ร่างทรงขันธ์ห้า (อี...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ร่างทรงขันธ์ห้า (อีกที) by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#80]

ร่างทรงขันธ์ห้า (อีกที)

 

          จำได้ว่าเคยเขียนถึงเรื่อง ‘การรับขัน (ขันธ์) ดีหรือไม่’ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเพราะเขียนไม่เคลียร์หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงทำให้มีจดหมายกับโทรศัพท์ถามถึงเรื่องราวแนวนี้บ่อยเหลือเกิน...

          ปัญหาโดยทั่วไปก็คือ...

          เทพมีจริงหรือ...?
          ร่างทรงมีจริงไหม...?
          มีคนทักว่า มีองค์ในต้องไปรับขันธ์ครู แต่ไม่แน่ใจ ควรรับดีหรือไม่ดี?

          จะว่าภูเตศวรเขียนเรื่องซ้ำซ้อนก็ใช่จะทั้งหมด เพราะที่เคยกล่าวไว้ มีแต่การรับขันธ์ดีหรือไม่ดีเท่านั้น แต่คราวนี้ปัญหาของท่านผู้อ่านชี้ชัดลงไปเลยว่า ร่างทรงจริง ๆ (หมายถึงร่างที่เทวดาลงมาประทับจริง ๆ) มีหรือไม่เลยทีเดียว...

          ครับ...ก็คงต้องวิสัชนาตามคำขอแหละครับ...

          ปัญหาแรกที่ว่า เทพ หรือเทวดามีจริงหรือ? ต้องขอตอบด้วยน้ำเสียงและลายมืออันหนักแน่นเลยละครับว่า ‘มี’ แน่นอน...

          เพราะอย่างน้อยที่สุด พระพุทธเจ้าของเราก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเทวดาไม่มีจริงมาก่อน แถมในหมวดกรรมฐาน ‘อนุสติ 10’ นั้น พระองค์ยังได้บัญญัติ ‘เทวดานุสติ’ เอาไว้ให้เราได้นำมาใช้เป็นข้อกรรมฐานอีกด้วย...

          ผู้จะเกิดเป็นเทวดา ต้องมีคุณสมบัติอยู่สองประการคือ...มีหิริ...และโอตตัปปะ... หรือที่เรียกว่า มีความเกรงกลัวและละอายต่อการทำบาป...การเกรงกลัวและละอายต่อบาปนั้น ต้องทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จึงมีคุณสมบัติเป็นเทวดาได้

          เรื่องชาติภพของโอปปาติกะ ไม่เพียงแต่มีการบันทึกว่าพระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถึงอยู่เสมอเท่านั้น ผู้เขียนเองขอยืนยันด้วยเกียรติแห่งตนว่า เคยได้ยินพระอริยเจ้าที่ผู้เขียนเคารพเทิดทูนยิ่งอย่างหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เล่าเรื่องโอปปาติกะให้ฟังมาแล้ว และภูเตศวรก็เชื่อโดยสนิทใจว่า พระอริยะอยู่ห่างไกลกิเลส และมีศีลบริสุทธิ์อย่างท่านย่อมไม่มุสาวาทเด็ดขาด

          ...ฉะนั้น คำตอบแรกของผู้เขียนก็คือ เทวดามีแน่!

          คราวนี้ก็มาถึงเรื่องร่างทรงกันละครับ...กับ คำถามที่ว่าร่างทรงจริง ๆ มีหรือไม่นั้น หากจะตอบกันชัด ๆ ก็คงจะยากสักนิด เพราะของอย่างนี้ ถ้าไม่เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง พิจารณาด้วยตัวเอง รู้ด้วยตนเองแล้วนั้น ยากจะกล่าวยืนยันได้...

          เป็นอันว่า ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะสิ่งอันเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ประสบพบพานมาให้ฟังก็แล้วกัน เท่าที่ได้พบเห็นมา...ร่างทรงที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน มีทั้งจริงและหลอกลวง แต่โดยส่วนมากเป็น ‘ของเทียม’ เสียมากกว่า อยู่ในอัตราร้อยละเก้าสิบห้า ของแท้มีไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์

          หลายท่านอาจจะถามว่า... แล้วคุณรู้ได้อย่างไร? ครับ... ตรงนี้ไงครับที่เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาที่ทุกท่านอยากทราบกัน...

          คำตอบของภูเตศวรก็คืออย่างนี้ครับ... การที่คุณรู้จักร่างทรงที่ไหนก็ตาม คุณต้องวางใจให้เป็นกลาง ไม่ถืออคติหรือโน้มนำจิตศรัทธาเสียตั้งแต่แรกพบ การวางจิตเฉย ๆ เป็นกลาง จะทำให้คนเราสามารถค้นหาเหตุผลมาพิจารณาได้โดยง่าย

          ‘ร่างทรง’ จริงหรือเท็จ ดูได้จากองค์รวมต่อไปนี้...

