อจินไตย ๔ by ปกิณกะ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อจินไตย ๔ by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#93]

อจินไตย ๔

          ขอเริ่มคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ วันนี้ ด้วยคำถามจากคุณสาคร เหรียญจินดา

          “...อยากให้อธิบายคำว่า ‘อจินไตย’ ที่เคยได้ยินบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเรื่องที่อธิบายไม่ได้ มักจะพูดว่าเป็นเรื่องอจินไตยอยู่เสมอ ๆ”

          อจินไตย...แปลกันตรง ๆ ตัวเลยก็คือ ‘เรื่องไม่ควรเอามาคิด’ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับสาวก ว่าดังนี้ครับ

          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ๑. พุทธวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌานเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ๓. วิบากแห่งกรรมเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ๔. โลกจินตา (ความคิดเรื่องโลก) เป็นอจินไตย ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี่แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

          ‘พุทธวิสัย’ นั้นหมายถึง ‘ปวัตติ’ ความเป็นไปและอานุภาพของพระพุทธเจ้า เช่น พระพุทธเจ้าทรงมีสัพพัญญุตญาน อานุภาพของสัพพัญญุตญานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นไม่พึงควรหาเหตุผลว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจ จะกลายเป็นบ้าเสียสติไปเปล่า ๆ

          ‘ฌานวิสัย’ ท่านหมายถึง วิสัยแห่งผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ และอภิญญาด้วย (ฌานวิสโยติ อภิญญาฌานวิสโย) หมายความว่า ผู้ที่ได้ฌานชั้นสูงนั้นสามารถแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้ เช่น หายตัวได้ เหาะได้ เดินบนน้ำได้ ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ควรคิด เพราะไม่มีทางหาเหตุผลได้ นอกจากการปฏิบัติให้ได้ ‘ฌาน’ ด้วยตัวเองจึงจะรู้ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน

          ‘วิบากของกรรม’ เป็นผลของกรรมที่มาจากการกระทำความดีความชั่วต่าง ๆ และทำในกรรมดีกรรมชั่วจึงสนองต่อคนหรือสัตว์โลก ช้าเร็ว หนักเบา ไม่เท่ากัน เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ควรนำมาคิด เพราะยากต่อการเข้าใจ และจะทำให้ลำบากเปล่า

          ‘โลกจินตา’ ความคิดเรื่องโลก ยกตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขา มหาสมุทร ต้นไม้ สัตว์ทั้งหลาย ใครหนอเป็นคนสร้างหรือกระทำให้มันเกิดขึ้น เรื่องทำนองนี้เรียกว่าโลกจินตา เป็นอจินไตยคือเรื่องไม่ควรคิด ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรกับตน

          ครับ...โดยสรุปก็คือ คำว่า ‘อจินไตย’ น่าจะกล่าวกับบุคคลธรรมดา ๆ สามัญที่จะเอาความคิดเหตุผลโดยปกติเข้าไปทำความเข้าใจกับความยากลำบากเกี่ยวกับเรื่องอธิบายยากทั้ง ๔ ตามที่กล่าวมา แต่ถ้าผู้สามารถฝึกตนเข้าสู่ภาวะเหนือธรรมชาติ คือการบำเพ็ญจิตเข้าสู่พุทธภาวะได้ก็จะเข้าใจ ‘พุทธวิสัย’ คือวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าได้ และผู้สามารถก้าวถึงอำนาจ ‘ฌานสมาบัติ’ ก็ย่อมเข้าใจได้เองว่าอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นทำได้ด้วยเหตุใด

          บางอย่างนั้นผู้ทรงภูมิจิตท่านรู้ท่านเข้าใจ ทว่าการอธิบายด้วยภาษาพูดย่อมมีข้อจำกัด ท่านจึงบัญญัติคำว่า ‘อจินไตย’ ขึ้นมากล่าวแสดง เพื่อเราท่านจะได้ไม่เสียเวลามาขบคิดหาเหตุผลให้เป็นบ้าเสียสติกันไปเปล่า ๆ ท่านก็แนะเราอยู่แล้วครับว่า

