
ไม่อยากเป็นร่าง (ทรง)
เริ่มต้นกันที่จดหมายจากท่านผู้อ่านอย่างที่เคยเป็นนะครับ เขียนมาจากคุณกรรณิการ์ ฤกษ์อุโฆษ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เรียน คุณภูเตศวร
ดิฉันติดตามอ่านคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีเป็นประจำ แต่เดิมนั้นไม่ค่อยเข้าใจเพราะมีภาษาบาลีซึ่งอ่านได้ แต่แปลไม่ออก แต่ต่อมาเป็นภาษาที่อ่านง่ายขึ้น จึงทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
ดิฉันได้ใช้ประโยชน์จากข้อเขียนของคุณมาก นำมาใช้ประโยชน์กับการทำงาน นำมาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาจิต ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
แต่ ณ วันนี้ ดิฉันมีคำถามมากมายที่ไม่อาจหาคำตอบได้จึงต้องขอรบกวนคุณช่วยตอบคำถามต่าง ๆ ที่ค้างคาใจให้ด้วย
เรื่องมีอยู่ว่า มีร่างทรงที่อ้างว่าเป็นครูฤๅษี ซึ่งที่บ้านแม่ที่ต่างจังหวัดเป็นตำหนักของท่าน ทักว่าดิฉันมีองค์เทพที่เป็นองค์หญิงอะไรสักอย่าง ให้ดิฉันรับ (ขันธ์) มาบูชา แต่แรกดิฉันก็ไม่ยอมรับ เพราะว่าปฏิบัติตนอยู่ในกรอบแห่งพุทธศาสนาและอยู่ในศีลธรรมอันดีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้ เพราะต้องไปเยี่ยมคุณแม่และน้อง ๆ เป็นประจำ จึงขัดคุณแม่ไม่ได้
หลังจากรับ (ขันธ์) มาบูชาแล้ว ครั้งหลังท่านก็ให้ดิฉันปฏิบัติตัว โดยนุ่งขาวห่มขาวสวดมนต์และนั่งสมาธิทุกคืนทุกวัน เพื่อที่องค์เทพจะได้ประทับได้เต็มองค์ แต่ดิฉันไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเป็นร่างทรง และดิฉันก็บอกท่านไปว่าดิฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่ามีองค์เทพมาอยู่ด้วย ถ้าดิฉันสามารถสัมผัสได้ก็จะยอมทำ
ล่าสุดดิฉันไปเยี่ยมคุณแม่ตามปกติ ท่านก็ลงประทับทรงและเรียกดิฉันไปต่อว่าอีก ว่าไม่ยอมปฏิบัติตัว ซึ่งก็ยอมรับว่าไม่ได้ทำอย่างนั้นจริง ท่านก็บอกว่าถ้าดิฉันไม่ทำ บารมีก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดองค์เทพก็จะไม่เอาร่างดิฉันแล้ว และจะไปหาร่างใหม่ ถ้าถึงช่วงนั้น ดวงจะตกมากจนแก้ไขไม่ได้ และดิฉันตั้งใจจะกลับมาปฏิบัติตัวอย่างนั้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพื่อให้องค์เทพลงมาประทับทรง แต่เพื่อจิตใจของตัวเองสงบและเยือกเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่
ดิฉันเขียนจดหมายมาก็เพื่อให้คุณแนะนำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับดิฉันตรงนี้ ดิฉันควรปฏิบัติตัวอย่างไร และวิธีสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ ควรใช้บทสวดมนต์บทไหน อีกทั้งวิธีทำสมาธิที่ถูกต้อง เพราะไม่ต้องการปฏิบัติแบบผิด ๆ เพราะความกลัว
กรรณิการ์ ฤกษ์อุโฆษ
จดหมายของคุณกรรณิการ์ ผู้เขียนได้ตัดทอนลงบางส่วน หากน้อยมาก เพราะมีจดหมายแบบนี้ประเภทนี้เข้ามามากเหลือเกิน จำได้ว่าเคยพูดถึงเรื่องนี้มาสองสามครั้งแล้ว หากเวลาผ่านเลยมานานจนท่านผู้อ่านอาจลืมหรือบางท่านก็ติดตามอ่าน ‘ธรรมะ 5 นาที’ มาไม่นาน จึงขอถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง
เรื่องของเทวดามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นี้ มีมาแต่ครั้งโบราณกาลมาแล้ว และต้องยอมรับว่ามีจริง เหตุผลคือสัตว์โลกทั้งหลายล้วนว่ายวนอยู่ในวัฏฏะ ผ่านชาติผ่านภพมาจนนับไม่ถ้วน ญาติมิตร หรือครูบาอาจารย์ของเราในอดีตเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ต้องการช่วยเหลือเราเพราะมีกรรมเกี่ยวเนื่องกัน
หรืออาจเพราะมี ‘สัจจะ’ ต่อกันก็เป็นได้
จึงทำให้เกิดการเกี่ยวข้องกันขึ้น...ทั้ง ๆ ที่มนุษย์อาจไม่มีความต้องการเกี่ยวข้องด้วย เพราะไม่อยากเป็นร่างทรง
เรื่องของ ‘ร่างทรง’ ภูเตศวรไม่อยากกล่าวถึงมากนัก เพราะเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะของคนที่เป็น ซึ่งในปัจจุบันมีทั้ง ‘จริง’ และ ‘เท็จ’ บางรายของแท้และบางรายก็ของเก๊ หลอกลวงหาทรัพย์เข้ากระเป๋าตนจนร่ำรวย
ศาสนาพุทธสอนให้เราอยู่ในหลักของเหตุและผล
ในกรณีของคุณกรรณิการ์ รับขันธ์ครูบูชามาแล้ว จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องควรหรือไม่ควร เพราะเป็นเหตุผลเดียวกับการสร้างหรือตั้งศาลพระภูมิในบ้าน ทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อกับความศรัทธา บางบ้านบางเรือนมีการตั้ง บางแห่งก็ไม่มี ขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านเป็นหลัก เพียงแต่ควรถามตัวเองก่อนให้แน่ใจ ตั้งแล้วปฏิบัติได้ไหม ไม่ใช่ตั้งศาลแล้วปล่อยทิ้งร้าง แทนที่เทพยดาจะมาอาศัย เลยกลายเป็นสัมภเวสีมาครองแทน
จากควรมีคุณ กลับกลายเป็นโทษไปอีก!
