มีเรา...ถึงมีคำว่า ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

มีเรา...ถึงมีคำว่า ‘เขา’ by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#86]

มีเรา...ถึงมีคำว่า ‘เขา’

          วันนี้จับปากกาเขียน ‘ธรรมะ 5 นาที’ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบใจ เพราะก่อนหน้านี้ หลวงปู่พระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ที่ผู้เขียนนับถือท่านเสมือนหนึ่ง พ่อ แม่ และครูบาอาจารย์ได้มาที่บ้าน และท่านเพิ่งจะออกไปได้ไม่ถึงห้านาที

          “หลวงปู่มาหาซื้อบาตร” ท่านบอกกับเราอย่างนั้น ด้วยก่อนเข้าพรรษาที่วัดป่าหนองแซง จะมีการอุปสมบทหมู่เกือบทุกปี

          ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้มีโอกาสทำบุญกับหลวงปู่ด้วยการถวายปัจจัยในการซื้อบาตรถวายพระบวชใหม่ในคราเดียว

          เรียกว่าท่านนำ ‘บุญ’ มาให้ถึงบ้าน

          พูดถึงครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนกราบไหว้นั้นมีอยู่หลายรูปดังได้เคยกล่าวให้หลาย ๆ คนฟังแล้วว่า เดิมทีภูเตศวรมิได้เป็นพุทธบริษัทโดยกำเนิด แต่บรรพบุรุษนับถือศาสนาอื่นอยู่แล้วก่อนหน้า จนกระทั่งได้ไปกราบหลวงปู่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร และเลื่อมใสในข้อวัตรและปฏิปทาของท่าน

          อันเป็นเหตุเบื้องต้นในการกลับตัวเปลี่ยนใจมานับถือพุทธศาสนา

          แรก ๆ ก็เพียงแต่ ‘แปลก’ และ ‘สงสัย’ ในปาฏิหาริย์ทางจิตของพระอริยเจ้า ว่าไฉนท่านจึงทำอะไรที่เหนือเหตุผล เหนือความเป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ได้ หากเมื่อได้ยินได้ฟังและศึกษาธรรมปฏิบัติแล้ว

          จึงรู้ว่า ‘พุทธศาสนา’ สอนเราด้วยเหตุและผล มากกว่าการสอนให้เรามุ่งตรงในศรัทธาประการเดียว!

          ธรรมะ คือความถูกต้อง คือความจริง คือสัจจะ ที่ผู้เขียนจนปัญญาที่จะหาสิ่งใดมาลบล้าง และยิ่งนำเอาวิธีการทางด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาเปรียบเทียบมากเท่าใด เราก็ยิ่งคัดง้างไม่ออก นั่นคือเหตุผลต่อมาที่ผู้เขียนได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ และได้บวชเรียนอยู่ระยะหนึ่งด้วยศรัทธา

          บางครั้งบางคราตัวเองเคยสงสัย...และถามไถ่ครูบาอาจารย์ “ทำไมต้องไปเกิดในศาสนาอื่น เมื่อนับถือศาสนาอื่นแล้วต้องกลับมานับถือพุทธ?”

          “สัตว์โลกมีกรรมเป็นแดนเกิด...มีกรรมเป็นเครื่องนำพา...”

          หลวงปู่เสนบอกอย่างนั้น

          “เรื่องของกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนอธิบายยาก แต่ถ้าผู้ใดได้สมาธิปัญญา ปัญหาตรงนี้เป็นหญ้าปากคอก...”

          ‘ปัจจัตตัง’ ความรู้บางอย่างเป็นของรู้ได้เฉพาะตน ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติเองด้วยตัวเอง แล้วรู้ได้ด้วยตน

          “แม้วต้องทำ ถึงจะรู้ว่าทำไม?”

