
วิสาขบูชา ธรรมยาตราบันทึก
กลับจากงานบุญวิสาขบูชาได้ไม่กี่วัน พี่น้อย (คุณพนิดา ชอบวณิชชา)หัวเรือใหญ่ขวัญเรือน ในฐานะหัวหน้าศีลวดีครั้งนี้ ได้ส่งเอกสารใส่ซองมาให้ เป็นต้นฉบับบันทึกการเดินทางของสมาชิกท่านหนึ่ง ใช้นามแฝงว่า ‘สัปปายะ’ อ่านแล้วเห็นแววการเป็นนักเขียนฝีมือดี อีกทั้งสามารถสรุปความได้สารประโยชน์ จนรู้สึกเสียดายถ้าปล่อยผ่านเลย จึงขออนุญาตนำลงตีพิมพ์ในคอลัมน์เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน
อย่างน้อยก็เป็นครั้งแรกที่ท่านทั้งหลายจะได้อ่านและซึมซับความรู้สึกจริง ๆ จากการเดินทางแสวงบุญของผู้ร่วมทางมากกว่าเจ้าของคอลัมน์เขียนเอง อันจะเป็นการได้อรรถรสใหม่ ๆไปอีกแบบ
ภูเตศวร

· วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552
06.45 น. ผมมาถึงรถบัสทันเวลาพอดี แต่ก็เกือบที่จะ ‘ร่วมขบวน’ ไปกับคณะผ้าป่าวัดท่าซุงกับเขาเสียแล้ว เพราะรถบัสทั้ง 2 คณะต่างก็จอดอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งก็คือข้างโรงเรียนหอวังด้านฝั่งเซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งรถบัสที่ร่วมไปที่วัดป่าชนะสงครามในครั้งนี้นั้นมีทั้งหมด 3 คันด้วยกัน รวมคนทั้งคณะก็ปาเข้าไปอย่างไม่ขาดไม่เกิน 100 คนพอดิบพอดี
07.23 น. รถบัสเริ่มออกเดินทางอย่างเป็นทางการ โดยคันที่ 1นั้นมีป้าอี๊ดเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ประจำรถ และปล่อยให้ ‘จารย์แม้ววิ่งรอกรับผิดชอบรถบัสร่วมขบวนอีก 2 คันที่เหลือ ซึ่งก็นับเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ได้ทราบว่าต่อไปนี้วัดป่าชนะสงครามจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดป่าภูแก้ว’ ฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาเงียบ ๆ อย่างประหลาด
ในขณะที่เริ่มออกเดินทางนั้น ‘จารย์แม้วสอนว่า
“ถ้ายังมีทุกข์ที่ยังต้องเกิดอยู่ ก็ขอให้เกิดภายใต้บวรพระพุทธศาสนาทุกชาติไป ขออย่าให้ได้เกิดในช่วงที่ไม่มีพุทธศาสนาเลย...” นอกนี้อาจารย์ยังสำทับอีกรอบว่า
“ขอให้มีพระรัตนตรัย ถ้ายังต้อง ‘ค้าง’อยู่ ก็ขอให้ไปค้างที่วิมานที่ไหนซักแห่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาเกิดในยุคที่มีพระพุทธศาสนา เพราะคนเราทุกคนนั้นจำเป็นต้องมีสติเป็น ‘หางเสือ’ ในชีวิต”
08.45 น. หยุดแวะปั๊มน้ำมันปั๊มแรกของรายการ พร้อมกับแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว และยืดเส้นยืดสายกันตามสะดวกโยธิน
08.50 น. ขบวนธรรมะสัญจรเริ่มออกเดินทางอีกครั้งพร้อม ‘จารย์เม้วเมตตาบรรยายต่อเกี่ยวกับปฏิปทาของหลวงพ่อ หลวงปู่ โดยเฉพาะหลวงตามหาบัวที่ท่านสอนว่า
“ถ้ากิเลสมันโง่ มึงไม่มาเวียนเกิดหรอก!”
ทำเอาสะอึกปนสะดุ้ง แล้วก็รู้ตัวถึงความ ‘โง่’ ของตัวเองอีกรอบที่ยังต้องมาเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้
จากนั้น ‘จารย์แม้วก็บรรยายถึงที่ไปที่มาของพระประธานศิลปะสมัยสุโขทัย และบอก ‘ข่าวมงคล’ อีกอย่างให้กับทุกคนในคณะได้ทราบก็คือ วันนี้เป็นวันครบรอบ 10 ปี ของ ‘หลวงพ่อรัตนพุทธะชัยะสงคราม’ พอดิบพอดีเสียด้วย แหม...รู้งี้แล้วปลื้มซะไม่มีละ
11.50 น. แวะปั๊มที่ 3 เข้าแล้วสำหรับวันนี้ แต่ผมก็ชอบอยู่นา ได้หยุดพักบ่อย ๆ แบบนี้ มันก็สบายดีแฮอยู่เหมือนกัน...
‘จารย์แม้วเริ่มบรรยายต่ออีกครั้งเกี่ยวกับที่ไปที่มาของปัญหาโรคร้ายแรงเกี่ยวกับจุลชีพในปัจจุบันนี้ พร้อมทั้งสอนว่าไม่มีใครที่จะช่วยแก้กรรมให้กับเราได้นอกจากตัวของเราเองเท่านั้น!
‘จารย์ยังสอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และ ‘โลกธรรม 8’ ที่เราทุกคนควรจะนึกถึงอยู่เสมอ พร้อมทั้งสอนพวกเราทุกคนว่า
“ถ้าจิตหยาบ เราจะเห็นทุกอย่างเป็นของหยาบ ถ้าจิตของเราละเอียด เราจะเห็นทุกอย่างเป็นของละเอียด แต่พระอริยสงฆ์นั้นจิตของท่านจะ ‘ประณีต’ มาก...” สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกคนจะต้อง ‘วาง’ เสียก่อนที่จะได้ ‘ว่าง’ อย่างแท้จริง

