การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๔๕ by ร่าง

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
20 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#258]

บทที่ ๔๕

 

          จันทราเคลื่อนคล้อย...แสงเทียนสุดท้ายบนแท่นบูชาดับลงเนิ่นนาน กลิ่นหอมของกำยานลับลาไปกับสายลม ลานกว้างหน้าบ้านสงัดเหลือเพียงลมดึกสะบัดพรูเป็นระยะ ๆ น้ำค้างกลางหาวพร่างพรมแผ่นดินจนบุรุษในชุดขาวรู้ได้ถึงอาภรณ์ของตนเริ่มเปียกชื้น ทว่า...เขาก็ยังคงขัดสมาธิ แน่วนิ่ง

          อยู่บนอาสนะหน้าแท่นบูชาประหนึ่งรูปสลัก...

          และแน่นอนที่สุดหากผู้เป็น ภัสดา มิขยับจากที่ มีหรือผู้เป็น ‘ภักติ’ จะห่างกาย

          “คุณคะ!” หญิงวัยกลางคนที่รับใช้วรุตมานับสิบปีอดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยคำ... “ดึกมากแล้วน้ำค้างลงจะไม่สบาย” น้าแม้นกระซิบกับศศิประไพ

          “น้าแม้นเข้าไปนอนก่อนเถอะจ้ะ...ไม่ต้องห่วงหรอก” หญิงสาวยิ้มตอบ เจ้าตัวรู้สึกเต็มหัวใจ ผู้เป็นสามีกำลังทำพิธีอาบแสงจันทร์

          ร่างในชุดขาวที่กำลังนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าของเธอในวันนี้มีลักษณะหนึ่งที่เจ้าตัวมิอาจปฏิเสธได้ก็คือ...

          ...ผิวกายนวลขาวงามดังไข่มุกเรืองแสงได้... คำเก่าก่อนของผู้เป็นมารดาปรากฏในความจำ...

          “คนเวลาจะตายนี่มันแปลกนะลูก!”

          “แปลกยังไงคะ?” เธอเคยย้อนถาม

          “โบราณเขาว่า...จะดูหน้า หน้าก็นวลจวนจะตาย” คุณดวงแขอ้างคำโบราณ

          “ไม่เห็นเกี่ยวกันตรงไหน...” เธอหัวเราะขันหากคนเป็นแม่ทำท่าจริงจัง

          “จริง ๆ นะลูก คนโบราณเขาว่าเป็นเพราะราศีมันเปลี่ยน” ในอดีตเธอหรือจะเชื่อ หากบัดนี้ประสบการณ์ชีวิตได้สอนหญิงสาวในบางสิ่งบางอย่างที่คนสมัยนี้ไม่รู้ คนโบราณ มักรู้เสมอ

          และวันนี้ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเธอเป็นข้อยืนยัน เพราะทุกส่วนสัดอันเป็นสังขารของเขา งดงาม ผิดธรรมดา ศศิประไพรู้โดยมิต้องถามใคร...

          “ราศี...ของชีวิตวรุตเริ่มเปลี่ยนแปร!”

          ‘จาก...กายหยาบสู่กายละเอียด...เตรียมทิ้งธาตุขันธ์ทั้งสี่คืนแก่โลก...’

          พยาบาลสาวผู้กลายเป็นพราหมณี นึกถึงถ้อยรับสั่งของพระไครสต์ที่เคยผ่านตามาในหนังสือ...

          “เจ้ามาจากดิน...จึงต้องกลับสู่ดิน” หญิงรับรู้... “ไม่มีใครโกงโลกได้เลย สมบัติ...ฤา ร่างกายต้องทอดไว้ในโลกา...”

          “หนทางกลับบ้านของคุณงดงาม” ด้วยประสบการณ์ในอาชีพพยาบาลทำให้แน่ใจ เพราะยามชีวิตมนุษย์ปลิดปลงลง เธอเห็นมามากต่อมาก...

          คนบาป จะทุรนทุรายก่อนตาย

          คนประพฤติธรรม จะทอดกายหลับตาทิ้งสังขารอย่าง สงบ... เพราะเขามั่นใจในความ พิสุทธิ์ แห่งวิญญาณตน

          “คนส่วนใหญ่ที่กลัวความตายเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตกนรกหรือไม่ ? แต่ถ้ามนุษย์ที่แน่ใจในความดีอันสั่งสมมาและมีศีลพอประมาณไม่มีใครกลัวตาย...” คำเก่าก่อนของผู้เป็นสามีกังวานขึ้นในจิต...

          “แล้วคุณไม่กลัวหรือ?” เธอเคยย้อนถาม

          “ไม่...เพราะผมแน่ใจว่าผมจะได้กลับบ้านไปสู่ครอบครัวอันอบอุ่น...” คำตอบหนักแน่น

          “แล้วฉันล่ะ?” เธอจำได้ถึงคำถามที่มีรอยตัดพ้อของตน

          “เมื่อถึงเวลา...ผมจะมารับ” เขาให้สัญญาแกมยิ้มขัน “รับรองได้พอคุณสลัดกายหยาบทิ้งคุณจะเห็นผมมายืนโผล่คอยอยู่ทันที”

          “บ้าน...จะสวยไหมคะ?”

