เคยทำบาป...อย่าท้อแ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เคยทำบาป...อย่าท้อแท้ รู้ทางแก้...ก็พ้นทุกข์ได้ by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#81]

เคยทำบาป...อย่าท้อแท้ รู้ทางแก้...ก็พ้นทุกข์ได้

 

          มีคาถาบทหนึ่งที่คณาจารย์และผู้รู้ใช้ทำน้ำมนต์ให้คนตั้งครรภ์อาบกิน เพื่อทำให้คลอดบุตรง่าย เป็นคาถาสั้น ๆ ว่า

          “ยโตหัง ภคินี อริยายะ ชาติยาชาโก นาภิชานามิ สะญะจจิจะ ปาณังชิวติ โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิเต โหตุ โสตถิคัพถะสุสะ...”

          คาถาบทนี้แปลว่า... “ดูกรน้องหญิง เราได้เกิดใหม่ในอริยชาติแล้ว เราไม่จงใจจะแกล้งฆ่าสัตว์ และมนุษย์อื่นใดอีกต่อไป ด้วยอำนาจสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีแก่ครรภ์ของเธอและตัวเธอเถิด”

          คาถาข้างต้นเป็นคาถาขององคุลีมาล ที่มีนามเดิมว่า อหิงสกะ ที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนใคร ตามประวัติเล่าขานว่า ท่านเกิดในฤกษ์ดาวโจรส่องแสงเรืองโรจน์ วันที่เด็กน้อยลืมตาดูโลก เหล่าศาสตราวุธในบ้านพากันเต้นรัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

          ด้วยสาเหตุสองประการดังกล่าวทำให้ผู้เป็นบิดาหวั่นใจอย่างยิ่ง ถึงกับคิดฆ่าบุตรชายของตนตั้งแต่แบเบาะ หากท้ายสุดมิอาจตัดใจ พยายามตั้งชื่อให้ลดทอนโชคชะตาโจรลงด้วยคำว่า ‘อหิงสกะ’ และพยายามอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีมาโดยตลอด

          อหิงสกะในวัยเยาว์เป็นเด็กฉลาด เรียนเก่ง จนเจริญวัยเป็นหนุ่ม บิดาส่งไปเรียนที่ตักศิลาก็ไม่มีนักเรียนคนไหนสู้ได้ ทำให้เพื่อน ๆ เกิดความริษยายุยงอาจารย์ต่าง ๆ นานา จนอาจารย์หลงเชื่อ จึงหาอุบายฆ่าอหิงสกะ

          วันหนึ่งอาจารย์จึงเรียกอหิงสกะมาบอก ในประดาศาสตร์ทั้งหมดนั้นอหิงสกะได้ร่ำเรียนจนเจนจบหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงวิษณุมนต์แขนงเดียวเท่านั้น พร้อมบรรยายสรรพคุณเสร็จสรรพ

          เมื่อสำเร็จวิชานี้ จะสามารถล่องหนหายตัวได้ อีกทั้งยังสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้อีกด้วย

          อหิงสกะเป็นคนซื่อ บวกกับเป็นคนเมตตา เพราะคำว่า ‘ชุบชีวิตคนตายได้’ ทำให้มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะร่ำเรียน ทั้ง ๆ ที่อาจารย์วางข้อแม้ไว้ว่าจะต้องฆ่าคนให้ครบหนึ่งพันคนเสียก่อนจึงจะสำเร็จ

          ด้วยเหตุนี้ อหิงสหะจึงท่องเที่ยวไปในป่า...พบใครฆ่าคนนั้น เพราะอหิงสกะจะฆ่าแล้วตัดนิ้วมือร้อยเป็นมาลัยคล้องคอ (เข้าใจว่า ร้อยเอาไว้นับจำนวนว่าจะครบจำนวนเมื่อใด) เมื่อข่าวกระจายออกไป ผู้คนทั้งหลายจึงขนานนามใหม่ให้ว่า ‘โจรองคุลีมาล’ ที่แปลว่า ‘โจรผู้สวมพวงมาลัยนิ้วมือ’

          องคุลีมาลเที่ยวพร่าผลาญชีวิตมนุษย์อยู่นานวันจนเกือบครบ เหลืออีกเพียงหนึ่งศพก็จะครบทันตามจำนวน หากแต่ด้วยพระญาณอันศักดิ์สิทธิ์แห่งสมเด็จพระบรมศาสดา ทำให้องคุลีมาลรอดพ้นจากบาปกรรมอันสูงสุด คือการทำอนันตริยกรรม เพราะการสังหารมารดาผู้ให้กำเนิด

          พระพุทธองค์ทรงทราบ องคุลีมาลจักต้องมาพบมารดาของตนแน่ ด้วยมารดาขององคุลีมาลรู้ข่าวว่า กองทหารของพระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังยกกองทัพออกมาปราบ เธอจึงเที่ยวออกตามหาลูกชายด้วยความรักและความห่วง

          ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระตถาคตเจ้า พระองค์ทรงเสด็จราชดำเนินเป็นระยะทางหลายสิบโยชน์มาดักพบองคุลีมาลในราวป่า

          เมื่อองคุลีมาลเห็นพระพุทธเจ้าก็ตรงเข้าไล่ฟัน แต่ด้วยอำนาจบารมีแห่งพระบรมศาสดา ทำให้องคุลีมาลมิอาจไล่ฟัน หลังจากตามจนเหนื่อยอ่อนจึงหยุดยืนตะโกนว่า

          “สมณะหยุดก่อน ๆ ...”

