
แผ่กุศล-แผ่เมตตา?
ณ วินาทีที่จรดปากกาเขียนต้นฉบับอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนยังอยู่ที่วัดป่าชนะสงคราม หลังจากที่ต้องขึ้นมาดูแลและจัดเตรียมงานพิธีกวนข้าวทิพย์ และเตรียมการต้อนรับคณะศรัทธาที่จะขึ้นมาร่วมงานทอดกฐินในวันที่ 21-22 ตุลาคมที่จะมาถึงอีกไม่กี่วัน หากกว่าข้อเขียนจะผ่านสายตาท่านทั้งหลาย งานพิธีกวนข้าวทิพย์กับการทอดกฐินดังกล่าว คงจบสิ้นไปแล้วหลายวันเพราะต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณในความเมตตาและศรัทธาของท่านทั้งหลาย...
ที่เดินทางขึ้นร่วมงานกุศลและส่งปัจจัยมาร่วมบุญกับเรา โดยผ่านคอลัมน์นี้ที่ขวัญเรือน รายละเอียดในวันงาน ภูเตศวรจะรายงานให้ทราบอีกครั้งในฉบับหน้าครับ
ว่างเว้นจากการตอบจดหมายมานาน เหตุเพราะต้องอาศัยเนื้อที่เขียนถึงวัดป่าชนะสงคราม ใช้บอกบุญงานกฐินติด ๆ มาหลายครั้งหลายครา จึงถือโอกาสนี้มาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
คำถามวันนี้มาจากคุณสุภา จันทร์เฉลียว ดินแดง กรุงเทพฯ และคงต้องขออนุญาตตัดทอนจดหมายให้เหลือเพียงคำถามเป็นข้อ ๆ เพื่อประโยชน์โดยตรงของผู้อ่านนะครับ
ถาม ปกติเป็นคนทำบุญทำทานบ่อย แต่น้อยครั้งจะมีโอกาสกรวดน้ำ แต่ก็อธิษฐานทุกครั้ง ระยะหลังมีคนบอกดิฉันว่า คนตายจะรับผลบุญไม่ได้ จริงเท็จอย่างไรคุณภูเตศวรช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม?
ตอบ พุทธศาสนาสอนเราที่จิต ให้รู้จักการระวังรักษาจิต เพราะทุกประการนั้นสำเร็จได้ด้วยใจ ซึ่งตรงกับที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ ฉะนั้นเรื่องบุญเรื่องบาป จึงสำเร็จตั้งแต่การริเริ่ม...ความตั้งใจที่บังเกิดขึ้นกับบุญทานทั้งปวงแล้ว
อยากยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ สักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งขอสงวนนามท่านเอาไว้ เพราะไม่ได้ขออนุญาตท่านมาก่อน เรื่องคือท่านผู้เป็นสตรีวัยกลางคนลูกหลานพาไปกราบพระสงฆ์แถว ๆ ฉะเชิงเทรา ไปถึงวัดก็กราบนมัสการหลวงพ่อ พร้อมกับสนทนาธรรมกันตามสมควร ในที่สุดเมื่อได้เวลาก็ลากลับ หากขณะกราบลา หลวงพ่อท่านเอ่ยชวนให้เป็นเจ้าภาพหล่อพระประธาน ด้วยความใจบุญเป็นทุนเดิม สตรีท่านนั้นจึงตกปากรับคำ
ขากลับระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ส่วนตัวเกิดพลิกคว่ำ ปรากฏว่าลูกหลานบาดเจ็บเล็กน้อยถึงอาการสาหัส แต่สตรีท่านนั้นปลอดภัยไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ แม้รอยแมวข่วน
หลังอุบัติเหตุ เธอเล่าให้ฟังว่าขณะอุบัติเหตุเกิดขึ้น เหมือนมีใครเข้ามาประคองไว้ วูบนั้นในจิตเหมือนเห็นว่าที่เข้ามาประคองไว้นั้นเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่ง และภายหลังการหล่อพระประธานเสร็จทุกประการในพุทธลักษณะแห่งองค์พระประธาน เหมือนที่รู้เห็นในจิตนั้นมิแผกเพี้ยน นั่นจึงเป็นเหตุให้สตรีท่านนั้นเชื่อมั่น ‘ผลบุญ’ บังเกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่เราแสดงเจตนาทำ แต่ต้องเป็นเจตนาอันบริสุทธิ์เท่านั้น
