ถามเรื่องพระโพธิ์สั...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ถามเรื่องพระโพธิ์สัตว์ by เนตรชนก พันธ์มณีรัตน์

5 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#854]

พระโพธิ์สัตว์มีความต่างในการปฏิบัติกรรมฐานจากฝ่ายพุทธเถรวาทอย่างไร?


4 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          สวัสดีค่ะคุณเนตรชนก ได้เข้ามาอ่านกระทู้คุณเนตรชนกพอดีเลย จากที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์อิ๊ดและอาจารย์ภูเตศวร มาหลายปีและได้ศึกษามาบ้าง จากคำถามของคุณเนตรชนก เรามาทำความรู้จักกับพระโพทธิ์สัตว์กันก่อนนะคะ

          พระโพธิ์สัตว์ คือผู้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนานี้จะสำเร็จหรือไม่นั้น สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ คือ การได้รับพุทธพยากรณ์ ในชาติที่พระโพธิ์สัตว์จะได้รับพุทธพยากรณ์ (ครั้งแรก) นั้น นอกจากจะต้องบำเพ็ญบารมีมามากพอแล้ว ในชาตินั้นยังจะต้องถึงพร้อมด้วยธรรม ๘ ประการคือ

          ๑. เกิดเป็นมนุษย์

          ๒. เกิดเป็นชาย

          ๓. สามารถสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ในชาตินั้น

          ๔. ได้พบพระพุทธเจ้า

          ๕. ได้ออกบวช

          ๖. สมบูรณ์ด้วยสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕

          ๗. ยอมสละชีวิตตนเพื่อพระพุทธเจ้าได้

          ๘. มีฉันทะ วิริยะ อุตสาหะ แสวงหาอย่างใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่พุทธการกธรรมทั้งหลาย

          พุทธการกธรรม
          พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ หลังจากที่ได้รับพุทธพยากรณ์ ครั้งแรกว่า ท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้ในอนาคต แล้วก็จะพิจารณา พุทธการธรรม (ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า) ซึ่งพระโพธิ์สัตว์องค์ก่อนๆ ได้บำเพ็ญมาแล้ว ว่ามีอะไรบ้าง และจะต้องบำเพ็ญหรือปฏิบัติต่อข้อธรรมแต่ละข้ออย่างไร

          พระโพธิ์สัตว์จะพิจารณาพุทธการกธรรมทีละข้อ ๆ เมื่อพิจารณาจบแต่ละข้อ ก็จะหาต่อไปว่า ยังมีธรรมข้ออื่นที่ต้องบำเพ็ญอีกหรือไม่ ถ้าพบว่ายังมีอีก ก็จะพิจารณาต่อไปอีก จนครบทั้งหมด ๑๐ ข้อ ซึ่งก็คือ บารมี ๑๐ หรือ ทศบารมี นั่นเอง

          พุทธการธรรมที่พระโพธิสัตว์พิจารณา และเห็นว่าเป็นธรรมที่ต้องบำเพ็ญเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า มีดังนี้

          ๑. ทานบารมี ในข้อนี้พระโพธิ์สัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญทานบารมี เหมือนอย่าง หม้อน้ำที่มีน้ำเต็มแล้วคว่ำลง หม้อน้ำนี้ย่อมคายน้ำออกจนหมดสิ้นฉันใด เราก็พึงให้ทานแก่ยาจก โดยไม่มีส่วนเหลือฉันนั้น

          ๒. ศีลบารมี ในข้อนี้พระโพธิสัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญศีลบารมี เหมือนอย่าง จามรี ชื่อว่าจามรีย่อมไม่อาลัยแม้ชีวิต รักษาพวงหางของตนฉันใด เราก็พึงรักษาศีล โดยไม่อาลัยแม้ชีวิตฉันนั้น

          ๓. เนกขัมมบารมี ในข้อนี้พระโพธิสัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไปเราพึงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี เหมือนอย่าง นักโทษ ที่ถูกขังและได้รับทุกข์ทรมานในเรือนจำเป็นเวลานาน เขาผู้นั้นย่อมไม่อยากอยู่ในเรือนจำ ต้องการพ้นออกไปฉันใด เราก็พึงเห็นภพทั้งปวงเป็นเสมือนเรือนจำ อยากพ้นไปจากภพทั้งปวงด้วยการมุ่งสู่เนกขัมมะฉันนั้น

          ๔. ปัญญาบารมี ในข้อนี้พระโพธิสัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญปัญญาบารมี เหมือนอย่าง พระภิกษุ พระภิกษุเมื่อออกบิณฑบาตโดยไม่เลือกตระกูลว่าจะมีฐานะสูง ต่ำ หรือปานกลาง ย่อมได้อาหารเพียงพอแก่อัตภาพฉันใด เราก็พึงเข้าไปหาบัณฑิตทุกท่าน เพื่อถามปัญหาฉันนั้น