13.00 น. มาถึงวัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย แต่ทุกคนก็ยังคงมีความสุขกับทริปนี้ ที่สำคัญพอเท้าได้สัมผัสกับแผ่นดินพิษณุโลก ทุกคนก็เริ่ม ‘กระจายกำลัง’ กันไปไหว้พระและเก็บรูปภาพมาเป็นความทรงจำที่สำคัญกับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และก็ไม่ลืมที่จะหาอะไรบรรจุลงกระเพาะอาหารกันตามอัธยาศัยเช่นเคย ก็บอกแล้วว่าทริปนี้เป็นเหล่าสมาชิก ‘แฮปปี้ทริป’ กันทุกคน
แต่ผมมัวแต่เดินไหว้พระกับเดินเก็บบรรยากาศอยู่จนลืมทานข้าวเที่ยงพอดี เฮ้อ! เรื่องมันเศร้าจริง ๆ ที่ต้องแขวนท้องไปอีกตั้งเกือบ 3 ชั่วโมง...
14.15 น. ทุกคนเริ่มกลับมาประจำรถตามหมายเลขของแต่ละคน พร้อมสภาพ ‘หนังท้องตึง หนังตาหย่อน’ โดยพร้อมหน้า และมาทราบทีหลังว่า ‘จารย์แม้วได้ย้ายไปช่วยดูแลรถบัสคันที่ 3 ด้วยเหตุปัจจัยว่าเดี๋ยวเหล่าพลพรรคคันที่ 3 จะหาว่าถูก ‘ทอดทิ้ง’ ให้อยู่เดียวดายวิเหวโหว
17.00 น. ถึงวัดป่าชนะสงครามโดยสวัสดิภาพ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวัดป่าที่เริ่มประกาศศักดาของ ‘พญาไม้’ อย่างที่ ‘จารย์แม้วเคยบอกเอาไว้จริง ๆ เพราะไม่ว่าจะหันไปมองทางไหนก็จะมีแต่ต้นไม้ใหญ่ ร่มครึ้ม ให้ความรู้สึกสะอาด สว่าง สงบ และแถมด้วยความสบายใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้มาเห็นวัดป่าชนะสงครามที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แถมคราวนี้ป้าอี๊ดมี ‘กุฏิกิตติมศักดิ์’ ส่วนตัวไว้อย่างเสร็จสรรพอีกต่างหาก

