รับขันธ์ (ขัน) ครูด...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

รับขันธ์ (ขัน) ครูดีไหม? by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#79]

รับขันธ์ (ขัน) ครูดีไหม?

 

          ระยะหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีมากมายหลายคนต่างได้ยินคำว่า ‘รับขันธ์’ เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครที่ถือว่าเป็นแดนศิวิไลซ์ที่สุดของเรา หากกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีผู้เชื่อถือในเรื่องการมีเทพเจ้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด

          จะเห็นได้ว่ามีผู้กล่าวอ้างอิงถึงการสามารถติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แพร่หลาย มีทั้งร่างทรงหรือที่ไม่ยอมรับว่าเป็นร่างทรง แต่ยืนยันว่ามีความเกี่ยวพันกับเทพเจ้าปรากฏทางหน้าหนังสือเกิดขึ้นตลอดเวลา

          ทั้งหมดมิได้เป็นเรื่องแปลกสำหรับมนุษย์ในยุคพ.ศ. นี้ กับการเกี่ยวข้องกับเทวดา...โดยการผ่านพระญาณลงมาโปรดมนุษย์ตาดำ ๆ ที่มีกิเลสครอบงำอย่างพวกเรา ๆ

          บ้านของคนเดินดินธรรมดา ๆ ก็เลยถูกสถาปนาเป็น ‘พระตำหนัก’ กันเป็นทิวแถว...

          ก็อีกนั่นแหละปรากฏการณ์เหล่านี้จะว่าไปก็มิได้ทำความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรให้กับผู้เขียนหรอกครับ นอกเสียจากว่า...

          ...ถ้าไม่มีโทรศัพท์เข้ามาถามไถ่อยู่แทบทุกวัน...

          “เขาว่าดิฉันมีเทวดาคุ้มครอง...” เสียงในลักษณะนี้แว่วเข้ามาเป็นประจำ

          “ก็ดีแล้วนี่ครับ คนมีเทวดาคุ้มครองก็ถือว่าเป็นมงคล...” ผู้เขียนมักจะตอบเช่นนี้เสมอ...ทว่าปัญหามันอยู่ตรงนี้...

          “เขาให้รับขันธ์ค่ะ แต่ดิฉันลังเลใจ”

          ครับ...ก็น่าเห็นใจเพราะอยู่ดี ๆ มีใครสักคนแนะนำให้คุณลุกขึ้นมาทำพิธีกรรมแปลก ๆ โดยที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน แน่นอนคุณต้องลังเลใจ ว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง...

          และที่ร้ายไปกว่านั้น...มีบางรายไปรับมาแล้ว ปรากฏว่าต้องมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถอดถอน ‘ขันครู’ ด้วยเหตุผลที่ว่า ตั้งแต่รับกันมามีแต่เรื่อง ‘อวมงคล’ จนทนไม่ไหว...หากแต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวจะมีภัยแก่ตน...

          “มีผู้แนะนำให้ไปลอยแม่น้ำ แต่ดิฉันกลัว...” บางประโยคเช่นนี้ภูเตศวรมักจะได้ยินบ่อย ซึ่งผู้เขียนเห็นใจและเข้าใจดี...เพราะพิธีรับขันธ์ (ขัน) ถูกกระทำให้เห็นว่าเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ความรู้สึกจึงเกาะแน่นในจิตของผู้รับ ยามเมื่อต้องการละทิ้ง จึงกลายเป็นความวิตก...หวาดหวั่น กลัวว่าจะถูกทำโทษ ฯลฯ

          จากการค้นคว้าศึกษาด้วยตัวเอง และจากที่ฟังคำบอกเล่ามา...สาเหตุแห่งการรับขันธ์นั้นมักจะเกิดจากข้ออ้างของเหล่าเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งหลายว่าบรรดาศิษยานุศิษย์ที่นับถือมานาน และเพิ่งนับถือพระญาณของเหล่าเทวดาปกปักคุ้มครองรักษา

          ...บางรายกล่าวอ้างว่า ถ้าไม่ทำพิธีรับขันธ์ (ขัน) ครูเอาไปบูชา จะถูกทำโทษต่าง ๆ นานา (หมายถึงเทวดาที่คุ้มครองลงโทษ) อย่างเช่นทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ถูกลงโทษให้ทำมาหากินลำบาก กิจการทั้งหลายขาดทุนย่อยยับ...

          ...ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ถูกทำนายทายทัก ขวัญผวา วิตกกันเป็นที่ยิ่ง...

          ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงนึกอยากจะถามว่า... “ตกลงรับขันธ์ (ขัน) ดีหรือไม่ดี ?”