กรรมดี หรือกรรมชั่วทั้งปวง พุทธศาสนาแยกแยะออกเป็นสามข้อ...หนึ่งคือ กายกรรม สองคือ วจีกรรม และสามคือ มโนกรรม ฉะนั้นโดยนัยก็คือผลอันเกิดจากกรรมหรือการกระทำนั้นมีองค์สาม จากการกระทำด้วย กาย วาจา ใจ นั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำบุญทำทานของคุณสุภา จึงมีผลตั้งแต่การ ‘ดำริ’ คิดชอบแล้ว การแผ่บุญกุศลที่ทำก็ย่อมอาศัยจิตและใจในการ ‘แผ่’ ได้เช่นเดียวกัน แต่การแผ่บุญกุศลนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เริ่มตั้งแต่
หนึ่งคือ ผลบุญที่กระทำมากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างคือ การใส่บาตรและการทอดกฐิน ต้นทุนหรือผลบุญย่อมมากน้อยแตกต่างกัน เหมือนมีธนบัตรใบละยี่สิบกับใบละพัน จำนวนของเงินเอาไปทำประโยชน์ย่อมต่างกันอย่างเห็นชัด
สองคือ จิต...อันเป็นสะพานหรือเครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือขนส่งที่จะมีกำลังมากน้อยเท่าใด เทียบกับพระอริยสงฆ์ทำบุญแล้วแผ่ให้ส่ำสัตว์ย่อมได้ผลดีได้ผลมากกว่าชาวเราท่านที่มีกระแสจิตแห่งปุถุชนเป็นธรรมดา
สาม...ขึ้นอยู่กับผู้รับ ว่าเขาเหล่านั้นอยู่ในสภาพอยู่ในสภาวะอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นคนที่กำลังเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่บนเตียงพยาบาลแล้ว มีใครยกเงินยกทองมาให้ก็คงไม่ต้องการ หรือคนป่าคนดอยที่ไม่รู้ค่ารู้ราคาของอัญมณี แล้วมีใครเอามากองให้ก็เปล่าประโยชน์ ฉะนั้นกับสัตว์นรกที่อยู่สุดใต้ของอเวจี หรือจะสามารถรับผลบุญเหล่านั้นได้ ดังพระคัมภีร์กล่าวไว้ ในอเวจีจะเห็นแสงสว่างและสัตว์เหล่านั้นจะพ้นทุกข์ได้ชั่วอึดใจ ก็หมายถึงในกาลนั้นพระมหาโพธิสัตว์ทรงจุติ...ทรงตรัสรู้และทรงประกาศธรรมเป็นปฐมเท่านั้น
เมื่อถึงตรงนี้ หวังว่าคุณสุภาคงเข้าใจแจ่มแจ้งนะครับ ถ้าจะให้ตอบตรง ๆ ก็คือ การแผ่บุญกุศลแผ่เมตตาก็จะได้ผลมากต้องขึ้นอยู่กับผลบุญที่ทำ คนแผ่เป็นผู้มีพลังอำนาจจิตมีอำนาจสมาธิแค่ไหน และท้ายสุดคือผู้ที่เราจะให้ มีเจตจำนงรับหรือไม่ และอยู่ในสภาพเช่นไร
ถ้าให้แนะนำ เราท่านควรทำบุญให้มาก ฝึกสมาธิให้เยอะ ถ้าสองอย่างนี้มีมากก็ได้ผลมากครับ
ขอตบท้ายด้วยอุปเท่ห์แห่งการแผ่กุศลแผ่เมตตาให้กับผู้มีพระคุณและส่ำสัตว์ทั้งหลายอีกครั้ง การแผ่กุศลแบ่งเป็นสองประการ หนึ่งคือโดยเฉพาะเจาะจง คือนึกถึงบุคคลนั้น ๆ ทั้งชื่อเสียงเรียงนามและหน้าตาด้วยยิ่งดี ลักษณะอย่างนี้เป็นจุลภาค คือแคบ แต่ให้ผลแก่บุคคลนั้นมากและเร็วที่สุด...สองแผ่โดยวงกว้างไล่ตั้งแต่บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดจนมิตรสหาย สัตว์น้อยใหญ่ทั้งปวงพร้อม ๆ กัน ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ‘มหภาค’ คือกว้าง แบ่งกันไปตามสัดส่วนมากน้อยตามสภาวะแห่งบุญและผู้รับ
การแผ่กุศลควรทำอย่างประณีต...ทำด้วยความเต็มใจและตั้งใจ ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำวิธีง่าย ๆ อย่างนี้ครับ
ถ้าเป็นการไปทำบุญในวัดและพระสงฆ์แสดงอนุโมทนาด้วยคาถาก็ใช้การกรวดน้ำไปตามปกติความหมายในพระคาถาเป็นการแสดงจุดประสงค์ทั้งปวงอยู่ในตัวเองแล้ว
แต่ถ้าเราแผ่กุศลเองก็ควรกรวดน้ำ (ถ้ามีเวลาและโอกาสเหมาะ) และถ้าอยู่ในห้องพระหรือการปฏิบัติสมาธิ ควรแผ่เมตตาทั้งก่อนทำและหลังทำทุกครั้ง ประโยชน์ที่จะได้รับโดยตรงคือ
...จิตใจจะเยือกเย็น มีความอ่อนโยน ทำให้การปฏิบัติสมาธิก้าวหน้าเร็ว
สุดท้ายคือ อำนาจแห่งความสงบในสมาธิจะทำให้ผลแห่งกุศลและเมตตานั้นพุ่งไกลมากขึ้น
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com