
อะไรเอ่ย?
ชาติใดที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ มีความเป็นมายาวนาน ประชาชนของชาตินั้นมักมีวิถีชีวิตกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้มีความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย แต่ก็อยู่บนพื้นฐานและจุดมุ่งประสงค์อันเดียวกันเสมอ ซึ่งกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชาติในที่สุด
วิสัยคนไทยอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ การรักความสนุกสนาน บางครั้งจึงดูเหมือนว่า คนไทยช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รู้ทุกข์รู้โศกเอาเสียเลย สามารถสนุกครื้นเครงได้ทุกเรื่อง อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีพ.ศ. 2538 ที่ผ่านมา ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และแม้แต่นนทบุรีที่อยู่ในเขตน้ำท่วมหนัก ถือโอกาสที่น้ำมาเยือนเป็นแรมเดือนไม่ยอมลาจากกันง่าย จัดแข่งเรือกันให้สนุกเบิกบานใจไปเสียเลย นักข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งแพร่ภาพการแข่งขันดังกล่าว พร้อมกับสัมภาษณ์ประชาชนในละแวกนั้น เธอตอบคำถามถึงสาเหตุที่ต้องหาอะไรทำอย่างนี้ ก็เพราะทุกข์ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ยอมรับสภาพแต่โดยดี แล้วทำชีวิตตรงจุดนี้ให้สนุกจะได้ไม่เครียด แม่เม้าดูแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง วิธีการอย่างนี้ คนไทยโบราณเขาทำมานานแล้ว ถือว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง อย่างงานศพตามวัดต่างจังหวัด จะมีการสวดคฤหัสถ์เป็นที่ครึกครื้นไปทั้งบ้านหรือศาลาสวดศพ สร้างความขบขันและคลายทุกข์ให้กับเจ้าภาพได้ดีทีเดียว
เกมการชิงไหวชิงพริบ หรือทดสอบไหวพริบปฏิภาณซึ่งกันและกันของคนไทยอีกชนิด ที่สร้างความเฮฮาให้ก็คือ ปริศนาคำทาย ซึ่งเราคุ้นเคยอย่างดีมาแต่อ้อนแต่ออกว่า ‘อะไรเอ่ย’ นั้น จุดประสงค์เดิมก็คงจะเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เชื่อมไมตรีต่อกัน เป็นการทดสอบเชาวน์ปัญญาว่าใครจะเฉียบแหลมกว่ากัน ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกตอีกทางหนึ่งด้วย
การตั้งคำทายนั้นส่วนใหญ่มักเป็นคำที่จดจำต่อ ๆ กันมา มีแพร่หลายทุกภาคของประเทศ แต่ละภาคก็มีคำถามที่เป็นของตัวเองส่วนหนึ่ง และเป็นคำทายที่รู้จักร่วมกันทุกภาคอีกส่วนหนึ่ง เช่น ‘อะไรเอ่ย ตาแป๊ะหลังโกง ลงน้ำไม่ขุ่น’ คำตอบนั้นเรามักจะรู้อยู่แล้วว่าหมายถึง เบ็ด หรือไม่ก็ ‘อะไรเอ่ย ต้นเท่าครกใบปรกดิน’ ก็คือ กอตะไคร้ อย่างนี้เป็นต้น