          อยากเข้าสู่พุทธะ คือผู้รู้ ก็ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล...สมาธิ และปัญญา
         
          ถ้าได้และเจนจบ

          อจินไตยก็จะเป็นของสามารถรู้ได้ด้วยตนเองทันที

          คอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ฉบับที่ผ่านมาได้เขียนถึงเรื่อง ‘สัพพัญญู’ หรือ สัพพัญญุตภาวะ ทำให้มีคำถามตามมาว่า ทำไมพระอรหันต์ หรือพระสาวกที่สามารถบรรลุธรรมสูงสุดก้าวสู่นิพพาน จึงไม่มีสัพพัญญุตภาวะเหมือนพระพุทธเจ้า ผู้เขียนจึงขออนุญาตขยายความต่อเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังนี้ครับ

          ผู้ที่เข้าถึงนิโรธสมาบัติ คือการดับไม่เหลือเชื้อแห่งกิเลสได้ชื่อว่าเข้า ‘สู่พุทธภาวะ’ หรือ ‘สัพพัญญุตภาวะ’ ซึ่งสามารถจะรู้อะไรได้ทุกอย่าง รู้ได้ทันที รู้โดยไม่ต้องเรียนรู้มาก่อน เพียงตั้งใจว่าจะรู้อะไร ความรู้นั้นจะปรากฏขึ้นทันที

          ความสามารถนี้พระพุทธเจ้าทรงมีและมีอย่างชนิดที่สมบูรณ์กว่าพระอรหันต์ใด ๆ ทั้งหมดด้วย เพราะเหตุ ๒ ประการคือ

          ๑. พระจิตของพระองค์ทรงเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ในฐานะที่ทรงเข้านิโรธสมาบัติได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้ย่อมมีแก่พระอรหันต์ทุกองค์ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ แต่พระอรหันต์ทุกองค์มีความสามารถในอันที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันนั้นก็เพราะเหตุจากข้อที่ ๒ คือ

          ๒. เพราะบารมีสะสมมาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะพระพุทธเจ้านั้นทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่อเป็นศาสดาของโลก บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ ๑๐ ชาติสุดท้าย ทั้งปวงคือปัญญาบารมีที่สะสมมาในอดีตไม่เท่ากัน เหมือนคนที่ได้สมาธิเท่ากัน แต่พื้นความรู้ที่มีอยู่ในสันดานไม่เท่ากัน ความสามารถในอันที่จะรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองก็ลดหลั่นกันไปเป็นธรรมดา ดูได้จากประวัติของพระสาวกแต่ละองค์ก็มีความรู้ความชำนาญกันไปคนละทางไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น พระโมคคัลลาน์ ท่านเก่งทางฤทธิ์ พระสารีบุตรเก่งทางปัญญา พระอนุรุทธเก่งทางนั่งทางใน พระสิวลีท่านเก่งทางลาภสักการะ ฯลฯ

          และเพราะประการทั้งปวง ครูบาอาจารย์ท่านจึงกล่าวเตือนเราเสมอ ๆ ว่า พยายามสะสมบารมีเสียแต่วันนี้ อาศัยศีล ทาน และภาวนาเป็นเครื่องสะสมปัญญาบารมี และอย่าได้ประมาทกับเวลาที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน

          ดังคำกล่าวของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่ว่า

          ‘...ทุกอย่างที่ทำในปัจจุบัน จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นอุปนิสัยไปในวันข้างหน้า’

          สิ่งใดที่ทำในวันนี้ ดีหรือชั่ว จะปรากฏแก่ตนในอนาคตดังที่ว่า...เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่อยู่อาศัย

          เราจะทำกรรมอันใดไว้

          เราจะได้รับผลกรรมนั้นสืบไป


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com