
ยุคนี้เป็นยุคของผู้วิเศษ...จริงหรือ?
ว่างเว้นกับการตอบปัญหามานาน วันนี้ถือโอกาสสะสางหนี้ด้วยการนำคำถามมาตอบรวบยอดเสียทีเดียว...พร้อมกับขออภัยท่านผู้อ่านที่ถามมา แต่ภูเตศวรไม่ยอมตอบให้ทันใจท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ด้วย...
คำถามแรกมาจาก คุณอรวรรณ เมฆศรี จังหวัดสุโขทัย
อยากเรียนถามคุณภูเตศวรว่า ครั้งหนึ่งดิฉันได้ไปฟังพระเทศน์ที่วัดทั้ง ๆ ที่พระท่านก็เทศน์ดี แต่เพราะความไม่มีสมาธิ ทำให้จำอะไรไม่ค่อยได้
มีอยู่ประโยคที่ยังค้างคาในหัวใจดิฉันก็คือที่ว่า...
‘ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน’ นั้นเป็นอย่างไร ขอให้ช่วยอธิบายตรงนี้ด้วย
ตอบ คำถามของคุณ ความจริงง่ายในการตอบ โดยเฉพาะประโยคคำถามนั้น แต่ที่จริงแล้ว เข้าใจว่าคุณคงไปจำมาจากการเทศน์ในหัวข้อ หลักปฏิจจสมุปบาทมากกว่า...สูตรปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักของการเกิดดับ...ส่วนของผู้ที่พ้นอวิชชา (อรหันต์) ไม่มีอย่างนี้ กล่าวคือไม่มีอวิชชาชั้นต้นอย่างนี้
อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร
สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ
วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป
นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ
สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ
ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา
เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา
ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน
อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ
ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ
ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา...มรณะ
และเพราะชาติ ชรา มรณะ นี้เอง ความโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โสมนัส และอุปาสายาส จึงมีพร้อม
แต่เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้กระจ่างทั้งหมดได้ในระยะอันสั้น ก็เลยขอสงวนการตอบไว้เฉพาะที่คุณถามมาก็แล้วกัน...
‘ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน’ อธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ เมื่อใดก็ตาม ที่คุณอยากได้หรือพอใจในสิ่งใด คุณก็จะถือว่าสิ่งนั้นดีใช่ไหม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเกิดหมดความอยากได้ หมดความรักใคร่ยินดี ความเคยยึดถือสิ่งนั้นว่าดีก็จะหมดไป จึงสรุปได้ว่า ความ ‘อยาก’ เป็นตัณหา...ความอยากเป็นตัวกำหนดให้เรา ‘เห็น’ ว่าสิ่งนั้นดี (เข้าใจ) เป็น ‘อุปาทาน’ ความยึดถือซึ่งเรียกว่าอุปาทานนั้นเกิดจากตัณหาโดยแท้ ความหมายที่ถือว่าอย่างนั้นดีหรือไม่ดี เป็นเพียงเงาของตัณหา ถ้าตัณหาไม่มี ความหมายที่ว่าก็หายไป ‘อุปาทาน’ จึงเป็นการยึดมั่นในความหมายต่าง ๆ ซึ่งโดยแท้ความหมายนั้นไม่มีจริง
คำถามจาก คุณอนุชิต ไวยวรรณ กรุงเทพฯ
ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ยินการรับขันธ์ครู หรือขันธ์ 5 บ่อย ๆ ไม่ทราบว่าขันธ์ 5 ตรงนี้หมายถึงอะไร?
ตอบ ตัวผู้เขียนเองก็พยายามสืบเสาะศึกษาคำว่า ขัน 5 หรือจะเขียนว่าขันธ์ 5 ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมรับขันธ์ครูบูชาของตำหนักต่าง ๆ มานาน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด นอกจากถือเป็นสัญลักษณ์เครื่องบูชาครู ที่ประกอบด้วยสิ่งของ 5 อย่าง ในจำนวน 5 ชิ้น อย่างเช่น ธูป 5 เทียน 5 ดอกไม้ 5 ฯลฯ แต่ถ้าขันธ์ 5 หรือที่เรียกว่า ‘เบญจขันธ์’ นั้นในทางพุทธศาสนาก็คือ...ตัวเราที่ประกอบด้วย ‘กาย-ใจ’ หรือนัยหนึ่งว่า ตัวเราก็คือ เบญจขันธ์นั่นเอง
ที่ว่าตัวเราเป็นเบญจขันธ์ ก็เพราะพระพุทธองค์ทรงแบ่งสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี้เป็น รูปกองหนึ่ง เวทนากองหนึ่ง สังขารกองหนึ่ง สัญญากองหนึ่ง และวิญญาณกองหนึ่ง ในห้ากองนี้กองรูปขันธ์มักเรียกสั้น ๆ ว่า ‘รูป’ ส่วนอีกสี่กองเรียกว่า ‘นาม’
ถ้าจะพูดอีกแบบ ตัวเราก็คือ นามรูป ให้สังเกตว่าตัวของเราประกอบขึ้นจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมส่วนหนึ่ง และจากสิ่งที่เป็นนามธรรมส่วนหนึ่ง ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดขึ้นจากสสารพลังงานที่เป็นรูปธรรม ส่วนความรู้สึกนึกคิดเป็นพลังงานที่เป็นนามธรรม...อธิบายได้อย่างนี้ครับ
1. รูปขันธ์ หมายถึงร่างกายทั้งหมด ร่างกายเป็นส่วนรูป คือเป็นรูปธรรมเกิดจากธาตุหยาบทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ คำว่า ธาตุในทางพุทธ หมายถึง ของธรรมชาติ สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ
2. เวทนาขันธ์ เวทนา แปลว่า ‘ความรู้สึก’ แต่ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ คือไม่สุขไม่ทุกข์ ความรู้สึกทั้งสามนี่แหละที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่าเวทนา แบ่งเป็นสามคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา
3. สัญญาขันธ์ สัญญาแปลว่า การกำหนดหมาย โดยปกติเมื่อมีอะไรผ่านมาทางประสาทเข้าสู่ใจนั้น ใจต้องมีการกำหนดหมายสิ่งนั้นเพื่อให้จำได้ กิริยาที่ใจกำหนดนั่นแหละเรียกว่า สัญญา
4. สังขารขันธ์ สังขาร คำนี้ไม่ใช่ร่างกายอย่างที่เราปกติเข้าใจกัน สังขารในที่นี้หมายถึงการปรุงแต่งหรือการสร้างสรรค์ในความคิด...คือคิดดีหรือชั่ว...สังขารที่ว่าจึงเป็นคำจำกัดความของ ‘คุณธรรมและอธรรม’ ที่มีอยู่ในใจของคนเราทุกคน...