แต่ถ้าแยกเป็นภาค ๆ ก็จะมีลูกเล่นแปลกไปอีกแบบ วันนี้ท่านผู้อ่านลองเล่นปริศนาคำทายย้อนวัยกันสักครั้งนะคะ
อย่างคำทายของชาวเหนือถามว่า ‘อะหยังเอ่ย ก้นจี้ฟ้า หน้าถะแลดดิน’ (ก้นชี้ฟ้า หน้าถูดิน) คำตอบคือ หอย ไงคะ อีกคำถามนะคะ คำถามนี้น่ารักดี ‘ออกบ้านไค่หัวฮิ ๆ ปิ๊กมาน้ำย้อยซิก ๆ’ (ออกจากบ้านหัวเราะฮิ ๆ กลับมาน้ำไหลซิก ๆ) คำตอบเขาเฉลยว่า แห ค่ะ ปลายแหเขาถ่วงด้วยลูกตะกั่ว เวลาพาดบ่าเดินไปหาทำเลทอดแหตามตลิ่ง จะมีเสียงเหมือนคนหัวเราะจริง ๆ ด้วย เพราะลูกตะกั่วกระทบกันนั่นเอง ช่างเข้าใจสังเกตแล้วตั้งคำถามเหลือเกินเชียว
พี่น้องชาวอิสานก็ใช่ย่อย ถามว่า ‘แม่นอิหยัง น้ำพอกินแต่บ่พออาบ น้ำพออาบแต่บ่พอกิน’ หาคำตอบได้มั๊ยคะ คำถามแรกหมายถึง น้ำนม กับ น้ำเหงื่อ คือคำถามหลังค่ะ ปริศนาบางข้อก็เป็นคติธรรมสอนใจในตัว ‘ป่าอิหยัง คนสิต้องไปทุกคน’ สัจธรรมคำตอบคือ ‘ป่าช้า’ สะใจดีแท้
ชาวใต้ก็นิยมทายไม่แพ้กัน ‘ไอ้ไหรเอ่ย พระอินทร์หน้าเขียว พลัดตกลงมาเยี่ยวแตก’ ว๊าย! ใครนะช่างประทุษร้ายองค์อินทร์ให้หมดท่าขนาดนี้หนอ โธ่เอ๊ย... แค่มะพร้าวอ่อนร่วงจากต้นเท่านั้นเอง เข้าใจเล่นจริง ๆ
ปริศนาอีกประเภทเราเรียก พะหมี หรือ ผะหมี ค่ะ เป็นการเล่นทายกันอย่างเป็นกิจลักษณะ ค่อนข้างได้ระดับมาตรฐานอิงวิชาการเลยทีเดียว ดั้งเดิมเป็นการทายของชาวจีน มาจาก พะ, ผะ หมายถึง ตี หมี แปลว่า ปริศนา
ผะหมี แปลได้ความว่า การตีปริศนา เวลาตอบต้องอรรถาธิบายคือ ตีความหมายของข้อปริศนานั้นให้แตก เป็นการแสดงภูมิปัญญาทั้งของผู้ตั้งคำถามและผู้ทาย จะตั้งปริศนาด้วยร้อยกรอง เช่น ปริศนาแรกเรียกว่า ปริศนาดอกสร้อย แต่งด้วยกลอนดอกสร้อย ๑ บท วรรคแรกเป็นการเชิญชวนให้ตอบปริศนา ส่วนอีก ๗ วรรคเป็นคำถาม
ปริศเอ๋ยปริศนา เลื่อยไม้ซุงออกมาเป็นแผ่นแผ่น
ถิ่นแห้งแล้งอัตคัดและขาดแคลน เกิดความแค้นแน่นใจในอารมณ์
ด้วยอำนาจสิ่งหนึ่งใดดลให้เกิด จุดกำเนิดใต้พิภพดินกลบถม
ดาดเบื้องบนใต้หลังคาน่าชื่นชม สิ่งเหมาะสมกังวานดั่งระฆังเอย
คำตอบนั้นพยางค์ท้ายของทุกคำเป็นคำพ้องเสียงเหมือนกันคือ กระดาน กันดาร เดือดดาล บันดาล บาดาล เพดาน และกังสดาล
ปริศนาต่อมาเรียกว่า ปริศนาคำผวนค่ะ คำตอบจะเป็นคำผวนเสมอ เช่น
แขนหนี่งเขียนแบบสร้าง อาคาร
แขนหนึ่งส้มโอหวาน อร่อยแท้
แขนหนึ่งอยู่อิสาน จังหวัด
แขนหนึ่งพระเอกแล้ จากแฟ้มวรรณคดี
โคลงปริศนาชนิดนี้บอกใบ้ไว้ว่าคำตอบคำแรกขึ้นต้นด้วยแขน มีแขนอะไรบ้างเอ่ย แขนเปลียน แขนป้าว แขนก่อน และแขนผุน ไงคะ ผวนคำออกมาก็จะเป็นคำตอบที่แท้จริง ท่านลองขยับเองนะคะ