          ท่านบอกอย่างนั้น แต่ท้ายที่สุดท่านก็สอนว่า “อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านแล้ว เราจะยึดถือฝังแน่นอยู่ทำไม เราต้องจับอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

          เมื่อครู่ท่านยังบอกว่า “สมาธิ คือสภาวะอันมั่นคงของจิตที่ไม่หวั่นไหวในรูป รส กลิ่น เสียง ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันรู้เท่าทันการปรุงแต่งในใจตน”

          ทมยันตี นักเขียนใหญ่ได้ปรารภกับท่านอาจารย์เสน ถึงความ ‘เบื่อ’ ที่กำลังรุกล้ำจิตใจ จนอยากขายบ้านขายช่องไปอยู่เสียที่เมืองนอกกับลูกชาย

          หลวงปู่พระอาจารย์เสนจึงกล่าวอบรมว่า “เหตุแห่งความเบื่อความหน่ายเกิดจากการไม่ได้ดังใจตน เหตุดังนั้นเกิดจากการที่เราเอาจิตของเราไปจับที่คนอื่น เอาจิตเราไปพิจารณาสิ่งภายนอก...” ท่านยังบอกอีกว่า

          “พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า เหตุทั้งหลายเกิดที่ตัวของเราเอง เราเป็นผู้กำหนดขึ้นทั้งสิ้น”

          ความหมายของท่านคือ เพราะ ‘เรา’ จึงทำให้มี ‘เขา’ ถ้าเรามีเสียอย่าง เขาก็ไม่มี

          ฉะนั้น ถ้าจะดับทุกข์ ต้องดับที่ตัวเรา

          ถ้าจะเบื่อก็ต้องเบื่อตัวเอง เบื่อความเป็นเราที่เป็นอัตตา เป็นตัวกู-ของกู เสีย
          อะไรต่อมิอะไรก็จะดับลงได้

          ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ผิดแผกไปจากศาสนาอื่นตรงที่อาศัย ‘ปัญญา’ พิจารณา เหตุแห่งทุกข์ แล้วดับที่เหตุนั้น

          พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นองค์ประกอบของมนุษย์ เป็นห่วงเป็นลูกโซ่ที่คล้องสัตว์โลกให้หนุนอยู่ในวัฏฏะไม่รู้จบสิ้น

          ถ้าเรา ‘หยุด’ การปรุงแต่งขันธ์ทั้งห้านี้ลงได้ด้วยปัญญา วงล้อแห่งวัฏฏะก็จบสิ้นลง ดังคำกล่าวของหลวงปู่ที่ว่า...

          เมื่อไม่มี ‘เรา’ ก็ไม่มี ‘เขา’

          เราไม่ได้อยู่ในโลก โลกจะมีความหมายใดกับเราได้

          หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี กล่าวไว้ว่า “เมื่อสิ้นโลก...ก็เหลือธรรม” ประโยคนั้นเป็นปริศนาธรรมหนึ่งที่จะบอกกับเราท่านทั้งหลายว่า

          ...เมื่อใดที่จิตของเราสิ้นโลก...คือความห่วงในสิ่งหยาบในสิ่งอันเป็นของสมมติ

          ‘ธรรม’ อันหมายถึงความจริง หมายถึงปัญญาวิมุติจะบังเกิดขึ้นแทนในจิตวิญญาณ

          ‘ธรรมปัญญา’ เป็นความสว่างที่เข้ามาแทนที่ความมืดดำ ความไม่รู้ที่เรียกว่า ‘อวิชชา’ ทันที

          ท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร ยังกล่าวติดตลกกับทมยันตีว่า “วิมล ดูควายสิ...ควายที่ไหนจะมีเขาเกิดขึ้นก่อนตัวบ้าง มันต้องมีตัวก่อน เขาของมันจึงงอกออกมา” นั้นคือความหมายที่ว่า ต้องมีตัวเราเสียก่อน จิตจึงกำหนดรู้ว่า ‘มีเขา’ ขึ้นภายหลัง...

          ด้วยเหตุที่ศาสนาพุทธสอนให้เรารู้จักดับทุกข์ด้วยปัญญา พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงกล่าวกับเราเสมอว่า...