          “สวยสิ! ที่นั่นจะมีแต่ความสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน” คนเป็นสามีอธิบายช้าชัด

          “แล้วเวลาของฉันยังเหลืออีกนานไหม?” คำถามของศศิประไพราบเรียบ

          “ไม่นานหรอกจ้ะ...”

          “ฉันคงทรมานมากที่ไม่มีคุณ...” คนพูดขอบตาร้อนเรื่อเงาหล่อรื้นวาววับ “แต่ฉันก็จะรอ...” หญิงสาวพยายามกลืนความแข็งขืนตรงลำคอลง...

          “วันนี้คุณท่านงามจริง ๆ นะคะ” เสียงของน้าแม้นทำลายภวังค์แห่งความคิดของศศิประไพลง

          “คงเพราะแสงจันทร์ละมัง...?” คนตอบพยายามหันเห

          “คงใช่ค่ะ...” หญิงวัยกลางคนพยักหน้าหากไม่วายพูดต่อ... “มันน่าแปลกนะคะ วันนี้อิฉันรู้สึกว่ามันเศร้า ๆ ในใจพิกล...ใจมันหาย ๆ”

          “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ!” หญิงสาวพยายามตัดบท

          “รู้สึกเหมือนคุณท่านจะไปไหนก็ไม่รู้ไกล ๆ” ผู้เป็นบ่าวใกล้ชิดวรุตมานานกล่าวออกจากความรู้สึกโดยไม่ตั้งใจ หากคนฟังรู้ยิ่งกว่ารู้สิ่งที่อีกฝ่ายสัมผัสได้คือ ลางสังหรณ์

          “จ้ะ...เห็นว่าเดินทางไกล...ไกลมาก” คำตอบของศศิประไพแผ่วหวิว

          “ถึงยุโรปไหมคะ?” คนถามค่อยคลายใจเพราะในอดีตนายชอบไปเที่ยวยุโรปบ่อย ๆ

          “ไกลกว่านั้น...จ้ะ...” คำตอบยังแผ่วเบาดุจเดิมในขณะที่คิ้วของน้าแม้นขมวด...

          “คุณศศิ...อย่าให้คุณท่านไปได้ไหมคะ?”

          “ไม่ได้หรอกจ้ะ” คนตอบส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับพยายามซ่อนน้ำตามิให้อีกฝ่ายเห็น...

          ขณะที่คนเป็นบ่าวใจหายวูบ...หลุดคำ... “แม้นมีความรู้สึกว่าคุณท่านไปแล้วจะไม่กลับมาอีก...”

          “ไม่หรอกจ้ะ...” หญิงสาวปลอบก่อนยื่นมือไปกุมมือของอีกฝ่ายพลางเอ่ยคำแผ่วเบาทว่าช้าชัด...

          “คุณเขา...ต้องกลับมาแน่จ้ะ...!”ปากพูดหากใจคิด...

          “คุณเขาจะกลับมารับเมื่อเราตาย!”


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ศศิประไพยืนแหงนมองดวงจันทราที่สุกสกาวบนท้องฟ้า...วันนี้นภากว้างไร้เมฆหมอก แสงแห่งราตรีมณีสูงสุดสาดส่อง...สว่างมลังเมลือง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนตรงลานบ้าน ชุดขาวทำให้แลดูกระจ่างตาท่ามกลางแสงนวลคืนเพ็ญ

          “ต่อแต่นี้จะไม่มีเขาอีกแล้ว!” หญิงสาวรำพึงในใจ พร้อมกับหยาดน้ำใสปรี่ไหลลง

          “อย่าเปิดห้องพระจนกว่าจะรุ่งเช้า” คำสั่งของเขายังก้องอยู่ในใจ

          “งานศพไม่ต้องจัด” คำสั่งของเขาผุดขึ้นเป็นละลอก

          “ทำไมล่ะคะ?” คิ้วเรียวขมวดดวงตาแดงระเรื่อเจ็บในดวงจิตเป็นที่ยิ่ง

          “เพราะไม่มีประโยชน์อะไร จัดงานก็ตายไม่จัดก็ตาย” เสียงตอบเรียบ ๆ

          “ค่ะ!” คนฟังได้แต่รับคำซึ่งระยะหลังมานี้เขามิเคยได้ยินคำปฏิเสธจากเธอเลย เพราะหญิงสาวตระหนักดีในค่าแห่ง ภักติ นั้นหมายถึง ผู้จงรัก และภักดี สำหรับอีกฝ่าย หากลึกลงไปกว่านั้น ไฉนผู้เป็นเมียจะมิรู้...เขาไม่ต้องการให้ผู้อยู่หลังเหนื่อยยากกับความตายของตนในลักษณะ...

          คนตายขายคนเป็น

          “คำสั่งของสามี เมียหรือจะกล้าล่วงละเมิด...” เธอจำได้แม้ทุกถ้อยคำที่พูดกับเขา “ต่อให้คุณสั่งเมียตายตามก็ต้องทำ!”