          1. ราศี... ดูราศีของมนุษย์ผู้เป็นร่าง ตรงนี้ดูเป็นเรื่องยากสักนิด แต่ถ้ารู้จักสังเกตจะเห็นได้ชัด คนเหล่านี้จะมีอะไรบางอย่างที่ห่างจากมนุษย์ทั่ว ๆ ไป พูดง่าย ๆ ว่ามีคุณลักษณะพิเศษกว่าตรงมองดูน่าเกรงขาม แต่น่าเข้าใกล้ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ

          2. จริยวัตร... ข้อนี้ดูได้ค่อนข้างง่าย เหมือนเราดูพระสงฆ์นั่นแหละครับ พระดี ดีที่ศีลอันบริสุทธิ์ ดีที่สมาธิ และเป็นผู้มีปัญญา ฉะนั้นแม้นร่างทรงจะเป็นมนุษย์ แต่ถูกควบคุมโดยเทพเจ้า เทพย่อมแตกต่างจากมาร ตรงที่มีคุณความดี มีศีลธรรม และสำคัญคือมีเมตตา...เท่าที่เคยพบเห็นร่างทรงแท้จริงมา ส่วนใหญ่จะไม่เคยเรียกร้องเงินทองจากมนุษย์ที่มาขอความช่วยเหลือ... จะยากดีมีจน จะให้การต้อนรับเท่าเทียมกัน ไม่เห็นคนร่ำรวยดีกว่าคนจน แต่มักจะมีความปรานีคนยากจนและลำบากด้วยการช่วยเหลือก่อนเสมอ...

          3. ปัญญา... ตรงนี้สำคัญครับ ถ้าเป็นเทวดาลงมาประทับทรงช่วยมนุษย์ แต่ปัญญาทึบอับกว่ามนุษย์แล้วจะลงมาช่วยได้อย่างไร? มีครับ บางรายแอบอ้างว่า เป็นญาณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ อันเลื่องชื่อ ลงมาประทับ แต่พออาราธนาท่านให้เทศน์โปรดบ้าง ท่าน (ร่างทรง) กลับอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เทศน์ไม่ได้ อย่างนี้ถ้าใครเชื่อก็ไม่รู้จะพูดว่ากระไรแล้ว... การเป็นเทวดาต้องมีปัญญากว่าคนทั่วไป และแตกฉานธรรมะพอสมควร เพื่อแนะนำผู้มีทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหลายในการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ได้บ้างเท่านั้น

          4. ความสะอาด-สงบ... ร่างทรงที่แท้จริงมักมีนิสัยชอบความสงบ...และที่อยู่ที่กินสะอาด ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง มีบ้านช่องใหญ่โต หรือมีข้าทาสบริวารเยอะนะครับ ถึงจะอยู่ในกระต๊อบหรือที่ไหน คนเป็นร่างแท้มักจะเป็นคนรักษาความสะอาดและเป็นระเบียบ ดังที่มีประโยคกล่าวว่าจะดูพระสงฆ์วัดไหนดีไม่ดี ให้ดูลานวัน ลานวัดสะอาด เสนาสนะเรียบร้อย บอกได้เลยว่า วัดนั้นพระสงฆ์เป็นผู้พัฒนาทางจิตได้มากกว่า ครับ ร่างทรงก็เป็นเช่นนั้น ถ้าแม้แต่หิ้งพระหรือที่บูชาเทพสกปรก รุงรังเต็มไปด้วยหยากไย่ฝุ่นละอองแล้ว เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า จิตของเขาสะอาดพอที่จะรองรับพระญาณของเทพมาช่วยมนุษย์ได้ จริงไหมครับ...

          สี่ประการที่กล่าวมาข้างต้น คือหลักการใหญ่ ๆ ที่ใช้สังเกตว่าร่างทรงที่คุณพบเห็นนั้นเป็นร่างทรงแท้จริงหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าในสี่ประการนั้น จะเป็นตัวพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะถ้าผู้แอบอ้างเป็นผู้มีปัญญาฉลาดเฉลียว ก็สามารถปรุงแต่งขึ้นมาได้เหมือนกัน

          ข้อสำคัญที่สุด... คือก่อนที่คุณจะไปพบร่างทรงเพื่อขอความช่วยเหลือ ต้องบอกกับตัวเองว่า เราเป็นผู้มีสติ...เป็นผู้มีปัญญาในการพิจารณาทุกสิ่งอันด้วยเหตุและผล

          ร่างทรงและเทวดาที่ลงประทับจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะทั้งร่างและเทวดาต่างก็ยังอยู่ใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น...