ทุกคนเริ่มแยกย้ายกันเอาข้าวของไปเก็บยังศาลาเรือนนอนของตนเอง ซึ่งก็แยกเป็นศาลาของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งใครจะสมัครใจนอนเต็นท์หรือนอนกลดอันนี้ก็เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละบุคคล (เป็นความสามารถของแต่ละบุคคลห้ามลอกเลียนแบบ) แต่สิ่งที่ทำเอาคณะธรรมะสัญจรหน้าใหม่ต่างร้อน ๆ หนาว ๆ ไปตาม ๆ กันก็คือ ‘เจ้าถิ่น’ ซึ่งก็คือ ตุ๊กแกสีเทาลายจุดส้มสลับขาวที่พร้อมจะจรลีไปยังห้องทุกห้องที่มีคนกลัวตุ๊กแกไปอาบน้ำหรือทำกิจธุระอยู่ งานนี้ได้ข่าวล่ามาเร็วว่ามีบางคนถึงกับยอมสละการไม่อาบน้ำในคืนวันแรกทั้ง ๆ ที่อากาศก็แสนจะร้อนอบอ้าวจนกระทั่งใบไม้แทบไม่กระดิกกันไปเลยทีเดียว

18.00 น. เริ่มรับประทานอาหารเย็น แต่ผมก็ต้องอดอยู่ดีเพราะว่าจะถือศีล 8 และคิดว่างานนี้จะต้องนอนน้อย กินน้อย ปฏิบัติให้มากให้สำเร็จได้ ก็เป็นอันว่านับตั้งแต่อาหารเช้าบนรถแล้วก็แทบจะไม่มีวัตถุธาตุอะไรตกถึงกระเพาะอาหารอีกเลยนอกจากสารพัดของเหลว ซึ่งก็คือน้ำปานะที่ทีมงานเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี
18.30 น. ทุกคนเตรียมตัวที่จะมาโบสถ์เพื่อทำวัตรเย็น โดยมีพี่น้อยเป็นหัวหน้าศีลวดีกล่าวนำถือศีล 8
18.45 น. เจอป้าอี๊ดกำลังสอนธรรมะง่าย ๆ ให้กับกลุ่มพี่ ๆ ที่มาก่อนเวลา ผมก็เลยถือโอกาส ‘สวมรอย’ พร้อมนั่งจดมาเสร็จสรรพเสียทีเดียวหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของ ‘การให้’
ซึ่งเราควรจะต้องเริ่มรู้จักการให้โดยไม่ขอ และไม่มีเงื่อนไข...
รักโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ก็คือให้ จะรับหรือไม่รับมันไม่ใช่เรื่องของฉัน...
ป้าอี๊ดสอนให้เรารู้จักมองโลกอย่างอ่อนหวาน อ่อนโยน อย่าไปเร่งรัด!
เพราะการเร่งรัดนั้นเกิดจาก ฉัน ฉัน และฉันทั้งนั้น ซึ่งมันก็คือความอยาก มันเป็นตัณหา เราต้องรู้ว่าชีวิตประเดี๋ยวเดียวมันก็จบ แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป...
เราต้องรู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีฉัน ไม่มีเขา มีเพียง ‘หน้าที่’ และต้องรู้ว่าเวลาใดสำคัญที่สุด บุคคลใดสำคัญที่สุด เราต้องอยู่กับปัจจุบันให้เป็น
เพราะบุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือตัวของเราเอง!

20.45 น. พี่น้อยเป็นหัวหน้าศีลวดีกล่าวนำ ‘สัจวาจา’ ถือศีล 8 กับพระรัตนตรัย จากนั้นทุกคนจึงพร้อมกันลงไปเวียนเทียนพร้อมกับดอกไม้ ธูปเทียน ที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้อย่างดีเช่นเคย ซึ่งผมไม่คิดว่าจะได้เห็นความสงบ สวยงาม และเบิกบานได้ที่ไหนมากไปกว่าบรรยากาศของการ ‘เวียนประทักษิณ’ ที่ทุกคนต่างมุ่งกระทำเพื่อเป็น ‘พุทธบูชา’ อันเป็นการบูชาอย่างสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

