
15.00 น. อาจารย์แม้วสอนนั่งสมาธิแบบสมถกรรมฐาน และสอนให้พิจารณาร่างกายแบบวิปัสสนากรรมฐานให้ได้ก่อนที่จะเลิกนั่งทุกครั้ง งานนี้เป็นอันว่านอกจากจะได้เห็น ‘มาร’ ในตัวเองเมื่อคืนนี้แล้ว ยังได้เห็นความคิดและขันติของแต่ละคนอีกต่างหาก (เจ้มจ้นจริง ๆ ...)

จากนั้นพี่น้อยก็มาเมตตาเล่าประสบการณ์การนั่งสมาธิ รวมทั้งแนะวิธีการนั่งสมาธิอย่างไรให้ได้ผล ซึ่งงานนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ ‘ความเพียร’ แต่ที่สำคัญที่ผมจำได้ดีคือ
“เราต้องนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน ที่สำคัญควรจะเป็นการนั่งสมาธิในเวลาเดียวกันของทุกวัน แล้วเราจะได้รับความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด...”
ทุกคนเริ่มหยุดตั้งใจฟังอีกครั้ง
“เพราะผลของสมาธินั้นมันจะมาจากความสม่ำเสมอของตัวเราเองทั้งนั้น!”
ในที่สุดผมก็มองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองจาก ‘ทริก’ของพี่น้อยในครั้งนี้เองว่า สิ่งที่ตัวเองขาดไปก็คือ ความสม่ำเสมอนั่นเอง อนุโมทนามิ...ขอบคุณด้วยใจจริง ๆ ครับ
16.00 น. ฟาดไอศกรีมกะทิสดไป 2 แท่งเพราะถือเอาไปฝากแล้วเจ้าตัวดันไม่กล้ากินเพราะกลัวศีล 8 จะขาด ไอ้เรามันก็เป็นลูกศิษย์ตัวจริงเสียงจริงเสียด้วย ‘จารย์แม้วบอกไม่ขาด ป้าอี๊ดบอกไม่ขาดร๊อก...เราก็ต้องเชื่อคนเป็นครูบาอาจารย์ใช่ไหมครับ เป็นอันว่างานนี้ ‘ท้องเย็น’ ไปตาม ๆ กันทีเดียว ได้ข่าวว่าคนถือศีล 5 ยังมีราดหน้าตบท้ายอีกต่างหาก แต่งานนี้คงต้องขอสละสิทธิ์ไปตามระเบียบ เพราะคิดว่าขืนกินเข้าไปอีกรับรองว่าจะไม่ใช่แค่ศีล 8 ขาด แต่รับรองว่าคืนนี้ให้หลับกันเป็นตายไปด้วยแหงม ๆ
18.00 น. หลวงปู่พรมเมตตานำสวดมนต์ฉบับยาวด้วยตนเอง ทำเอาพวกมือใหม่ทั้งปีติทั้ง ‘ลิ้นห้อย’ ไปตาม ๆ กัน
21.30 น. หลวงปู่พรมเมตตานำการนั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
งานนี้ทำเอาเริ่ม ‘รู้ซาบ’ ถึงเวทนาและ ‘รู้ซึ้ง’ ถึงขันติของตัวเองว่ามันช่างแสนน้อยนิดเสียเหลือเกินได้เป็นอย่างดี จิตส่วนหนึ่งนึกถึงคำพูดของ ‘จารย์แม้วในอดีตที่ว่าอย่าทำบุญแบบ ‘สิงโต’ คือทำน้อยนิดแต่คิดว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินขึ้นมาติดหมัด
ที่สำคัญพอทำไปได้ครึ่งชั่วโมงก็เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่า คงจะไม่ไหวแล้ว ยิ่งเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นพลพรรคทั้งหลายเริ่มจะเปลี่ยนอิริยาบถไปเป็นเดินจงกรมด้วยแล้วยิ่งมองเห็น ‘วิถีแห่งข้ออ้าง’ ของตัวเองได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อหันไปกำลังก้มกราบหลวงปู่พรมเพื่อไปเดินจงกรมกับเขาบ้าง ก็ได้เห็นภาพของหลวงปู่พรมนั่งนิ่ง และมั่นคงอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากเทียนไข 2 เล่มที่ยังคงส่องสว่างอยู่ แม้ว่าด้านรอบข้างจะเริ่มมืดมิด ทำเอาน้ำตาแทบร่วงลงมาอีกครั้ง ผมบอกกับตัวเองว่า
“หลวงปู่ท่านอุตส่าห์เสียเวลาอันมีค่าของท่านมาโปรดพวกเรา แล้วเราจะขี้เกียจอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร...”
