ใส่บาตรชาติหน้าได้ก...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ใส่บาตรชาติหน้าได้กินหรือเปล่า? by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#85]

ใส่บาตรชาติหน้าได้กินหรือเปล่า?

          วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามจากท่านผู้อ่านสักฉบับ...ดังที่เคยเรียนอนุญาตท่านผู้อ่านไว้แล้วว่า หากมีคำถามเข้ามาและมีความสำคัญพอที่จะเป็นความรู้ประดับปัญญาบ้าง ภูเตศวรจะตอบลงในคอลัมน์ ‘ธรรมะ 5 นาที’ เพื่อเป็นการบอกเล่าต่อท่านผู้อ่านท่านอื่น ๆ ด้วย

          คำถามนี้มาจากคุณภารดร สุขสมาน จากจังหวัดอยุธยา ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตตัดทอนเฉพาะใจความสำคัญมาลงเท่านั้น เพื่อไม่เป็นการเยิ่นเย้อ คำถามคือ...

          ...วิญญาณ หรือ โอปปาติกะ โดยปกติต้องกินอาหารเหมือนกันหมดหรือเปล่า อาหารที่กินคืออะไร ตามที่รู้ว่าใครทำบุญตักบาตร แล้วจะมีกินในชาติหน้าจริงหรือไม่ อย่างไร?...

          คำตอบเป็นอย่างนี้ครับ...

          พระพุทธเจ้าทรงดำรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายล้วนดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเสพอาหาร เพราะฉะนั้นมนุษย์หรือโอปปาติกะไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือต้นไม้ต้องกินอาหารทั้งนั้น และอาหารที่กินเข้าไปจะแตกต่างกันไปตามประเภทของชีวิตนั้น ๆ

          โอปปาติกะก็เช่นกัน การเสพอาหารเพื่อดำรงอัตตาแห่งวิญญาณก็แยกไปตามระดับของภพภูมิของตนเองเหมือนกัน มาถึงตรงนี้บางท่านอาจมีคำถามว่า โอปปาติกะจะไม่มีกายหยาบอย่างเรา จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องกินอาหารไปเลี้ยงวิญญาณที่ไม่มีร่างกาย ปัญหานี้สามารถอธิบายได้ไม่ยาก แม้เหล่าโอปปาติกะจะไม่มีกายหยาบเหมือนพวกเรา แต่ก็มี ‘กายทิพย์’ ซึ่งเป็นกายที่เกิดจากใจ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า...

          ‘มโนมยรูป’ แปลว่า ‘รูปที่เกิดจากใจ’

          เพราะฉะนั้น โอปปาติกะที่มากินเครื่องเซ่นสังเวย อาหารก็ย่อมจะหมดไปได้ เพราะเครื่องเซ่นเป็นธาตุหยาบ ใจ...เป็นสิ่งละเอียด การเสพด้วยใจจึงต่างกับการกินการเสพอย่างมนุษย์ แม้จะมีผู้ทรงสมาธิหรือที่เรียกว่านั่งทางในเก่ง ๆ ซึ่งสามารถมองเห็นว่า พวกนี้กำลังกินอาหารซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับเครื่องเซ่นสังเวยก็ตาม แต่สิ่งที่มองเห็นในโลกแห่งโอปปาติกะนั้น ก็ไม่ใช่อาหารที่ไปจากโลกมนุษย์ แต่เป็นอาหารที่เกิดจากใจของพวกเขาเอง

          ที่ยกตัวอย่างให้เห็นดังกล่าว หมายถึงโอปปาติกะในชั้นต่ำซึ่งยังยึดถือติดในอุปาทานทางจิตว่า ตนยังมีสภาวะเหมือนตอนยังเกิดเป็นคนอยู่ ส่วนพวกโอปปาติกะชั้นสูง อาหารที่หล่อเลี้ยงวิญญาณก็ย่อมแตกต่างกันไปตามภาวะของจิตเป็นลำดับ แม้กระทั่งพวก ‘พรหม’ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ต้องเสพอาหาร พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสว่า...