          คำตอบก็คือ... “ดี!” และก็ “ไม่ดี!”

          หลายท่านคงแอบค้อนควักผู้เขียนหลายตลบ อีตาบ้านี่ตอบกวนประสาทแฮะ...แต่ภูเตศวรยังมีข้ออรรถาธิบายอีกครับ โปรดใจเย็น ๆ

          จากประสบการณ์ที่ภูเตศวรพบเห็นพิธีกรรมรับขันครูมาไม่น้อย ทำให้คิดได้เป็นสองแง่

          ประการแรก คือ “ดี” ก่อน การรับขันธ์ (ขัน) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ท่านผู้อ้างว่ามีเทวดาลงประทับทรงหรือมีสมมติสงฆ์บางรูปเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทให้นั้น จะสั่งให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดทำขันขึ้นมาก่อน ขันที่ว่าก็คือ ขันน้ำพานรองที่เห็นกันอยู่ โดยจะกำหนดขันเป็นสีเงินหรือสีทองเป็นส่วนใหญ่

          สิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในขัน ก็จะมีดอกไม้ ธูปเทียนกับบายศรีที่ประดิษฐ์ขึ้นจากใบตอง บางรายอาจกำหนดให้มีสิ่งอื่นมากกว่านี้ก็ได้ อย่างเช่นเงินกำนลครูเก้าบาท หญ้าแพรก ฯลฯ

          การรับขันธ์ครูส่วนใหญ่ จะมีกฎมีข้อห้ามบางประการสำหรับศิษย์อย่างเช่น...

          ...ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่...เช่น วัว...ควาย

          ...ต้องรับประทานมังสวิรัติในวันพระ ฯลฯ แล้วแต่เจ้าของสำนักจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งเท่าที่ฟังดูก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดี ๆ ทั้งสิ้น

          ตรงนี้แหละครับที่ผมตอบว่าการรับขันธ์ ‘ดี’ ดีตรงที่เหมาะสำหรับผู้ยังติดอยู่ใน ‘อุบาย’ ข้อกำหนดต่าง ๆ สามารถระงับการอยากในบางสิ่งได้ หากข้อกำหนดของเหล่าครูบาอาจารย์เจ้าสำนักอยู่ในศีลธรรมก็แล้วกันไป ยกเว้นข้อกำหนดนั้นผิดทำนองคลองธรรม...

          ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาคงแยกแยะได้

          ข้อดีอีกประการของการรับขันธ์ก็คือ...เมื่อผู้รับได้ขันธ์ (ขัน) ครูมาแล้ว ก็นำมาตั้งไว้ในที่อันสมควร...และแน่นอนต้องทำการบูชาอยู่เป็นนิจ...เท่ากับการได้บูชาพระคุณแห่งครูบาอาจารย์ ได้บูชาคุณแห่งพระเทวาที่ตนเชื่อถือว่าคุ้มครองตนด้วย...

          ขันธ์ (ขัน) ครู จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนตนให้เป็นผู้ที่ประกอบกรรมดี

          และเหนี่ยวรั้งสติมิให้กระทำชั่ว ในฐานะที่มีเทวดาดูแลรักษา...(ตามความเชื่อของผู้รับขันธ์)

          “แล้วที่ว่าไม่ดีล่ะ?” คำถามเช่นนี้คงต้องตามมาแน่นอน

          ภูเตศวรคงต้องบอกว่า...ส่วนไม่ดีตรงนี้อยู่ที่ตัวของผู้รับขันธ์ (ขัน) ครูมาเองว่า คุณเป็นผู้มีสติมากน้อยเท่าใด...

          สิ่งแรกก็คือ...คุณรู้จักแยกแยะว่าเจ้าของตำหนักนั้นเป็นผู้ที่มีความดีมีศีลธรรมจริงหรือไม่?

          ถ้าเจ้าสำนัก ดี...คุณก็รอดตัวไป

          ถ้าเจ้าสำนักอยู่ในคราบนักบุญ หากใจเป็นซาตานก็ถือว่าเป็นความซวย

          ที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะเคยเห็นมาเยอะที่พบเห็นครั้งแรก อะไร ๆ ก็ดีไปหมด พูดจามีเหตุผลอยู่ในศีลธรรม...แต่ภายหลังลูกศิษย์ถูกปอกลอกให้เสียทรัพย์จนหมดตัวมาก็มี

          ประการที่สอง...ผู้ที่รับขันธ์ (ขัน) ครูมาแล้ว มีส่วนมากคาดหวังว่าเมื่อรับแล้ว ตนจะประสบความสุข พบความร่ำรวย ตรงนี้ผู้เขียนอยากจะบอกกับทุกท่านว่า ‘คิดผิด’ เพราะขันธ์ครูกำหนดความเป็นไปในชีวิตของคุณไม่ได้...ตัวคุณเท่านั้นต้องกำหนดชีวิตตนเองด้วยการกระทำ

          ชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดด้วย... ‘กรรม’ หรือการกระทำแห่งตนเท่านั้น

          เทวดา...ยังอยู่เหนือกรรมไม่ได้...แล้วอย่างเรา ๆ จะเหลืออะไร?

