
เรียนถามอาจารย์ค่ะ
1.การห้ามความคิดในการคิดเรื่องราวต่างๆ เป็นสมควรหรือไม่ค่ะ?
2.การส่งจิตฟุ้งไปในเรื่องราวต่างๆ ควรห้ามหรือละอย่างไร บางครั้งฟุ้งมากๆก็ต้องปล่อยไปก่อนใช่ไหมค่ะ แล้วกำหนดอิริยาบทให้รับรู้ปัจจุบันแทน ถูกหรือเปล่าค่ะ
3.หากจิตมีอาการเบื่อหน่ายมากๆ ให้กำหนดรู้ที่หน้าอกจนกว่าอาการของจิตที่เสวยอารมณ์ตรงนั้นหายไป...จัดว่าใช่ได้ไหมค่ะ
ขอบคุณพระคุณมากค่ะ...
การทำสมาธิ คือการทำจิตให้สงบโดยใช้คำบริกรรมหรือลมหายใจเป็นเครื่องกำกับ เมื่อจิตสงบการปรุงแต่งก็จะสิ้นไปเป็นปกติ ไม่ใช่เป็นการบังคับเพราะจะทำให้เครียดเกร็ง
ถ้าจิตฟุ้งมากจนยากกำหนดให้สงบ ควรใช้วิธีตามดูจิตแทน ตั้งสติดูอาการเกิดดับไปสักระยะอาการฟุ้งจะบรรเทาลง การกำหนดอริยาบถในปัจจุบันก็ใช้ได้ครับ
อาการเบื่อหน่ายที่ว่า ขอเดาว่าเป็นการเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิตใช่ไหม ถ้าใช่ เป็นอาการของ วิภวตัณหา ตรงข้ามกับ ภาวตัณหา ต้องใช้ปัญญาพิจารณา ให้ยึดปัจจุบันเป็นหลัก ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะทุกประการในโลกมันเป็นของมันอย่างนั้นเอง เป็น ตถตา
----------------
by ภูเตศวร
กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ...
อาการเบื่อหน่ายทางจิต...เป็นลักษณะอาการดังกล่าวที่
อาจารย์ว่ามา...
ความปรารถนาออกบวช...เป็นเรื่องปกติของคนที่ปฏิบัติหรือเปล่าค่ะ...?
กราบพระคุณมากค่ะ....
----------------
by นก
การปฏิบัติธรรมและพิจารณาหลักของไตรลักษณ์ อยู่บ่อยๆ จะทำให้จิตคลายจากการยึดมั่นถือมั่นไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังเห็นอนิจจังของโลกที่แปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายจนอยากแสวงหาทางพ้นทุกข์ กรณีนี้เรียกว่าเกิด นิพพิทารมณ์ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ เพราะการเกิดนิพพิทารมณ์ ยังไม่ใช่ความเบื่ออย่างถาวร จะเกิดๆ ดับๆ จนกว่าจะเกิด ปัญญาภาวนา เห็นแจ้งภายในจิต อย่างแท้จริง ทั้งนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง จนเต็มพละเสียก่อน
----------------
by ภูเตศวร
ตอบคำถาม
ปัญหานี้เคยถามหลวงปู่เสน ท่านแนะนำให้กำหนดดูไปเรื่อยๆ ประคองสติกับผู้รู้อยู่ด้วยกันอย่างแนบแน่น อย่าให้ขาดสติโดยเด็ดขาด ทำให้พอกับความต้องการหรือเท่าเวลาที่อธิษฐานไว้จึงถอยออกมา จากนั้นค่อยเดินปํญญาด้วยการยกจิตพิจารณาธรรมอย่างเช่น อสูภะ มรณานุสสติ หรือ กายคตานุสสติ ให้เห็นความจริงอันเป็นปัญญาธรรมสำหรับการละวางอุปาทานและความยึดมั่นถือมั่นลง
สำหรับการปฏิบัติสมาธิมักเป็นตามจริตนิสัยของแต่ละบุคคล สำหรับผมเวลาจิตสงบมักเกิดความสว่างเป็นดวงขาวปนเหลือง และถ้ากำหนดดูเข้าไปโดยไม่ขาดสติเสียก่อนด้วยเกิดความปิติ แทรกเข้ามา ความสว่างจะเจิดจ้าขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านอธิบายว่าเป็นแสงโอภาส และแนะนำให้กำหนดส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายอันเป็นมูลกรรมฐาน๕คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรืออาการ๓๒ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมาพิจารณา
ยกตัวอย่างเช่นการใช้ ฟัน เป็นเครื่องพิจารณา เริ่มด้วยการกำหนดฟันซี่
ใดซี่หนึ่งขึ้นในจิต กำหนดให้เห็นรูปร่างสัณฐาน เห็นสีสันให้ชัดเจน กำหนดให้เห็นความเปลี่ยนแปลงตามหลักอนิจจัง พิจารณาไปเรื่อยๆปัญญาจะเกิดขึ้นมาเอง
การพิจารณาพยายามอย่าเปลี่ยนแปลงบ่อยควรใช้ส่วนของร่างกายนั้นเพียงส่วนเดียวเพื่อเกิดวสี คือความชำนาญ เหมือนทำนาแปลงเดียวแต่มีข้าวกินทุกปี ไม่ใช่ทำนาเลื่อยลอย หักร้างถางพงไปเรื่อย แบบขุดบ่อน้ำได้เมตรสองเมตรก็ทิ้งไปขุดใหม่ชาติไหนจะได้น้ำกิน แต่ควรค่อยๆขุดไปเรื่อยๆจากเมตรสองเมตรเป็นสี่เป็นห้า หก เจ็ด ในที่สุดก็พบเจอน้ำอย่างที่ต้องการ เอวัง
----------------
by ภูเตศวร
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com