21.15 น. ทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิกันอย่างเต็มที่ 1 ชั่วโมง แต่ผมก็มีเป็นอันต้องฟาวล์ไป และมารู้ทีหลังว่าส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะเรานั้น ‘ตั้งใจ’ มากเกินไป จึงทำให้เราเกิดความอยากซึ่งก็คือตัณหานั่นเอง
22.00 น. หลวงปู่พรมเมตตาสอนธรรมะให้กับทุกคน โดยเน้นเกี่ยวกับเรื่องของการ ‘มองตัวเอง’ อย่างมีสติและรู้จักธาตุ 4 ขันธ์ 5 ว่าไม่เที่ยง จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็อย่าไปยึดมั่น เพราะเราจะไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลยนอกจาก ‘จิต’ ของเราเท่านั้น ทุกอย่างเราต้องคืนให้แก่โลกทั้งสิ้น...
22.30 น. เริ่มแยกย้ายกันไปพักผ่อน หรือปฏิบัติธรรมส่วนตัวกันตามอัธยาศัย แต่ผมก็เลือกที่จะปฏิบัติยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ในโบสถ์นี้ต่อไป ด้วยความตั้งใจก่อนที่จะมาแล้วว่า
“ไม่ว่ายังไงคืนนี้ก็ต้องปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชานี้ไม่ต่ำกว่าตี 2 ให้ได้!”
เมื่ออยู่คนเดียว ก็เริ่มที่เข้าใจ และปฏิบัติได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น เริ่มจะมองเห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้นท่านเสียสละตนเองอย่างไรจึงจะสำเร็จ โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ก็ทำให้ผมอดที่จะคิดไปถึงพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านทรงสละทุกอย่างที่เป็นความสุขส่วนพระองค์จนกระทั่งตรัสรู้มาสั่งสอนเวไนยสัตว์อย่างพวกเราทุกคน
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...
ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดชีวิตและทุก ๆ ชาติไปจนกว่าจะจบสิ้นซึ่งวัฏฏะแห่งชีวิต...
01.30 น. ‘จารย์แม้วเข้ามาพักผ่อนที่โบสถ์และเมตตาสั่งสอนการปฏิบัติธรรม การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง รวมทั้งยังช่วยเล่าความเป็นมาเป็นไป และประสบการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดป่าชนะสงครามแห่งนี้ให้ฟังอีกด้วย
02.45 น. รู้สึกเกรงใจอาจารย์ที่ดูจะอ่อนเพลียลงไปมาก และเกรงว่าหากเรายังขืนปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่นต่อไป อาจารย์จะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และพรุ่งนี้อาจารย์ยังมีงานต้องทำอีกมาก จึงเข้าไปลาพระประธานท่านในโบสถ์และอาจารย์ที่ดูท่าว่าจะหลับไปแล้ว กลับมาที่ศาลาเรือนนอนฝ่ายชาย ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนก็เริ่มไป ‘เฝ้าประอินทร์’ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคน จึงเห็นว่าเราจะช้าอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเดี๋ยวจะเป็นว่าเราไปเข้าเฝ้าไม่ทันอยู่คนเดียว
ไก๊ด์นู้ด...กู๊ดไนท์คราบป๋ม...

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2552
04.00 น. เปิดเปลือกตามาดูคุณเอกราชเตรียมตัวไปซื้อข้าวของจำเป็นและของสำหรับเตรียมใส่บาตรตอนเช้าสำหรับวันนี้ เมี่อเห็นว่าไม่มีอะไรก็เป็นอันสลีปต่อตามระเบียบ
04.45 น. ตื่นนอนอีกทีพร้อมกับเสียงสวดมนต์ตอนเช้า แต่กลับเป็นว่าเรา ‘หูฝาด’ ไปเอง เลยถือโอกาสตื่นนอนมันจริง ๆ เสียเลย พร้อมกับออกไปทำธุระส่วนตัวและต้องลุ้นว่าจะเจอ ‘เจ้าถิ่น’ ในห้องน้ำเจ้าเก่ารายเดิมอีกหรือไม่...
05.15 น. ช่วยพี่ ๆ เขาปูเสื่อเพื่อเตรียมทำวัตรเช้า ซึ่งนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เห็นทุกคน ‘แย่ง’ กันทำงาน ไม่ใช่ ‘เกี่ยง’กันทำงานเหมือนกับที่อื่น ๆ
ทุก ๆ คนดูเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส และมีน้ำใจชนิดที่ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นทริปไหนเหมือนกับทริปในครั้งนี้เลย
06.00 น. พี่น้อยนำทำวัตรเช้าแบบไม่ต้องแปล ซึ่งก็รู้สึกว่าเบาแรงดีอยู่เหมือนกัน ฮิ ๆ ...
06.15 น. เดินเร็วรี่ไปห้องครัวเพื่อเตรียมหาอะไร ‘รองท้อง’ หลังจากยังไม่ได้กินอาหารอะไรเลย นับตั้งแต่ 9 โมงเช้าเมื่อวานนี้
07.00 น. กะว่าจะโซ้ยข้าวต้มให้เต็มคราบเสียหน่อย แต่คงจะอดอาหารมานานเกินไป กระเพาะมันจึงหดตัวทำให้อิ่มเร็วกว่าที่คิดไปเยอะทีเดียว แต่ยังไงคราวนี้ก็ไม่ลืมที่จะหากาแฟดื่มเสียก่อนที่จะหลับไปอีกครั้ง เพราะเมื่อคืนดัน ‘ฟิตจัด’ ไปหน่อย ม่านตาก็เลยดูเหมือนว่าจะยังทำงานไม่เต็มที่

