม่มีทางสูญสลาย การเปลี่ยนแปรไปตามสภาวะ ก็คือเป็นไปตาม ‘กรรม’ ของตน คนเชื่อว่าตายแล้วสูญอันตรายครับ อันตรายต่อวิญญาณของตน เพราะคนตายแล้วสูญไม่เชื่อเรื่องกรรม และไม่จำเป็นต้องเชื่อ เมื่อไม่เชื่อก็มีโอกาสสร้างกรรมมากขึ้น มีโอกาสตกสู่อบายภูมิกว่าใคร
คำถามของคุณจันทรวรรณยังมีอีกสองสามข้อ โดยสรุปคือการเริ่มไม่ศรัทธาในพระสงฆ์ที่มีข้อวัตรไม่งดงาม กับการถูกบังคับให้ไหว้เจ้า ท้ายสุดคือการขอความเห็นเรื่องแม่ชีมาเดินขอปัจจัยตามบ้าน เพื่อเป็นการไม่เยิ่นเย้อ ขอตอบโดยรวมไปเลยดังนี้...
การทำบุญเป็นเรื่องของจิตใจ ถ้าเราเห็นว่าพระหรือชีก็ตามไม่น่าศรัทธา ก็อย่าทำ เก็บทรัพย์เอาไว้ทำบุญกับพระสงฆ์ที่เราศรัทธาดีกว่า ผมเชื่อว่าพระกว่าสองแสนรูปในพระศาสนาก็คงไม่แย่เสียทั้งหมดหรอกครับ เหมือนคุณจะหว่านข้าวแหละ คุณก็มีสิทธิ์หานาที่ดีสำหรับปลูกข้าวใช่ไหม
การไหว้เจ้าเป็นประเพณีของคนจีน ในเมื่อคุณเป็นสะใภ้ก็ไม่ควรดันทุรังคัดค้าน ควรปฏิบัติตามประเพณีไป ส่วนความไม่รักไม่ชอบถือว่าบาปไหมนั้น ไม่บาปหรอกครับ จะบาปก็ตรงไปดื้อดึงจนครอบครัวแตกร้าวอย่างไร้เหตุผลมากกว่า แต่ผมเชื่อว่าคุณคงไม่ทำถึงขนาดนั้นแน่!
ครับ...ธรรมะ ๕ นาที ฉบับนี้คงไม่สามารถรักษาเวลาตามคอลัมน์ไว้ได้ แต่เพราะอยากจะนำความคิดแปลก ๆ ถามแปลก ๆ มาเสนอบ้างก็เลยต้องจำยอม
สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายก็คือ อย่าลังเลในธรรมะของพระพุทธเจ้าเลยครับ เพราะความลังเลสงสัยจะทำให้คุณล่าช้าต่อการก้าวสู่มรรคผลอันประเสริฐ หรือไม่ก็ก้าวพลาดถลำลึกสู่อบายภูมิมากขึ้นไปอีก...
เชื่อผมเถอะครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com