เมื่อคิดได้อย่างนั้นผมก็ ‘กัดฟัน’ นั่งสมาธิต่อไปจนครบเวลา แม้ว่าจะแทบขยุกขยิกอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ ผมก็ยังรู้สึกดีที่ไม่ผิดกับหลวงปู่และไม่ผิดกับตัวเอง!
22.30 น. ทุก ๆ คนเริ่มแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ผมเลือกที่จะมาพักค้างที่โบสถ์เพื่อดื่มด่ำกับความทรงจำในค่ำคืนวันนี้ก่อนที่จะกลับไปให้มากที่สุด เลยไปขออนุญาตหลวงปู่พรม ท่านก็อนุญาตให้มาพักค้างได้และยังเมตตาสอนสั่งอีกว่า
“กลัวผีไหม?”
“กลัวครับ” ผมตอบอย่างไม่ลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น
“ไม้ต้องกังวลหรอก เขาก็เหมือนกับเรา ๆ นี่แหละ อย่าไปกลัวนะ ถ้าเราคิดดี ทำดี ซะอย่างเราก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น...”
น้ำเสียงเมตตาของหลวงปู่ยังคงฝังแน่นในความรู้สึกจนความกลัวที่เคยมีมาตลอดนั้นมันเหมือนกับปลาสนาหายไปเฉย ๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ
23.00 น. อาจารย์นโมเข้ามาจุดเทียน บูชาพระในขณะที่ผมเริ่มจะ ‘เค้ง’ ไปได้ซัก 10 นาที หลังจากนั้น ‘จารย์แม้วก็เข้ามาเตรียมตัวนอนฝั่งตรงกันข้ามกับผม อาจารย์แว้ก็มาถึงที่นี่เป็นคนสุดท้ายพอดี ผมจึงได้มีโอกาสนั่งฟังบรรดาอาจารย์เขาสนทนากันถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดป่าชนะสงครามแห่งนี้ (แต่ก็เป็นการคุยแบบ soundtrack ภาษาอีสานล้วน ๆ เลยนะครับ) ซึ่งผมฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีจริง ๆ เลยครับ!
02.00 น. ผมตื่นขึ้นมาแทบจะ 2 ชั่วโมงครั้งเลยก็ว่าได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นกลับรู้สึกสดชื่น ไม่มีความอ่อนเพลียติดค้างอยู่เลยแม้แต่น้อย ‘จารย์แม้วมาเฉลยให้ฟังทีหลังว่าบรรดา ‘นักปฏิบัติ’ ทั้งหลายนั้นจะนอนน้อยมาก จะนอนครั้งละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ที่เหลือจะปฏิบัติโดยตลอด
เมื่อรู้อย่างนี้ทำเอาหัวใจพองโต ยิ้มแก้มแทบปริไปหลายชั่วโมงที่รู้ว่าเราเริ่มที่จะเข้าสู่ ‘มรรคา’ ที่ถูกต้องของการปฏิบัติธรรมะแล้ว

05.45น. พี่น้อยเริ่มนำทำวัตรเช้า และให้นั่งสมาธิหลังทำวัตรเช้า 5 นาที แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อลืมตาขึ้นมาปรากฏว่า บรรดาสมาชิกที่นั่งรอบข้างได้เริ่มหายไปทีละคนสองคนแล้ว
ขณะที่กำลังจะเดินกลับไปทางโรงครัวก็เห็นหลวงปู่พรมกำลังกวาดลานวัดอยู่ เลยอาสาเข้าไปกวาดลานวัดส่วนด้านข้างด้วย แหม...ปลื้มซะมิมีละ จากนั้นจึงไปหาอะไรใส่ท้องตามคำเรียกร้องของพยาธิที่เริ่มจะประท้วงหนักข้อขึ้นทุกที
08.00 น. ตักบาตรยามเช้าด้วยจิตใจที่แช่มชื่นแจ่มใส เพราะเราได้ตักบาตรกับ ‘เนื้อนาบุญ’ ที่แท้จริง
09.30 น. ป้าอี๊ดบรรยายธรรม โดยเริ่มต้นด้วยโศลก ‘ศานติมันตรา’ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับทุกคน จากนั้นจึงสอนธรรมะง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของ อตัมมยาตา...กูไม่เอากับมึงแล้ว! ของท่านพุทธทาสภิกขุ
นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญา รวมทั้ง ‘เทคนิค’ การนั่งสมาธิง่าย ๆ ที่ไม่ทำให้เราทรมานกาย ทรมานใจเกินไปในลักษณะของ ‘วิปัสสนากรรมฐาน’ ซึ่งเรื่องนี้ใครอยากทราบอย่างละเอียดขอเชิญ ‘ทริปหน้า’ อย่าพลาดเด็ดขาด !