          ...อย่าเชื่อ! ว่าเทวดาจะล้างเคราะห์ล้างกรรมให้คุณได้

          อย่าเชื่อ! ว่าการเสียเงินเสียทองมากมายแล้วจะทำการตัดเคราะห์ตัดกรรมได้ ถ้าเทวดาที่ไหนพูดอย่างนี้ ถือว่าไม่จริง!

          อย่าเชื่อ! ว่าการรับขันธ์ครู บูชาด้วยการยอมเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่น แล้วเทวดาจะมาอยู่ดูแลตัวคุณ อวยสุขให้คุณมีทรัพย์สินเงินทองขึ้นมาได้

          ถ้าร่างทรงนั้น สามารถรับพระญาณของเทพเจ้าได้จริง สิ่งที่คุณจะพึ่งพาได้มีอยู่สองประการเท่านั้น... คือ...

          1. คำทำนายทายทัก เพราะเทวดาบางท่านมีกระแสญาณสามารถหยั่งรู้อดีต-อนาคตได้พอสมควร ที่ใช้คำว่าพอสมควร เพราะอำนาจของเทวดาก็มีอยู่ในขีดจำกัดตามบารมีของตนที่สะสมมาเท่านั้น บางครั้งทำได้แต่ใกล้เคียง ไม่ใช่เป็นเทวดาแล้วจะรู้ไปเสียทั้งหมด

          2. ถ้าเทวดาลงประทับจริงสามารถให้ข้อคิด-ข้อธรรม ให้เราเอามาใช้แก้ไขความทุกข์ได้บ้างในชีวิต แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น คุณก็ต้องเอาปัญญาของคุณพิจารณาด้วย เพราะเทวดาก็ใช่ว่าทุกองค์จะอยู่ในสัมมาทิฐิเสียทั้งหมดไป บางองค์ยังเป็นพวกมิจฉาลัทธิอยู่ก็มี

          ครับ...สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำเกี่ยวกับการพิจารณา ‘ร่างทรง’ ว่า ‘จริง’ หรือ ‘ไม่จริง’ ก็คงมีคร่าว ๆ แค่นี้ เพราะถ้าร่ายยาวกันอย่างละเอียดถี่ยิบ หน้ากระดาษก็คงไม่พอแน่...ส่วนคำถามที่ว่าการรับขันธ์นั้นดีหรือไม่ดี ผู้เขียนอยากให้ท่านนำขวัญเรือนฉบับย้อนหลังไปสักสี่ห้าฉบับมาอ่านอีกครั้งก็จะได้คำตอบอย่างสมบูรณ์

          ก่อนจากกันในวันนี้ ภูเตศวรอยากฝากข้อคิดให้ท่านผู้อ่านลองไปคิดดูบ้างนะครับ...ข้อคิดนี้ไม่ใช่เอามาจากที่ไหน ก็นำมาจากบทสวดมนต์ที่ทุกท่านล้วนเคยได้ยินและได้สวดมาอยู่บ่อยครั้งนั่นแหละครับ เพียงแต่บางท่านยังไม่เคยรู้จักคำแปลก็เลยไม่รู้...

          ...อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสานัง พุทโธ ภะคะวาติ...

          ผู้เขียนข้อเน้นเฉพาะตรงที่ ขีดเส้น ไว้เป็นคำแปลให้เห็นชัดว่า...บทสรรเสริญพุทธคุณบทนี้ คือคำตอบของคำตอบทั้งมวลของภูเตศวร...คำแปลรวมความได้อย่างนี้ครับ...

          ...สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นผู้เปี่ยมไปด้วยวิชชา... จรณะ ผู้เสด็จดี ผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้เคี่ยวกรำสั่งสอนได้ทั้งมนุษย์และเทวดา...

          ตรงนี้แหละครับที่เป็นคำตอบชัดเจน... พระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของทั้งมนุษย์และเทวดา พระองค์ทรงทิ้ง ‘พระธรรม’ เอาไว้ให้เรายึดถือปฏิบัติแล้ว เพื่อการพ้นทุกข์ก้าวสู่มรรคผลนิพพาน

          ...ถ้าเราน้อมนำแก้วสามดวงคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ในใจของตนได้ อะไรจะประเสริฐเท่าเป็นไม่มี ร่างทรงกับเทวดาจึงสามารถให้ธรรมที่เป็นแค่ ‘โลกียธรรม’ เท่านั้น!

          ก็ร่างทรง...เทวดา เขามี เขาเป็น เพราะกรรมของเขา เมื่อเขายังอยู่ใต้กรรม...

          ...เขาจะช่วยเราได้มากแค่ไหน? ท่านลองคิดดูเอาเถอะครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com