ผะหมีที่ยกมาเป็นตัวอย่างสุดท้ายนี้ คำตอบก็จะเป็นลูกโซ่ต่อ ๆ กันไปคล้ายคำถามที่เด็ก ๆ เล่นกันว่า คนอะไร (คนไทย) ไทยอะไร (ไทกอ) กอไก่ ไก่ฟ้า ฟ้าแลบ แลบลิ้น ลิ้นชัก ชักว่าว ว่าวจุฬา ฯลฯ ปริศนานี้จึงเรียกว่าปริศนาลูกโซ่ด้วย เสียงท้ายของคำตอบแรกจะเป็นพยางค์แรกของคำตอบต่อมาค่ะ
ฝรั่งไทยใช้กินเป็นอาหาร ใช้ล้างผลาญกันเองน่าอดสู
เปรียบความดำดำสนิทจงคิดดู เห็นกันอยู่ไม้ประดับประทับใจ
เจรจาพาทีมีโต้ตอบ เครื่องทดสอบตอบว่าเวลาไหน
ดอกไม้ขาวท่านทราบหรือชื่ออะไร หนทางไปมองไม่รู้ดูงงงัน
คำตอบจะเป็นลูกโซ่ว่า ขนมปัง ปังตอ ตอตะโก โกสน สนทนา นาฬิกา กาหลง แล้วก็หลงทางค่ะ ตอบได้กี่คำคะ ลองทำดูบ้างไหมเอ่ย
ปริศนาคำทายของทุกที่มักได้จากวิถีความเป็นอยู่ ความเชื่อ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ที่กล่าวมาทั้งหมดวัยรุ่นเขาหาว่าเป็นของเก่าแล้วค่ะ เด็ก ๆ สมัยนี้เขาทายกันแต่ละครั้งคนได้ยินงี้หัวใจหล่นไปถึงตาตุ่ม เขามีลูกเล่น ลูกล่อ ลูกชนพิสดารพันลึกกว่าของปู่ย่าตายายเยอะแยะ แต่นั่นแหละค่ะอย่างน้อยก็บ่งชี้ให้รู้ว่า เขาพัฒนาความคิดไปอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเอาสังคมแวดล้อมรอบตัวเองมาสะท้อนเป็นคำถามร่วมสมัย คำเฉลยบางครั้งเรานึกไม่ถึงเอาเหมือนกัน อย่างปริศนาคำว่า ‘อะไรเอ่ย ถ่างขาแล้วนั่งทับ’ แม่เม้าเคยตอบแบบประสาคนวัยดึกว่า กระต่ายขูดมะพร้าวไงเล่า แต่พ่อลูกชายบอกว่าผิด คำตอบจริง ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ หรือ จักรยานยนต์รับจ้างต่างหาก เป็นอันว่าแม่เม้าไม่รู้จักพัฒนาตัวเองให้ทันโลก ทันลูก ว่างั้นเถอะ
“หมาอะไรโดนเตะแล้วไม่ร้อง” ก็หมาตายไง อย่าตอบอย่างนี้นะคะ เดี๋ยวจะเสียฟอร์ม เด็กเขาตอบ “หมาอดทน” ค่ะ ตอบยังไงก็ไม่มีสิทธิถูกหรอกค่ะ
ปริศนาบางข้อเล่นถาม-ตอบกันเป็นเรื่องเป็นราว ยาวยืดกว่าจะจบได้เหนื่อยทั้งคนถามและคนตอบ ลองแซมเปิ้ลดูสักเรื่องนะคะ (ต้องหัดพูดทับศัพท์ไว้บ่อย ๆ จะได้ทันสมัยกับเด็ก ๆ ยิ่งกลัวตกรุ่นอยู่ด้วย)
“นกกระจาบบินมาบนท้องฟ้า นายพรานขึ้นไกสับนก แต่...ไม่ได้ยิงนก ถามว่าทำไมนกจึงตกลงมาตาย” ปัญหาอะไรช่างยาวดีแท้ สงสัยนกหัวใจวายกะทันหันมั้ง...ผิด...ก็เพราะนกตกใจเสียงปืน จึงเอาปีกปิดหู ทำให้พลาดตกลงมาตาย เฮ้อ! ขอถอนใจแก้กลุ้มหน่อยเถอะ แม่เม้าต้องต่อสุภาษิตเก่าให้ยาวขึ้นอีกนิดซะแล้วกระมัง ‘สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง สองปีกมีพลัง ก็ยังตกมาตาย’ แหะ ๆ....
