
ร่างทรงขันธ์ห้า (อีกที)
จำได้ว่าเคยเขียนถึงเรื่อง ‘การรับขัน (ขันธ์) ดีหรือไม่’ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเพราะเขียนไม่เคลียร์หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงทำให้มีจดหมายกับโทรศัพท์ถามถึงเรื่องราวแนวนี้บ่อยเหลือเกิน...
ปัญหาโดยทั่วไปก็คือ...
เทพมีจริงหรือ...?
ร่างทรงมีจริงไหม...?
มีคนทักว่า มีองค์ในต้องไปรับขันธ์ครู แต่ไม่แน่ใจ ควรรับดีหรือไม่ดี?
จะว่าภูเตศวรเขียนเรื่องซ้ำซ้อนก็ใช่จะทั้งหมด เพราะที่เคยกล่าวไว้ มีแต่การรับขันธ์ดีหรือไม่ดีเท่านั้น แต่คราวนี้ปัญหาของท่านผู้อ่านชี้ชัดลงไปเลยว่า ร่างทรงจริง ๆ (หมายถึงร่างที่เทวดาลงมาประทับจริง ๆ) มีหรือไม่เลยทีเดียว...
ครับ...ก็คงต้องวิสัชนาตามคำขอแหละครับ...
ปัญหาแรกที่ว่า เทพ หรือเทวดามีจริงหรือ? ต้องขอตอบด้วยน้ำเสียงและลายมืออันหนักแน่นเลยละครับว่า ‘มี’ แน่นอน...
เพราะอย่างน้อยที่สุด พระพุทธเจ้าของเราก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเทวดาไม่มีจริงมาก่อน แถมในหมวดกรรมฐาน ‘อนุสติ 10’ นั้น พระองค์ยังได้บัญญัติ ‘เทวดานุสติ’ เอาไว้ให้เราได้นำมาใช้เป็นข้อกรรมฐานอีกด้วย...
ผู้จะเกิดเป็นเทวดา ต้องมีคุณสมบัติอยู่สองประการคือ...มีหิริ...และโอตตัปปะ... หรือที่เรียกว่า มีความเกรงกลัวและละอายต่อการทำบาป...การเกรงกลัวและละอายต่อบาปนั้น ต้องทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จึงมีคุณสมบัติเป็นเทวดาได้
เรื่องชาติภพของโอปปาติกะ ไม่เพียงแต่มีการบันทึกว่าพระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสถึงอยู่เสมอเท่านั้น ผู้เขียนเองขอยืนยันด้วยเกียรติแห่งตนว่า เคยได้ยินพระอริยเจ้าที่ผู้เขียนเคารพเทิดทูนยิ่งอย่างหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เล่าเรื่องโอปปาติกะให้ฟังมาแล้ว และภูเตศวรก็เชื่อโดยสนิทใจว่า พระอริยะอยู่ห่างไกลกิเลส และมีศีลบริสุทธิ์อย่างท่านย่อมไม่มุสาวาทเด็ดขาด
...ฉะนั้น คำตอบแรกของผู้เขียนก็คือ เทวดามีแน่!
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องร่างทรงกันละครับ...กับ คำถามที่ว่าร่างทรงจริง ๆ มีหรือไม่นั้น หากจะตอบกันชัด ๆ ก็คงจะยากสักนิด เพราะของอย่างนี้ ถ้าไม่เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง พิจารณาด้วยตัวเอง รู้ด้วยตนเองแล้วนั้น ยากจะกล่าวยืนยันได้...
เป็นอันว่า ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะสิ่งอันเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ประสบพบพานมาให้ฟังก็แล้วกัน เท่าที่ได้พบเห็นมา...ร่างทรงที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน มีทั้งจริงและหลอกลวง แต่โดยส่วนมากเป็น ‘ของเทียม’ เสียมากกว่า อยู่ในอัตราร้อยละเก้าสิบห้า ของแท้มีไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์
หลายท่านอาจจะถามว่า... แล้วคุณรู้ได้อย่างไร? ครับ... ตรงนี้ไงครับที่เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาที่ทุกท่านอยากทราบกัน...
คำตอบของภูเตศวรก็คืออย่างนี้ครับ... การที่คุณรู้จักร่างทรงที่ไหนก็ตาม คุณต้องวางใจให้เป็นกลาง ไม่ถืออคติหรือโน้มนำจิตศรัทธาเสียตั้งแต่แรกพบ การวางจิตเฉย ๆ เป็นกลาง จะทำให้คนเราสามารถค้นหาเหตุผลมาพิจารณาได้โดยง่าย
‘ร่างทรง’ จริงหรือเท็จ ดูได้จากองค์รวมต่อไปนี้...