          ๕. วิริยะบารมี ในข้อนี้พระโพธิสัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญวิริยะบารมี เหมือนอย่าง พญาราชสีห์ ชื่อว่าพญาราชสีห์ย่อมมีความเพียร ไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทุกเมื่อฉันใด เราก็พึงมีความเพียรอันมั่นคงในภพทั้งปวงฉันนั้น

          ๖. ขันติบารมี ในข้อนี้พระโพธิ์สัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญขันติบารมี เหมือนอย่าง แผ่นดิน ชื่อว่าแผ่นดินย่อมทนได้ต่อสิ่งของที่มีผู้ทิ้งลงไป ไม่ว่าจะสะอาดหรือสกปรกฉันใด เราก็พึงเป็นผู้อดทนต่อการยกย่องและการดูหมิ่นของคนทั้งปวงได้ฉันนั้น

          ๗. สัจจบารมี ในข้อนี้พระโพธิ์สัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญสัจจบารมีเหมือนอย่าง ดาวประกายพรึก ชื่อว่าดาวประกายพรึกย่อมไม่หลีกออกไปทางอื่น โคจรอยู่เฉพาะในทางของตนฉันใด เราก็พึงไม่ก้าวล่วงจากวิถีในสัจจะ พูดแต่ความจริงฉันนั้น

          ๘. อธิษฐานบารมี ในข้อนี้พระโพธิ์สัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไปเราพึงบำเพ็ญอธิฐานบารมี เหมือนอย่าง ภูผาหิน ชื่อว่า ภูผาหินย่อมตั้งมั่นอยู่ได้ ไม่หวั่นไหวด้วยแรงลมฉันใด เราก็จงเป็นผู้ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนในอธิฐานบารมีฉันนั้น

          ๙. มตตาบารมี ในข้อนี้พระโพธิ์สัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไป เราพึงบำเพ็ญบารมี เหมือนอย่าง น้ำ ชื่อว่าน้ำย่อมทำให้รู้สึกและชำระฝุ่นผงทั้งแก่คนดีและคนไม่ดีเสมอกันฉันใด เราก็พึงแผ่เมตตาทั้งแก่คนที่ทำประโยชน์และคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์เสมอกันฉันนั้น

          ๑๐. อุเบกขาบารมี ในข้อนี้พระโพธิสัตว์จะตั้งใจว่า นับแต่นี้ไปเราพึงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี เหมือนอย่าง แผ่นดิน ชื่อว่าแผ่นดินย่อมวางเฉย ไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อสิ่งของที่มีผู้ทิ้งลงไป ไม่ว่าจะสะอาดหรือไม่สะอาดฉันใด เราก็พึงเป็นผู้วางเฉย มีใจเสมอกันทั้งในความสุขและความทุกข์ฉันนั้น

          เมื่อพิจารณาจนเห็นพุทธการกธรรมทั้ง ๑๐ ข้อนี้แล้ว พระโพธิสัตว์ก็รู้ว่าธรรมทั้งหลายที่พระโพธิสัตว์องค์ก่อนๆ ได้บำเพ็ญ มาแล้ว เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้ามีเพียงเท่านี้ ไม่มีข้ออื่นอีก และธรรมเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีอยู่แม้ในอากาศหรือในทิศใดๆ เลย

          "แต่ว่าตั้งอยู่ในใจของเราเท่านั้น เราพึงตั้งใจมั่นในบารมีเหล่านี้ทั้งหมด""

          พระโพธิ์สัตว์จะพิจารณาพุทธการกธรรมทั้ง ๑๐ ข้อนี้ทั้งอนุโลมและปฏิโลม คือจากต้นไปยังปลาย และจากปลายย้อนกลับมายังต้น เมื่อพระโพธิสัตว์พิจารณาอยู่อย่างนี้อยู่หลายรอบ แผ่นดินก็ไหว เกิดเสียงกัมปนาท

          มนุษย์และเทวดาที่อยู่ในที่นั้น ต่างพากันมาบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้ และของหอม เป็นต้น กล่าวสดุดีพระโพธิ์สัตว์ว่า "วันนี้ท่านปรารถนา ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ขอความปรารถนานั้นจงสำเร็จแก่ท่าน"

by pupe’e (*((^-^))*)


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ขอบคุณปูเป้มาก พี่เดือนเข้ามาอ่าน เลยได้ความรู้เกี่ยวกับ "พระโพธิ์สัตว์" เพิ่มขึ้น และต้องขอบคุณ คุณเนตรชนกด้วยนะค่ะ ที่มีคำถามดี ๆ แบบนี้ ทำให้คนที่เข้ามาอ่านได้ความรู้มากขี้น

by เดือน


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          จากที่กล่าวมาข้างต้นเราได้ทราบกันแล้วว่า พระโพธิ์สัตว์ คือผู้ที่มาบำเพ็ญบารมีให้ครบถ้วนเพื่อที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป โดยส่วนใหญ่การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิ์สัตว์ที่เห็นโดยมากจะเป็นการช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ โดยการเสียสละส่วนตนเพื่อให้สรรพสัตว์นั้นมีความสุขพ้นจากความทุกข์ ที่เราทราบกันว่า"โปรดสัตว์"ส่วนนี้เองที่แตกต่างจาก การปฏิบัติกรรมฐานของฝ่ายพุทธเถรวาท