          ‘พวกเหล่านี้มีปีติเป็นอาหาร’

          ซึ่งหมายความว่า จิตใจของพวกพรหม ซึ่งโดยธรรมดาย่อมจิตใจสดชื่นอยู่เสมอ เหมือนบุคคลที่อยู่ในฌานจิตจะอิ่มเอิบสดชื่นในสุขย่อมไม่มีความหิวโหยแต่อย่างใด ฉะนั้น พวกพรหมจึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาอาหารที่ปรุงแต่งด้วยตัณหาทั้งปวง

          ส่วนพวกที่อยู่ในสวรรค์ชั้นฉกามาพจร หรือพวกที่อยู่ในอบายภูมิ ตัณหา อุปาทานในวัตถุยังคงมีอยู่ ฉะนั้นยังคงมีความต้องการสิ่งที่เป็นวัตถุอันนั้นบ้าง อันนี้บ้าง และเดี๋ยวก็เบื่อสิ่งนี้ สิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้จึงยังต้องการอาหาร ยังต้องการสิ่งต่าง ๆ ตามตัณหาที่ยังฝังอยู่ในวิญญาณ

          ว่ากันว่าพวกที่อยู่ในสวรรค์ ถ้าหากผู้ใดมีจิตใจสดชื่นรื่นเริงอยู่เสมอ จะมีชีวิตอยู่ในสวรรค์นาน อาหารหรือสิ่งต่าง ๆ ก็หาง่ายตามจิตนึกคิด หากแต่พวกที่เป็นเทวดาชั้นต่ำหรือพวกอยู่ในอบายภูมิ พวกนี้มีตัณหาหยาบ มีกิเลสมาก จึงดำรงสภาพหิวโหยอยู่เสมอ และถ้าตนทำบาปเอาไว้มาก วิบากของบาปที่มีอยู่ในสันดานแห่งจิต จะส่งผลให้เร่าร้อนทุกข์ทรมานอยู่เสมอ ก็ยิ่งเพิ่มความหิวโหยมากขึ้น ดังนั้นเราจึงพบว่า พวกโอปปาติกะชั้นต่ำประเภทผีหรือเปรต อสุรกายที่จัดอยู่ในโอปปาติกะชั้นต่ำในอบายภูมิ จึงมีความตะกละตะกลามมาก ๆ เพราะพวกนี้เปรียบเหมือนมนุษย์ที่ไม่เข้าใจชีวิตของตัวเอง ทำนองเดียวกับเด็กหรือคนที่ไม่มีการศึกษา ทั้งที่ตนเองมีชีวิต แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาอย่างไร ทว่ารู้หรือไม่รู้ก็ตาม ต่างก็มีตัณหาติดวิญญาณมาจากชาติก่อน ๆ แล้ว ก็ดิ้นรนแสวงหาสิ่งต้องการของเขาตามความเคยชินเหมือนโอปปาติกะชั้นต่ำพวกนี้ จะไม่รู้อะไรมากไปกว่ามนุษย์เท่าใดนัก...หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

          ...วิธีแสวงหาของพวกเขาจึงเป็นไปตามความเคยชินเหมือนตอนอยู่ในโลกมนุษย์ทุกประการ...

          ส่วนพวกที่เข้าใจเรื่องชีวิตดี อย่างพวกเทวดาชั้นสูงนั้น เขารู้แจ่มแจ้งว่าชีวิตที่เขาเป็น มาจากผลของวิบาก เพราะฉะนั้นเมื่อรู้อยู่ว่าได้สร้างวิบากกุศลอะไรมาบ้าง พวกนี้จึงเหมือนคนในโลกมนุษย์ที่มีทั้งความรู้ มีเงิน มีอำนาจ เมื่อต้องการสิ่งใดก็แสวงหาได้โดยง่าย ความทุกข์ก็น้อย ตามลำดับชั้นของปัญญาบารมีของตน

          มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคำถามที่ว่า “ใครทำบุญตักบาตรแล้วจะมีกินในชาติหน้าหรือไม่...?” ก็แทบจะไม่ต้องตอบให้เหนื่อย...

          เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับภาวะของคนทำว่า ชาติหน้าอยู่ที่ไหน...ภพอะไร...