จากจดหมายคุณกรรณิการ์ เท่าที่เขียนมา การรับขันธ์ครูบูชามิได้เกิดจากความศรัทธา หากเพราะเกรงใจคุณแม่มากกว่า และเบื้องลึกคือความกังวลใจ ฉะนั้นการรับตรงนี้จึงก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณ
ภูเตศวรเป็นชาวพุทธ น้อมนำเอาไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง มิใช่ไม่เชื่อว่าเทวดามีจริง ทว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระองค์สอนเราทำอะไรบ้างล่ะครับ...
สอนให้เรามีศีล มีทาน และรู้จักการภาวนา นั่นคือไตรสิก สำหรับคฤหัสถ์ และสั่งสอนเราให้อยู่ในมรรคมีองค์แปดโดยชอบ
มรรคมีองค์แปดอันเป็นสัมมาปฏิบัติมีอะไรบ้าง คิดว่าทุกคนคงทราบเป็นอย่างดีแล้ว
ถ้าใครตั้งตนอยู่ในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างเต็มที่...ผมรับประกัน ไม่มีสิ่งใดกล้ากล้ำกราย
ถึงตรงนี้อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า เทวดามีจริงครับ และเทวดาทุกองค์ล้วนต้องโมทนากับผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาทั้งสิ้น ถ้าใครผู้ใดขัดขวางและขัดแย้งข้อปฏิบัติดังกล่าว...
ย่อมเป็นหมู่มาร...หมู่อธรรมโดยแท้!
การหันกลับมาปฏิบัติธรรมของคุณกรรณิการ์อีกครั้ง คือความถูกต้อง อย่าสนใจว่าการปฏิบัติของคุณตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะทำให้เทวดาท่านลงประทับหรือไม่
เพราะการปฏิบัติธรรมสมาธิเป็น ‘หน้าที่’ ของเราทุกคน และต้องทำให้เป็นนิสัยอีกด้วย
การทำสมาธิ...คือการทำจิตใจให้สงบโดยอาศัยการกำหนดคำบริกรรม หรือกำหนดจิตให้นิ่งสงบปราศจากการปรุงแต่ง ด้วยลมหายใจเข้าออก จนจิตละเอียดสุขุมเข้าสู่ความสงบสันติ....
ทุกวันนี้ภูเตศวรก็ใช้คำภาวนา ‘พุทโธ’ เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิ เมื่อจิตสงบดีแล้วค่อยยกหัวข้อธรรมะมาพิจารณา ถ้าต้องการละลดความอยากมีอยากได้อยากเป็นให้กำหนด ‘มรณานุสติ’ เป็นอารมณ์
นึกถึง ‘ความตายอันเป็นสัจจะ’ มาสอนตน
‘ความตาย’ ที่เตือนใจตนช่วยคลายความรัก โลภ โกรธ หลง ได้มากกว่าสิ่งใด!
คุณกรรณิการ์ถามมาอีกว่า ควรสวดมนต์บทใด ตอบสั้น ๆ ครับ สวดทุกบทที่คุณสวดได้นั่นแหละครับ (ถ้ามีเวลามากพอ) แต่ถ้าให้แนะนำก็ต้องบอกว่าหาหนังสือสวดมนต์เข้าสักเล่ม มีเวลาช่วงเช้าก็เปิดสารบัญดูการสวดมนต์ทำวัตรเช้า เวลาเย็นถึงค่ำเปิดหน้าสวดมนต์ทำวัตรเย็น แต่ถ้ามีเวลาน้อยก็สวดเจริญพุทธมนต์ ‘อิติปิโสภะคะวา อรหัง สัมมา’ จนถึง ‘สุปฏิปันโน ภะคะวะโตฯ’ ที่เรียกว่าบทสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า นั่นแหละครับดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องครับ...
คือการทำบุญและแผ่บุญกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ทำให้เป็นนิตย์ เป็นกิจวัตร ชีวิตจะร่มเย็นด้วยตนเองมากกว่าพึ่งเทวดาองค์ไหน ๆ เสียอีก ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะทรงรับสั่งเอาไว้ว่า ‘อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ’
คือ ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ หรือครับ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com