
สังเวยเทวดาไม่ใช่การสะเดาะเคราะห์
เริ่มต้นวันนี้ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากคนสุโขทัยรายหนึ่ง เธอเล่าถึงพฤติกรรมของคนบางคนในสุโขทัย เกี่ยวกับการเที่ยวเดินสายทำสังเวยเทวดาอยู่ทุกวัน อาศัยความรู้ทางหมอดูทำนายเคราะห์ พร้อมแนะนำให้ทำพิธีสังเวยบวงสรวงเป็นการสะเดาะเคราะห์ตัดกรรม อันเป็นการแนะนำผิด ๆ และยังให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างสูงแก่ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยเครื่องสังเวยมีราคามากพอสมควรอย่างที่รู้ ๆ กัน
ความจริงเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทำนองธุระไม่ใช่ ทว่าบังเอิญตรงที่บุคคลผู้นี้เคยเชิญผู้เขียนกับคุณทมยันตีไปกวนข้าวทิพย์ที่วัดพระพายหลวงครั้งแรกในสุโขทัย กับอีกครั้งร่วมงานบวงสรวงในสายพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นวันที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับการสถาปนาเป็น ‘บิดาแห่งวัฒนธรรมไทย’ เมื่อ 2-3 ปีก่อน อีกเจตนาของเราคือต้องการขอพรสำหรับการสร้างวัดป่าชนะสงครามอีกโสตหนึ่งด้วย
จากนั้นรายการครูพักลักจำแบบผิด ๆ ก็เกิดขึ้น...
ใครที่เคยรู้จักจะถูกแนะนำให้จัดบวงสรวง โดยบุคคลนี้จะเป็นผู้กระทำพิธีด้วยตัวเอง แถมท้ายอ้างตัวเป็นผู้หยั่งรู้อดีตอนาคตอีกต่างหาก
ปัญหาจึงเกิดเพราะการร่ำลือ คณะทมยันตี-ภูเตศวรสร้างลัทธิใหม่ ๆ ประหลาด ๆ ขึ้น
ล่าสุดแสนปวดใจ บุคคลนั้นลุกขึ้นกวนข้าวทิพย์กลางดึก เพื่อถวายมหาเทพ อ้างว่าเป็นประเพณี ‘วันศิวาราตรี’ ซึ่งไม่เคยพบในตำราเล่มใด ๆ ในโลก และครูบาอาจารย์ท่านใดพากระทำ
ขอถือโอกาสนี้อธิบายนิดเถอะครับ การจัดบวงสรวงสังเวยเทพยดานั้น ส่วนมากจะเป็นในโอกาสสำคัญ อย่างกรณีจะหล่อพระ...สร้างโบสถ์วิหาร หรือยกศาลเทพพรหม เป็นลักษณะตามกาลอันสมควร เพื่ออ่าน...โอมกาล และบทอาศิรวาทประกาศแก่ปวงเทพยดา เพื่อขอพรให้งานกุศลทั้งปวงสำเร็จลุล่วงตามวัฒนธรรมและประเพณีโบราณสืบต่อกันมา
จึงมิใช่...เชิญเทวดาลงมาช่วยสะเดาะเคราะห์และทำกันอย่างไม่มีเวล่ำเวลา จนคนทั้งปวงหันมามอง เข้าทำนอง ‘เพี้ยน’ ออกนอกครูอย่างที่บุคคลผู้นั้นทำ
การกวนข้าวทิพย์ก็เช่นกันครับ อิทธิพลตรงนี้ได้รับจาก ‘ข้าวปายาสหรือข้าวมธุปายาส’ ของนางสุชาดาที่กวนขึ้นถวายพระพุทธเจ้าก่อนวันตรัสรู้ใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์
โบราณมักกวนข้าวทิพย์อยู่ 2 กาล คือเดือนสิบ กับช่วงออกพรรษา หนึ่งคือเพื่อความอุดมสมบูรณ์ตามราชประเพณีโบราณ (อ่านได้ในราชพิธีสิบสองเดือน) กับอีกกาล คือช่วงที่สงฆ์ออกจากการบำเพ็ญในวาระเข้าพรรษาสู่การออกพรรษา ถือว่าการถวายภัตตาหารอันอุดมด้วยประโยชน์เยี่ยง ‘มธุปายาส’ หรือข้าวทิพย์แก่พระสงฆ์ผู้คร่ำเคร่งการปฏิบัติ และออกจากสมาธิ กุศลจะแรงยิ่ง ไม่ใช่ปีหนึ่งกวนกันนับสินหนอย่างที่เป็น กวนโดยไม่มีสงฆ์เจริญพุทธมนต์อย่างนั้น
...ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ใช่นึกจะทำอะไรแผลง ๆ ตามใจตนจนถูกติฉินอย่างที่เป็น
งานพิธี ‘ศิวาราตรี’ กับ ‘กวนข้าวทิพย์’ เป็นคนละเรื่องครับ (ว่าง ๆ จะเขียนเรื่องวันศิวาราตรีให้อ่านกัน)
และความคิดนี้มิได้มาจากภูเตศวรกับทมยันตีแน่นอน
ถึงตรงนี้อยากบอกชาวสุโขทัยทั้งหลายว่าทุกประการที่บุคคลดังกล่าวกระทำมาช้านานนั้น ไม่เกี่ยวกับเรา ภูเตศวร-ทมยันตี แน่นอนครับ
...ขอให้รับรู้และรับทราบตรงนี้ ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้เป็นศิษย์ หรือเป็นคนใกล้ชิด นอกจากเป็นคนรู้จักหน้ากันเท่านั้น!
การเชื่อเทวดา...การบูชาเทพเป็นมงคลประการหนึ่ง แม้ในพระกรรมฐานทั้ง 40 กอง ยังมีหมวดเทวตานุสติ คือการรำลึกถึงเทวดา หากควรเข้าใจครับว่าเทวดาเป็นผู้ประเสริฐ ไม่ใช่เป็นข้าบาทของมนุษย์ที่จะเชิญท่านลงมาอย่างพร่ำเพรื่อ ลงมาขอให้สะเดาะเคราะห์ตัดกรรม ลงมาสร้างศรัทธาและรายได้ให้แก่ตนอยู่ทุกวันนี้ ของแบบนี้เป็นดาบสองคมครับ
...ระวังบาปจะซ้ำกรรมจะตาม
จากที่ควรเรียกว่า ‘ผู้รู้’ จะกลายเป็น ‘เสียรู้’ ไป
ด้วยความเขลา เพราะไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนทำ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com