5. วิญญาณขันธ์ คำว่า วิญญาณ แปลว่า ‘ความรู้สึก’ แต่ความรู้สึกที่เรียกว่า วิญญาณนี้ หมายถึงความรู้สึกเห็น...รู้สึกได้ยิน...รู้สึกกลิ่น-รส และรู้สึกถึงการสัมผัสและความนึกคิด แบ่งเป็น 6 อย่าง
1) จักขุวิญญาณ ความรู้สึกจากการเห็นด้วยตา
2) โสตวิญญาณ ความรู้สึกทางหูคือการได้ยิน
3) ฆานวิญญาณ ความรู้สึกทางจมูกคือได้กลิ่น
4) ชิวหาวิญญาณ ความรู้สึกทางลิ้น รู้สึกรส
5) กายวิญญาณ ความรู้สึกทางกาย การสัมผัสต่าง ๆ...
6) มโนวิญญาณ ความรู้สึกทางใจ รู้สึกรับรู้ทางอารมณ์ที่ปรากฏในห้วงนึก มโนวิญญาณจะแปลว่าความนึกคิดก็ได้
ความจริงยังมีคำถามอีกหลายคำถาม แต่จนใจด้วยโควต้าหน้ากระดาษ จึงขอตอบเพียงเท่านี้ก่อน จะได้เหลือเนื้อที่สำหรับหัวข้อที่กำหนดไว้แล้วข้างต้น...
การที่ในปัจจุบันมีคนกล่าว อ้างว่าตนสามารถหยั่งรู้...มีอภิญญากันมากขึ้น ๆ ทุกวัน บางรายถึงกับประกาศตัวว่าสามารถสอนให้มนุษย์เดินเข้าสู่กระแสนิพพาน จนเจนจบพรหมจรรย์ด้วยทางลัดได้นั้น...
ภูเตศวรได้ยินได้ฟังแล้วอ่อนใจ...เพราะบางท่านก็เคยมานั่งสนทนากับผู้เขียนแล้วก็มี...บางรายกล้ากล่าวได้ว่า ‘เพ้อเจ้อ’ บางท่านอาจอยากถามว่า ภูเตศวรรู้ได้อย่างไร?
รู้ครับ...ไม่ได้รู้เพราะตนมีอภิญญาหูทิพย์-ตาทิพย์ อะไรหรอกครับ แต่รู้ได้โดยหลักความจริงว่า
ถ้าตัณหายังมี อุปาทานก็ยังอยู่...ถ้าตัณหา-อุปาทานยังมีในสันดาน ‘อวิชชา’ ยังมีอยู่...อวิชชายังมีอยู่ก็หมายความว่า ‘คนคนนั้นก็ยังไม่รู้อะไรอย่างถูกต้องสมบูรณ์จริง’ ยังต้องมีการเข้าใจผิด หรือยังมีอะไรต้องแก้ไขและเรียนรู้อีกมาก
ฉะนั้น ดูผู้เป็น ‘อริยะ’ ต้องดูที่ จริยาวัตร และปฏิปทา...
ถ้าผู้ประกาศตนเป็นผู้วิเศษ ยังเต็มไปด้วย ‘อัตตา’ ตัวกูของกู...เต็มไปด้วยการยึดมั่นถือมั่น
จะใช่...อริยบุคคลละหรือ?
“แม้เราตถาคตจะรู้ถึงปานนี้ แต่ก็หาได้ยึดมั่นในความรู้นั้นไม่ เพราะไม่ยึดมั่นในความรู้ ตถาคตจึงได้พบความสงบอันสูงสุด...” คือถ้อยคำดำรัสขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแนวทางบอกถึงการละวางจนได้ชื่อว่า บรรลุถึงสัจธรรมสุดท้าย บรรลุถึงสัจธรรมอันสูงสุด...
จึงขอฝากท่านทั้งหลายไว้ว่า...ศาสนาพุทธสอนให้ ‘เชื่อ’ ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเหตุผล
เป็นวิถีทางแห่ง ‘ปัญญา’
อย่าได้เชื่อ...เพราะการประกาศตีป่าวชวนเชื่อแต่ประการเดียว...อยากให้ท่านลองพิจารณาโอวาทของพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ธมฺมวิตตฺโก ที่ว่า ‘ของจริงนิ่งใบ้ ของพูดได้ไม่จริง’ ดูว่าจริงหรือไม่?
บอกตรง ๆ ครับ ถึงวันนี้นึกห่วง...พุทธศาสนาขึ้นมามาก กลัวพวกผู้รู้มาก ‘ลากเข้าป่าเข้าพง’ จริง ๆ
ด้วยคารวะ
ภูเตศวร
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com