1. ราศี... ดูราศีของมนุษย์ผู้เป็นร่าง ตรงนี้ดูเป็นเรื่องยากสักนิด แต่ถ้ารู้จักสังเกตจะเห็นได้ชัด คนเหล่านี้จะมีอะไรบางอย่างที่ห่างจากมนุษย์ทั่ว ๆ ไป พูดง่าย ๆ ว่ามีคุณลักษณะพิเศษกว่าตรงมองดูน่าเกรงขาม แต่น่าเข้าใกล้ มีเสน่ห์ดึงดูดใจ
2. จริยวัตร... ข้อนี้ดูได้ค่อนข้างง่าย เหมือนเราดูพระสงฆ์นั่นแหละครับ พระดี ดีที่ศีลอันบริสุทธิ์ ดีที่สมาธิ และเป็นผู้มีปัญญา ฉะนั้นแม้นร่างทรงจะเป็นมนุษย์ แต่ถูกควบคุมโดยเทพเจ้า เทพย่อมแตกต่างจากมาร ตรงที่มีคุณความดี มีศีลธรรม และสำคัญคือมีเมตตา...เท่าที่เคยพบเห็นร่างทรงแท้จริงมา ส่วนใหญ่จะไม่เคยเรียกร้องเงินทองจากมนุษย์ที่มาขอความช่วยเหลือ... จะยากดีมีจน จะให้การต้อนรับเท่าเทียมกัน ไม่เห็นคนร่ำรวยดีกว่าคนจน แต่มักจะมีความปรานีคนยากจนและลำบากด้วยการช่วยเหลือก่อนเสมอ...
3. ปัญญา... ตรงนี้สำคัญครับ ถ้าเป็นเทวดาลงมาประทับทรงช่วยมนุษย์ แต่ปัญญาทึบอับกว่ามนุษย์แล้วจะลงมาช่วยได้อย่างไร? มีครับ บางรายแอบอ้างว่า เป็นญาณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ อันเลื่องชื่อ ลงมาประทับ แต่พออาราธนาท่านให้เทศน์โปรดบ้าง ท่าน (ร่างทรง) กลับอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เทศน์ไม่ได้ อย่างนี้ถ้าใครเชื่อก็ไม่รู้จะพูดว่ากระไรแล้ว... การเป็นเทวดาต้องมีปัญญากว่าคนทั่วไป และแตกฉานธรรมะพอสมควร เพื่อแนะนำผู้มีทุกข์กายทุกข์ใจทั้งหลายในการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ได้บ้างเท่านั้น
4. ความสะอาด-สงบ... ร่างทรงที่แท้จริงมักมีนิสัยชอบความสงบ...และที่อยู่ที่กินสะอาด ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง มีบ้านช่องใหญ่โต หรือมีข้าทาสบริวารเยอะนะครับ ถึงจะอยู่ในกระต๊อบหรือที่ไหน คนเป็นร่างแท้มักจะเป็นคนรักษาความสะอาดและเป็นระเบียบ ดังที่มีประโยคกล่าวว่าจะดูพระสงฆ์วัดไหนดีไม่ดี ให้ดูลานวัน ลานวัดสะอาด เสนาสนะเรียบร้อย บอกได้เลยว่า วัดนั้นพระสงฆ์เป็นผู้พัฒนาทางจิตได้มากกว่า ครับ ร่างทรงก็เป็นเช่นนั้น ถ้าแม้แต่หิ้งพระหรือที่บูชาเทพสกปรก รุงรังเต็มไปด้วยหยากไย่ฝุ่นละอองแล้ว เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า จิตของเขาสะอาดพอที่จะรองรับพระญาณของเทพมาช่วยมนุษย์ได้ จริงไหมครับ...
สี่ประการที่กล่าวมาข้างต้น คือหลักการใหญ่ ๆ ที่ใช้สังเกตว่าร่างทรงที่คุณพบเห็นนั้นเป็นร่างทรงแท้จริงหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าในสี่ประการนั้น จะเป็นตัวพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพราะถ้าผู้แอบอ้างเป็นผู้มีปัญญาฉลาดเฉลียว ก็สามารถปรุงแต่งขึ้นมาได้เหมือนกัน
ข้อสำคัญที่สุด... คือก่อนที่คุณจะไปพบร่างทรงเพื่อขอความช่วยเหลือ ต้องบอกกับตัวเองว่า เราเป็นผู้มีสติ...เป็นผู้มีปัญญาในการพิจารณาทุกสิ่งอันด้วยเหตุและผล
ร่างทรงและเทวดาที่ลงประทับจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะทั้งร่างและเทวดาต่างก็ยังอยู่ใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น...