          (มีต่อนะคะ)

by pupe’e (*((^-^))*)


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          สำหรับกรรมฐาน เป็นคำที่เราใช้เรียกโดยรวมๆของ "การปฏิบัติธรรม" ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้หลุดพ้นจากการเวียนว่าย-ตาย-เกิด

          การฝึกกรรมฐาน เป็นกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นเพื่อเป็น พื้นฐานรับรองเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ดังกล่าว ในพระศาสนา แม้จะ มีจุดหมายสูงสุดอยู่ที่การบรรลุ คุณวิเศษ คือ มรรค ผล นิพพาน แต่ถ้าจิตใจยังพัฒนา ไม่ผ่านขั้นตอนการยอมรับ การเวียนว่ายตายเกิด อันยาวนานของตนเอง หรือยังมีความสงสัยในเรื่องภพชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและที่จะเป็นไปในอนาคตแล้ว ขบวนการถอนรากถอนโคนกิเลสตัณหา อาสวะ และอนุสัยต่าง ๆ ในจิตใจอย่างจริงจังจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ภัยของภพชาตินั้น มาจาก ความจำเจวนเวียน ที่ชีวิตต้องอยู่กับ ความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง มีความผันแปรไปตามเหตุปัจจัย มิได้ผันแปรไปตาม ความต้องการของตนเอง การเห็นภัยจึงมีความสำคัญทำให้ผู้เห็นภัยดังกล่าวยอมเปลี่ยนวิถีชีวิตจากที่เคยวนเวียน เป็นไปเนื่องด้วยกิเลสตัณหา สู่วิถีชีวิตที่มีสติสัมปชัญญะดำเนินชีวิตไปตามทางมรรคได้อย่างมั่นคง กรรมฐานมีมากมายหลายวิธีให้เราพิจารณาเลือก นำมาใช้ปฏิบัติ ก็แล้วแต่จริต(ความถนัด) ของแต่ละบุคคลว่าจะนำแบบไหนมาใช้ (วิธีปฏิบัตินั้นมีมากค่ะ) อยากให้ ลองสังเกตดูนะคะ หากเข้าไปทำความเข้าใจกับกรรมฐาน คุณจะพบว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นอัจฉริยะบุคคลมากๆ ท่านเป็นผู้ที่คนพบทุกวิธีและได้นำมาสั่งสอนเราต่อๆมา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหรือปฏิบัติตามที่พุทธองค์กล่าวไว้ รับรองค่ะว่าคุณจะพบกับสิ่งเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้พบและเป็นดังคำที่ท่านได้สอนเราๆสืบมา

          กรรมฐานมีอย่างไรบ้างนั้น คุณเนตรชนกสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าบ้านของเรานะคะจะมีคอลลัมภ์ ในหมวดต่างๆ (แม้ตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์แต่ทีมงานรับรองจะทยอยนำมาลงเวปให้ศึกษากันนะคะ) สำหรับคอลลัมภ์ต่างๆนั้นจะมาจากการศึกษาและประสบการณ์ของอาจารย์ภูเตศวร ทั้งจากการซักถามจากพระนักปฏิบัติที่อาจารย์ภูฯ ให้ความเคารพเป็น"ครู" ได้ตอบไว้ให้เราได้รู้

          มาถึงตรงนี้เป้เชื่อว่าคุณเนตรชนก ทราบแล้วล่ะ ว่าคำถามที่คุณเนตรชนกสงสัยน่าจะมีคำตอบอย่าไร แต่ที่สำคัญปฏิบัติเอง รู้เองค่ะ แม้ว่าการรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่เรามีการรู้สิ้นสุดอยู่ที่เดียวกันค่ะ(อ.อิ๊ดพูดเสมอ "ต่อให้รู้มากมายแค่ไหน รู้แล้วก็ต้องวาง") ขออนุโมทนากับคุณเนตรชนกด้วยนะคะ คาดว่าช่วงนี้อาจารย์ภูฯน่าจะกำลังยุ่งๆกับเรื่องการคัดเลือกนักเขียนน้องใหม่อยู่ และอีกไม่กี่วันก็จะถึง วันสัปดาห์หนังสือแล้วด้วย อาจารย์อาจเข้ามาตอบให้ช้าไปนิดค่ะ หากมีเวลาคุณเนตรชนกลองแวะไปที่บู๊ท "สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม" ซิคะ รับรองได้เจออาจารย์(ตัวเป็นๆด้วยค่ะ) นอกจากนั้นยังมีหนังสือดีๆพร้อมลายเซ็น รอเราอยู่อีกด้วยค่ะ ^-^ แล้วเจอกันนะคะ

          ปล.หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ รบกวนอาจารย์ช่วยดูด้วยค่ะ

by pupe’e(*((^-^))*)


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com