ส่วนตัวผมนั้นขอบอกว่าเก็บเคล็ดลับมาแล้ว ‘ทุกเม็ด’ จน ‘พุงกาง’ ไม่มีตกมีหล่นแม้แต่เม็ดเดียว แถมบันทึกไว้เป็นบันทึกส่วนตัวอีกต่างหาก

10.10 น. หลวงปู่พรม เมตตาให้โอวาทเกี่ยวกับการนั่งสมาธิและการดำเนินชีวิต
ก่อนกลับงานนี้ทุกคนได้ไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งกว่าที่ ‘ตากล้องจำเป็น’ จะหามุมที่เหมาะสมได้ ก็ทำเอาย้ายกันไปย้ายกันมาอย่างสนุกสนาน เพราะดูได้จากเสียงหัวเราะและใบหน้ายิ้มแย้มของทุก ๆ คน
งานนี้หลวงปู่ได้ฝาก ‘หมอน’ ให้ทุกคนนำติดตัวกลับไปกรุงเทพฯด้วย ซึ่ง ‘จารย์แม้วบอกกับทุกคนว่า การที่หลวงปู่ให้หมอนทุกคนกลับไปครั้งนี้มีนัยว่าต้องการให้ทุกคนกลับไปแล้วสุขกายสุขใจ หลับให้ได้เงินล้าน ตื่นให้ได้เงินแสน
สาธุ!... (ผมรีบสาธุทันใด)

10.30 น. ทุกคนเริ่มไปตักเสบียงที่โรงครัว ซึ่งงานนี้ก็ตามกำลังกระเพาะอาหารของใครของมันเน้อ
11.00 น. คณะธรรมยาตรา ก็เริ่มที่จะเคลื่อนขบวนกลับกรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้ก็มีอาจารย์แม้วเป็นวิทยากรตลอดรายการเหมือนเช่นเคย ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะถึงกรุงเทพฯ เร็วกว่ากำหนด เพราะขนาดแวะที่สิงห์บุรีแล้วขบวนก็ยังทำเวลาได้ด้วยความเร็วชนิดเหลือเชื่อ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมภาวนอนมาตลอดทาง) แต่สุดท้ายแล้วก็มาติดพระพิรุณที่เริ่มพรำเม็ดหนาขึ้น ๆ มาตลอดทางแถมด้วยม็อบเสื้อแดงที่จัดขึ้นที่วัดไผ่เขียว และในที่สุดขบวนของเราก็มาถึงที่กรุงเทพฯ ตามเวลาเช่นเคย
17.55 น. รถบัสจอดเทียบที่ปั๊ม ปตท.แทนที่จะไปจอดที่ข้างโรงเรียนหอวังเหมือนตอนขาออกเดินทาง ด้วยเหตุผลจากความสะดวกทางการจราจร
ทุกคนเริ่มแยกย้ายกันไปด้วยใบหน้าที่ ‘อิ่มบุญ’ เหมือนกับเช่นที่ทุกคนต่างคนต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ ก่อนที่จะกระจายกันกลับไปตาม ‘วิถี’ ของแต่ละคนอีกครั้ง แต่สิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิตในวันที่ผมทุกข์ก็คือคำสอนของป้าอี๊ดที่ว่า
“จำไว้นะลูก...โลกใบนี้รื่นรมย์และอ่อนหวานเสมอ เพียงแต่เราจะมองเขาด้วยสายตาเช่นไรเท่านั้นเอง...”
ผมได้แต่หวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่า วันหนึ่งพวกเราทุกคนคงจะได้กลับมาเจอกันที่ใดที่หนึ่งอีกครั้งในชีวิตนี้...
ธรรมะสวัสดีครับ...
.งานบุญวิสาขบูชา by ธรรมะโดนใจ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