...อย่าเชื่อ! ว่าเทวดาจะล้างเคราะห์ล้างกรรมให้คุณได้
อย่าเชื่อ! ว่าการเสียเงินเสียทองมากมายแล้วจะทำการตัดเคราะห์ตัดกรรมได้ ถ้าเทวดาที่ไหนพูดอย่างนี้ ถือว่าไม่จริง!
อย่าเชื่อ! ว่าการรับขันธ์ครู บูชาด้วยการยอมเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่น แล้วเทวดาจะมาอยู่ดูแลตัวคุณ อวยสุขให้คุณมีทรัพย์สินเงินทองขึ้นมาได้
ถ้าร่างทรงนั้น สามารถรับพระญาณของเทพเจ้าได้จริง สิ่งที่คุณจะพึ่งพาได้มีอยู่สองประการเท่านั้น... คือ...
1. คำทำนายทายทัก เพราะเทวดาบางท่านมีกระแสญาณสามารถหยั่งรู้อดีต-อนาคตได้พอสมควร ที่ใช้คำว่าพอสมควร เพราะอำนาจของเทวดาก็มีอยู่ในขีดจำกัดตามบารมีของตนที่สะสมมาเท่านั้น บางครั้งทำได้แต่ใกล้เคียง ไม่ใช่เป็นเทวดาแล้วจะรู้ไปเสียทั้งหมด
2. ถ้าเทวดาลงประทับจริงสามารถให้ข้อคิด-ข้อธรรม ให้เราเอามาใช้แก้ไขความทุกข์ได้บ้างในชีวิต แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น คุณก็ต้องเอาปัญญาของคุณพิจารณาด้วย เพราะเทวดาก็ใช่ว่าทุกองค์จะอยู่ในสัมมาทิฐิเสียทั้งหมดไป บางองค์ยังเป็นพวกมิจฉาลัทธิอยู่ก็มี
ครับ...สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำเกี่ยวกับการพิจารณา ‘ร่างทรง’ ว่า ‘จริง’ หรือ ‘ไม่จริง’ ก็คงมีคร่าว ๆ แค่นี้ เพราะถ้าร่ายยาวกันอย่างละเอียดถี่ยิบ หน้ากระดาษก็คงไม่พอแน่...ส่วนคำถามที่ว่าการรับขันธ์นั้นดีหรือไม่ดี ผู้เขียนอยากให้ท่านนำขวัญเรือนฉบับย้อนหลังไปสักสี่ห้าฉบับมาอ่านอีกครั้งก็จะได้คำตอบอย่างสมบูรณ์
ก่อนจากกันในวันนี้ ภูเตศวรอยากฝากข้อคิดให้ท่านผู้อ่านลองไปคิดดูบ้างนะครับ...ข้อคิดนี้ไม่ใช่เอามาจากที่ไหน ก็นำมาจากบทสวดมนต์ที่ทุกท่านล้วนเคยได้ยินและได้สวดมาอยู่บ่อยครั้งนั่นแหละครับ เพียงแต่บางท่านยังไม่เคยรู้จักคำแปลก็เลยไม่รู้...
...อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสานัง พุทโธ ภะคะวาติ...
ผู้เขียนข้อเน้นเฉพาะตรงที่ ขีดเส้น ไว้เป็นคำแปลให้เห็นชัดว่า...บทสรรเสริญพุทธคุณบทนี้ คือคำตอบของคำตอบทั้งมวลของภูเตศวร...คำแปลรวมความได้อย่างนี้ครับ...
...สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ห่างไกลจากกิเลส เป็นผู้เปี่ยมไปด้วยวิชชา... จรณะ ผู้เสด็จดี ผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้เคี่ยวกรำสั่งสอนได้ทั้งมนุษย์และเทวดา...
ตรงนี้แหละครับที่เป็นคำตอบชัดเจน... พระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของทั้งมนุษย์และเทวดา พระองค์ทรงทิ้ง ‘พระธรรม’ เอาไว้ให้เรายึดถือปฏิบัติแล้ว เพื่อการพ้นทุกข์ก้าวสู่มรรคผลนิพพาน
...ถ้าเราน้อมนำแก้วสามดวงคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ในใจของตนได้ อะไรจะประเสริฐเท่าเป็นไม่มี ร่างทรงกับเทวดาจึงสามารถให้ธรรมที่เป็นแค่ ‘โลกียธรรม’ เท่านั้น!
ก็ร่างทรง...เทวดา เขามี เขาเป็น เพราะกรรมของเขา เมื่อเขายังอยู่ใต้กรรม...
...เขาจะช่วยเราได้มากแค่ไหน? ท่านลองคิดดูเอาเถอะครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com