‘นกพิราบที่วัดสุทัศน์ฯ หมู่นี้ไม่มีบินมาเลย ถามว่านกมันไปไหนหมด’ ไปหากินที่อื่นมั้ง...ก็ไม่ถูกอีกแหละ มันไปงานศพเพื่อนนกตัวที่ตกมาตายตัวนั้นไง โอ้โฮ! เพิ่งรู้นะนี่ว่านกก็มีงานศพกะเขาด้วย
เออ...แล้วนกกะปูดทำไมถึงตาแดงล่ะจ๊ะ?
เพราะมันร้องไห้เสียใจที่เพื่อนนกตกมาตายนั่นแหละ เอ๊ะ! ที่ไปงานศพน่ะ มันนกพิราบไม่ใช่รึ? ขืนสงสัยอย่างนี้ก็จะถูกเอ็ดเอาว่า นกพิราบมันไม่ได้ร้องนี่ มันไปงานศพเฉย ๆ ตะหาก เอา...เชื่อ ๆ ไปก่อนละกัน
ทีนี้อีกาทำไมขนถึงดำ?
อย่าเผลอตอบเชียวนาว่า...ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น คำตอบที่ถูกของเขาคือ เพราะมันไว้ทุกข์ให้กับเพื่อนที่ตกมาตายไงเล่า เอ....ไอ้ที่บินมาบนท้องฟ้าตั้งตะต้นเรื่อง มันนกกระจาบหรืออีกาหว่า แค่เปรยกับตัวเอง เจ้าของคำถามก็ค้อนขวับ เอ้า...ไม่สงสัยก็ได้ (วะ)
หัวนกตะกรุมทำไมจึงไม่มีขน?
ถามได้...ถ้ามีขนก็ไม่เรียกนกตะกรุมซี เปล่าร้อก ที่ไม่มีขนก็เพราะมันโกนผมบวชหน้าไฟให้เพื่อนมันตะหาก โห...สปิริตแรงไม่ใช่เล่น
คำถามสุดท้ายนี่สิเด็ดดวงนักเชียว
นกนางแอ่นทำไมต้องรีบทำรังให้มากที่สุด? คุณผู้อ่านลองเดาดูซิคะว่าจะตรงกับเฉลยรึเปล่า ออดแอด ข้าวเหนียวติด...จะกินไหมเอ่ย ถ้าตอบว่า ‘กิน’ แม่เม้าจะไขปริศนาให้ค่ะ
คำตอบมีว่า นกนางแอ่นจะเอารังนกไปตุ๋น ช่วยงานสำหรับเลี้ยงแขกที่ไปในงานศพเพื่อนเจ้าปัญหาที่ตกมาตายตัวเดียว แต่ทำเขาป่วนกันทั้งเมืองนั่นแหละ ก็...เพิ่งรู้อีกนะนี่ว่า ทำไมทั้งนกพิราบ นกกะปูด อีกา และนกตะกรุมจึงต้องดั้นด้นไปงานศพเจ้านกกระจาบให้ได้ ที่แท้ก็กะจะไปฟาดรังนกตุ๋นนี่เอง
แหม...ทำไมประพฤติตนเหมือนแม่เม้าเปี๊ยบเลย
ที่มา : สัพเพเหระ (พ.ค. 2539) -- แม่เม้า
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com