          พระตถาคตเจ้าจึงตรัสว่า...

          “เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น องคุลีมาลจึงตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราดลั่นราวป่า

          “สมณะท่านโกหก เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าท่านเดินหนีเราไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น ท่านจะบอกว่าท่านหยุดแล้วได้อย่างไร? ”

          พระบรมศาสดาได้ตรัสกับองคุลีมาลด้วยพระเมตตาว่า...

          “องคุลีมาล เราตถาคตได้หยุดการทำบาปใด ๆ แล้วทั้งปวง...ท่านต่างหากที่ยังกำลังทำบาปอยู่อย่างร้ายกาจ”

          ด้วยพุทธดำรัสดังกล่าว ทำให้โจรองคุลีมาลรู้สึก พลันสำนึกตนว่าตนเองได้กระทำกรรมชั่วช้าสามานย์มานาน สีหน้าสลดลงก่อนโยนดาบในมือทิ้ง ก้าวไปก้มกราบที่พระบาทแห่งสมเด็จพระบรมศาสดา พร้อมวิงวอนขอโทษ และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา เพื่อล้างผลกรรมของตน

          เมื่อบวชใหม่ พระอหิงสกะหรือพระองคุลีมาลได้รับกรรมหนัก ด้วยการถูกด่าทอขว้างปาด้วยก้อนอิฐก้อนหินจนร่างกายบาดเจ็บสาหัสในทุกวัน เวลาออกบิณฑบาต ก็ไม่มีใครใส่อาหารให้ นอกจากโดนรุมทุบตี แม้เวลาปฏิบัติธรรมภาวนาก็ถูกภาพนิมิตร้ายของคนที่ถูกฆ่ามาปรากฏจนจิตมิอาจสงบระงับได้

          สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณอันศักดิ์สิทธิ์ จึงเรียกพระองคุลีมาลมาอบรมด้วยการตรัสว่า

          “ความจริงเธอได้สร้างความดีมาจากอดีตชาติมากมาย แต่ต้องมัวหมองด้วยความหลงผิด เพราะถูกหลอกลวงให้เชื่อ เธอมิเคยมีเจตนาอาฆาตมาดร้ายใคร ฉะนั้นจงพิจารณาแต่เหตุในปัจจุบันของเธอเท่านั้น” พระพุทธองค์ยังทรงตรัสสั่งสอนอีกว่า

          “อย่านึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว อย่านึกถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง พิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างเดียวด้วยความเพียรอย่างยิ่ง เจริญอิทธิบาทสี่ให้มาก เธอจักประสบผลสำเร็จในมรรคผลโดยไม่นานนัก”

          พระองคุลีมาลเป็นผู้มีนิสัยในความมุ่งมั่นพากเพียรปฏิบัติตามโอวาทของพระตถาคตเจ้าอย่างจริงจัง

          ...ไม่นานนัก ก็สามารถสำเร็จสู่อรหัตผลภูมิ!

          เรื่องราวที่ผู้เขียนยกมาบอกเล่าก็เพราะมีเหตุน่าสนใจให้พิจารณาอยู่สองประการ

          ...หนึ่งคือ บุญกุศลที่ประกอบมาจากอดีตชาติ บุญที่ทำแล้วสามารถเกื้อหนุนองคุลีมาลให้มาพบพระพุทธเจ้า ขณะที่หลงผิดทำบาปกรรมจนกำลังจะกลายเป็นอนันตริยกรรม ‘ฆ่า’ ผู้ให้กำเนิดจนต้องตกนรกอเวจี

          ...สองคือ โอวาทแห่งพระตถาคตที่ให้กับองคุลีมาลก็คือ การดำรงสติ...กำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ละวางอดีต และอนาคตซึ่งถือเป็น ‘แก่น’ ของการปฏิบัติสมาธิภาวนา อย่างที่หลวงปู่แหวน สุจิณโณ กล่าวไว้... ‘อดีตคือธรรมเมา อนาคตคือธรรมเมา...ปัจจุบันคือธรรมะ’

          ครับ บทสรุปในวันนี้คือ...อย่าละเลยในงานบุญการกุศล ควรทำ ควรประกอบเอาไว้ให้มากสำหรับอนาคตข้างหน้า ‘บุญกับกุศล’ จะช่วยประคองจิตวิญญาณในยามหลงผิด แม้นยังว่ายวนในวัฏสงสาร ท้ายสุดคือ...การละวาง ‘บาป’ ที่เคยทำมาแล้วในอดีตด้วยการมุ่งมั่นอยู่กับปัจจุบันที่เป็นความดี นั่นคือการแก้ทุกข์ที่ดีที่สุด

          ...เรียกง่าย ๆ ว่า ...ให้ลืมอดีตและอยู่กับปัจจุบัน!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com