          ถ้าคุณอยู่ในชั้นฉกามาพจร...ก็ได้รับ แต่การรับของคุณไม่ใช่รับเหมือนการรับส่งทางไปรษณีย์ เพราะกุศลกรรมที่กระทำจะติดอยู่ในภวังคจิตเป็น ‘นามธรรม’ ฉะนั้นเมื่อต้องการใช้ผลบุญจะอุบัติขึ้นในลักษณะนิรมิตจากจิต ‘เสพโดยจิต อิ่มในจิต’

          ถ้าคุณอยู่ในชั้นพรหม...ถึงตรงนั้นคุณก็ไม่ต้องการมันอีกแล้ว เพราะพวกพรหมสามารถจะอุปาทานอย่างหยาบได้ และเสพปีติเป็นอาหารอย่างที่พูดไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว

          ถ้าคุณตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ ผลบุญในการใส่บาตรคุณจะรับได้อย่างไร จริงไหมครับ คงไม่มีข้าวที่ใส่บาตรในชาติก่อนลอยมาถึงมือคุณอย่างใจนึกแน่ ๆ ก็ขนาดจำหรือระลึกก็ยังไม่ได้เลย จริงไหมครับ

          คุณคงอยากถามต่อว่า ‘...ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ทำจะไม่สูญเปล่าหรือ?’

          ขอตอบว่า ไม่...เพียงแต่กุศลที่คุณทำทานจะยังคงอยู่ในภวังคจิตหรือภวังควิญญาณไปเรื่อย ๆ ...กุศลนั้นอาจจะส่งผลให้คุณสามารถทำหน้าที่การงานประกอบอาชีพเจริญรุ่งเรือง ไม่อดไม่อยากแทน

          ดังคำกล่าวที่ว่า...ผู้ทำ ‘จาคะ’ คือการให้ทานโดยสม่ำเสมอ จะมีทรัพย์สินหรือความร่ำรวยในชาติภพหน้าตอบแทน ผู้เคร่งครัดในศีลจะเลิศด้วยผิวพรรณ วรรณะ และสติปัญญา...

          ครับ...แม้คำถามของคุณภราดรจะไม่ยืดยาว แต่ผู้เขียนไม่สามารถตอบโดยย่นย่อได้ เพราะเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายควรรู้เอาไว้ประดับตนบ้าง

          แต่อย่างไรก็ตาม อยากจะบอกท่านผู้อ่านทั้งหลายไว้ตรงนี้บ้างว่า... ‘อย่าซีเรียส อะไรกับผลแห่งกุศลที่ได้กระทำไว้ในชาตินี้ว่า จะสามารถสนองคุณกลับคืนในชาติหน้าอย่างไรบ้าง’ เพราะการนึกคิดเช่นนั้น เป็นเพียงการทำบุญหวังสิ่งตอบแทน...

          เพราะทำเพื่อหวังได้รับสิ่งตอบแทนเป็นแค่ ‘ทำบุญ’

          แต่ถ้าทำด้วยความสบายใจ ไม่คิดได้อะไรตอบแทน เป็นการ ‘ทำกุศล’

          ‘บุญ’ ทำให้ได้สุขในชั้น ‘โลกียธรรม’ คือสวรรค์

          ‘กุศล’ จะนำส่งให้ถึง ‘โลกุตรธรรม’ คือการก้าวสู่มรรคผลนิพพาน

          ฉะนั้น จึงอยากบอกท่านทั้งหลายว่า...ควรทำ ‘ปัจจุบัน’ ให้ดีที่สุด ทำอะไรก็ตาม ทำอย่างมีสติ...ทำอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเท่านั้น ก็ประเสริฐที่สุดแล้วครับ

          ฉบับนี้ขอจากกันด้วยธรรมะล้ำค่าของพระอริยเจ้าสององค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ และหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี...ดังนี้...

          ‘...อดีตคือธรรมเมา...อนาคตคือธรรมเมา...ปัจจุบันคือธรรมะ...’ (ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด)

          ‘ผู้ใดทำจิตให้เป็นกลางได้ ผู้นั้นย่อมพบความสงบสุข...’ (จิตเป็นกลางคือจิตที่ไม่หลงผิดในทั้งทุกข์และทั้งสุข...ดีและชั่ว...คือการรู้จักวางอุเบกขา)

          ก็ขอลากันตรงนี้ละครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com