07.45 น. รู้สึกปลื้มปีติตั้งแต่เห็นหลวงพ่อ หลวงปู่ เดินลงมาจากโบสถ์เพื่อโปรดพวกเรา และก็ไม่ลืมที่จะวิ่งถอยหลังไปถ่ายรูปทุกคนเก็บเอาไว้ในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง
08.20 น. เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นพระคุณเจ้าฉัน ‘จังหัน’ ระยะประชิด แถมยังได้เห็นธุดงควัตรแบบฉันบาตรเดียว ภาชนะเดียวอีกต่างหาก เพราะปกติแล้วอยู่ในเมืองก็เป็นคนที่ห่างวัดห่างวากันไกลเป็นเมตรเป็นวาจริง ๆ เสียด้วย
09.30 น. เริ่มต้นการต่อยอดบุญ และประมูลสิ่งของรายการต่าง ๆ กันอย่างเต็มที่ และงานนี้ยังได้เห็น ‘จารย์แม้ว ‘ถอดทีละชิ้น’ เพื่องานสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งการประมูลครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น และเรียกเสียงฮือฮาได้เป็นระยะ ๆ จากราคาที่ถ้าไม่สูงสุดขีด ก็ต่ำอย่างเหลือเชื่ออีกเหมือนที่ ‘จารย์บอก
“อย่างว่าละนะก็คนมันจะได้...”
งานนี้ทุกคนช่วยกัน ‘สุดฤทธิ์’ ชนิดไม่มีอั้น ไม่มีเม้มใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุก ๆ คนต่างต้องการให้อาจารย์ภูเตศวรของพวกเราทุกคนได้เข้าไปอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์อย่างหมดห่วง หมดกังวล และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่อาจารย์มักจะพูดเสมอ ๆ ว่า
“ในโลกนี้ถ้าเราทำดี เราไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะธรรมะจะจัดสรรให้เราเอง...”
แล้วครั้งนี้ธรรมะก็ช่วยจัดสรรให้จริง ๆ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ...
เตรียมตัวถวายผ้าป่ากับคณะทั้งหมดที่มาด้วยกันทุกคนที่มาด้วยต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าอาจารย์สิ้นกังวลจริง ๆ เสียที

12.30 น. ป้าอี๊ดเตรียม CD เพื่อจะสอนธรรมะ และการนั่งสมาธิให้กับทุกคน แต่ก็ดูเหมือนว่า CD เจ้ากรรมดูจะไม่เป็นใจจริง ๆ จนกระทั่ง ‘ฝ่ายโสต’ ที่ประกาศเสร็จสรรพว่า ‘ยังโสด’ จริง ๆ เข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ ทุกคนจึงได้รับพรอันเป็นมงคลและเป็นภาษาสันสกฤตแท้ ๆ ฉบับสมบูรณ์ พร้อมได้รับการแปลให้ฟังอย่างเสร็จสรรพ ฟังแล้วให้ความรู้สึกแห่งความศานติจริง ๆ
โอม ศานติ โอม ศานติ โอม ศานติ...
คำสอนมากมายพร่างพรูออกมาอย่างเรียบง่ายจับใจ อย่างคนที่เป็นคุรุ และป้าอี๊ดก็ให้และให้อย่างปราศจากเงื่อนไข ให้ทุก ๆ คนได้รับรู้และได้เห็นอย่างแท้จริง แม้ว่าอากาศในตอนนั้นจะร้อนอบอ้าวเสียจนกระทั่งหลายคนเริ่มจะสัปหงกโดยไม่รู้ตัว (รวมทั้งผมด้วย ฮิ ๆ ...)

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com