          ที่เขียนอย่างนี้ก็เพราะมีผู้รับขันธ์ (ขัน)ครู บางคนเอะอะอะไรก็นั่งวิงวอน นั่งพร่ำบ่นร้องขอเทวดาให้ช่วย ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องงาน...เรื่องเงิน หรือแม้กระทั่งเรื่องครอบครัว ตรงนี้แหละครับที่ขอบอกว่า

          ‘ไม่ดี’

          ไม่ดีเพราะรับขันธ์ไปแล้วมัวแต่นั่งอ้อนวอน หรือไม่ก็อหังการ์ว่ามีเทวดาคุ้มครอง ภารกิจทั้งหลายที่พึงกระทำก็ไม่ทำ ท้ายสุดชีวิตครอบครัวก็ล่มสลาย

          ...ก็เลยกลายเป็น ขันครู ทำลายล้างชีวิตไปเสียอีก...

          ในส่วนความเห็นของผู้เขียนเองนั้น ถือว่าการรับขันธ์ (ขัน) ครูเป็นเรื่องของ ‘โลกียธรรม’ รับก็ได้ ไม่รับก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวผู้รับเองว่า เป็นสุขหรือไม่อย่างไร? ในการนำไปบูชา -ปฏิบัติ...

          ...ทุกอย่างอยู่ที่ ‘จิต’ อันประกอบด้วย ‘สติ’ ระลึกรู้ของคุณเอง...

          คำว่า ‘ขันธ์’ ในความหมายของคณาจารย์โบราณต่างกับ ‘ขัน’ ที่เรียกกันในปัจจุบัน ฉะนั้น คำว่ารับขันธ์หรือขันครูนั้น เพื่อต้องการให้พ้องกัน คนส่งเจตนาให้คนรับรู้ถึงสภาวะอันเที่ยงแท้ของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นด้วย...

          รูป...เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ...อันเป็น ‘ขันธ์ห้า’

          ผู้เขียนขอยกยอดเอาไปพูดถึงในโอกาสต่อไป เพราะต้องใช้หน้ากระดาษมากในการอธิบาย เดี๋ยวจะกลายชื่อคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที เป็นธรรมะ 5 ชั่วโมงไป

          ถึงตรงนี้อยากจะขอสรุปเลยว่า...การรับขันธ์ (ขัน) ครู นั้นดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเท่านั้น ว่าคุณรู้จักเลือก รู้จักปฏิบัติอย่างไร...รวมทั้งรู้ถึงความหมายของการรับหรือไม่...

          แต่ถ้าเป็นภูเตศวร ประสบปัญหาอย่างที่เรียกกันว่ามีญาณเทวดาจับต้องตามคำทายทักของร่างทรง...เจ้าสำนักต่าง ๆ เหมือนผู้ตั้งคำถามมา

          ภูเตศวร คงต้องขออนุญาตตอบว่า...การเป็นเทวดานั้นต้องประกอบด้วย...

          หิริ โอตัปปะ...คือการละอายต่อบาป..

          ฉะนั้น...ขออนุญาตยึดถือกฎข้อนี้แทนได้หรือไม่?

          กับประการสุดท้าย พระพุทธองค์ของเราได้ถูกเรายกเป็นบรมครูแล้ว เราเป็นพุทธมามะกะแล้ว พระผู้มีพระภาคได้สั่งสอนมนุษย์ให้ดำรงตนอยู่ใน ศีล...สมาธิ...ปัญญา...แล้ว

          ฉะนั้น เราขอรับ ศีล...แทนรับขันธ์ครูได้หรือไม่?

          เราขอ ปฏิบัติ สมาธิแทนได้หรือไม่?

          เมื่อเราทำและปฏิบัติ ศีล...และสมาธิ ดีแล้วเราจึงเกิดปัญญา...

          หากทำสิ่งนี้ครบถ้วน แล้วนำถวายเป็นพุทธบูชา...นำถวายต่อครูบาอาจารย์

          ...น่าจะดีกว่าการรับขันธ์ (ขัน) ครู...มิใช่หรือ ?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com