          บุญแล้วที่เราทั้งหลายได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ เพราะการเกิดเป็นคนพุทธ...นั่นหมายถึงเราจะมีโอกาสได้พ้นทุกข์เร็วขึ้น

          “อยู่กับของจริง เราจึงจะได้ของจริง แต่ถ้าเราอยู่กับของปลอมอยู่กับของหลอก เราต้องหลงทางอีกนาน...” ครูบาอาจารย์บอกเราอย่างนั้น ทำให้นึกขึ้นได้ว่าทุกครั้งที่ได้ทำบุญได้ทำกุศล หรือปฏิบัติธรรมสมาธิ สิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติอยู่เสมอมิขาด คือการอธิษฐานจิต

          อธิษฐานให้ทุกชาติภพได้เกิดอยู่ภายใต้ร่มบุญร่มเงาของศาสนาพุทธ

          บอกตรง ๆ ครับว่า กลัว ‘หลงทาง’ อีกนานแสนนาน ถึงตรงนี้เลยถึงบางอ้อ มันรู้ขึ้นมาเฉย ๆ ว่า...

          “ด้วยแรงอธิษฐานอย่างนี้กระมัง ทำให้เราที่เกิดในศาสนาอื่น ต้องกลับมาอยู่ภายใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนาอีกครั้ง!”

          “นั่นไงล่ะ...!” หลวงปู่เสนหัวเราะ เมื่อเรากราบเรียนท่านว่า ‘จิตรู้’ ของตนบอกอย่างนั้น ท่านยังกล่าวอีกว่า... “เวลาทำบุญต้องรู้จักอธิษฐานด้วย”

          ถึงตรงนี้จึงอยากถามท่านทั้งหลายว่า เวลาทำบุญกุศลนั้น ท่านทั้งหลายเคยตั้งจิตอธิษฐานบ้างหรือเปล่า?

          บางท่านอาจจะบอกว่า “ทำไมทำบุญต้องหวังได้ด้วยหรือ?” ก็ขอตอบว่าถ้าท่านมั่นใจว่า...จิตท่านเปี่ยมไปด้วยศีลสมาธิปัญญาแล้ว ก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าเรายังเป็นเพียงคนที่กำลังพยายามจะเป็นคนดี พยายามที่จะก้าวสู่มรรคผลเหมือนเด็กหัดเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ อยู่ละก็ ‘บุญ-กุศล’ และ ‘แรงสัจจะอธิษฐาน’ จะมีประโยชน์กับเราอย่างยิ่งยวด เพราะแรงสัจจะอธิษฐานจะเป็นเสมือนเข็มทิศทางบอกเราให้มุ่งตรงสู่เป้าหมายข้างหน้า เข็มทิศที่จะทำให้เราไม่หลงทางเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

          พูดถึงการอธิษฐานจิตนั้น แม้แต่พระธุดงคกรรมฐานเอง ก็ยังกระทำอยู่เสมอ เวลาท่านจะทำอะไรสักอย่างกับการมุ่งมั่นบำเพ็ญธรรม ท่านยังต้องอธิษฐานทุกครั้ง อย่างเช่นจะอดภัตตาหารสักห้าวันเจ็ดวัน ท่านก็ต้องอธิษฐานให้จิตรับรู้ จิตตั้งมั่นที่จะกระทำให้ได้โดยไม่ยอมแพ้

          หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา... พระองค์ยังอธิษฐานลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อทดสอบดูว่า พระองค์จะสามารถ ‘ตรัสรู้’ ธรรมได้หรือไม่?

          ในหนังสือวิสุทธิมรรค ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส ยังกล่าวถึงทิพยอำนาจประการหนึ่งเอาไว้

          อำนาจนั้นคือ อธิษฐานฤทธิ์
          ฤทธิ์ อันเกิดแต่แรงอธิษฐานจิต โดยมีบุญ-กุศลเป็นแรงส่ง

          ฉะนั้น ทำบุญเถิดท่านทั้งหลาย ทำแล้วควรรู้จักอธิษฐานในความดีความงามแก่ตนเสียวันนี้

          ...เพื่อจุดเป้าหมายใน ‘ธรรม’ วันหน้า!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com