          “เพราะเหตุนี้ไงเล่า ผมถึงรักคุณเหลือเกิน” คำกล่าวของเขานุ่มนวล พร้อมกับประคองดวงหน้าซูบของผู้เป็นเมียพลางประทับรอยจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผาก เป็นครั้งแรกที่แต่งงานกันมา...

          ศศิประไพยกมือลูบรอยอุ่นตรงหน้าผากตัวเองพลางรำพึงในหัวอกร้าวราน...

          “มันเป็นครั้งสุดท้ายด้วย...” คนรำพึงแหงนมองจันทร์เพ็ญอีกครา...หากครานี้หยาดน้ำใสกลบดวงตา แสงจันทราจึงพรายพร่างระยับยิบ...ถ้อยวาจา รานร้าว พรั่งพรูในจิต...

          “คืนนี้ฟ้าสว่างด้วยจันทร์ส่อง แต่เรานั้นหัวใจทำไมมืดมน...ข้าแต่มหาเทวะ ข้าพระพุทธเจ้ามิกล้าบังอาจทัดทานทูลขอชีวิตของเขา...ข้าเพียงแต่ขอ...” ประโยคในใจสะดุดเป็นห้วง ๆ...

          “ขอให้หัวใจข้าเข้มแข็งกว่านี้”

          ขณะที่ผู้ภักติแห่งตนกำลังใคร่ครวญหวนไห้อยู่เบื้องนอก วรุตผู้เป็น ภัสดา ของอีกฝ่ายทรุดตัวลงนั่งบนพรมขนสัตว์ที่ทำเป็นอาสนะปูนั่ง เขากวาดตามองห้องพระช้า ๆ ดุจดั่งจะจดจำไว้ในใจชั่วกาลนาน

          “ต่อให้รักเท่าใดก็ต้องทิ้งไว้ในโลก” ร่างแห่งมหาเทวะเตือนตน

          “ห้องพระวันนี้สวย” เขานึกชมในใจเพราะภายในห้องดารดาษพราวพรายด้วยดอกไม้งดงาม... วูบหนึ่งวรุตนึกถึงผู้เป็นภักติของตน...‘ในยามทุกข์ต่อความพลัดพรากยังมีจิตใจตบแต่งห้องพระให้สวยอย่างนี้ได้’ คนกำลังคิดถอนใจยาว...

          ‘สตรีแท้จริงเข้มแข็งกว่าบุรุษมากนัก...ไม่ว่าต่อความทุกข์ทางกายและใจ...’ ร่างทรงหนุ่มรำพึงในจิตกังวาน

          ‘...เพราะสตรีเป็นมารดาแห่งโลก...เป็นผู้ให้กำเนิดและพิทักษ์รักษาชั่วนิรันดร์’

          ควันธูปม้วนตัวลอยขึ้นเบื้องสูงก่อนส่งกลิ่นหอมกำจาย...เทียนเกลียวสีแดงหน้าโต๊ะหมู่บูชาถูกจุดสว่างไสว...ร่างในชุดขาวสะอาดบอกถึงความบริสุทธิ์แห่ง ศีล...นั่งขัดสมาธิตัวตรง กำหนดจิต... ว่าง จากเครื่องร้อยรัดทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง...จิตน้อมเข้าสู่กระแสแห่งพระรัตนตรัย...คนเข้าสมาธิ...ได้ยินบทสวดมนต์ไพเราะแว่วกระทบโสต...

                    “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

                    ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ

                    สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...”

          ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะกำหนดสภาวะจิตก้าวพ้น อุปจารสมาธิ...ล่วงสู่อัปปณาสมาธิ ดำรงอยู่ใน ฌาน มโนสว่างเรืองรอง...อารมณ์อยู่ในความสงบระงับ เป็นเอกคตารมณ์ พลังงานทิพย์เริ่มหมุนวนเร็วขึ้น...เร็วขึ้น

          “กรึบ!” เสียงกายทิพย์สลัดหลุดจากกายหยาบ ร่างโปร่งใสยืนมองสังขารตรงหน้าพร้อมกับพิจารณาสภาวธรรม...

          “อุปาทาน...ทำให้เกิดขันธ์ห้า...กายหยาบเป็นเพียงธาตุทั้งสี่คือดินน้ำลมไฟ มาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น เราบัดนี้ได้พ้นแล้วจากกายหยาบ...” ร่างโปร่งใสหันกลับ มองเห็นเบื้องหน้าของตนสว่างเรืองงดงาม...จิตบอกชัด...

          “ไปที่นั่น...!” เพียงแค่นึกก็พุ่งลิ่วไปข้างหน้า ประกายแห่งสีสันพร่างพรายงดงาม จิตรู้ชัดเจน...

          “กลับบ้าน...กลับสู่ปรมาตมัน...!”


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ทะเลเรียบดุจกระจก เมฆขาวลอยฟ่อง เรือลำน้อยจอดนิ่งสงบท่ามกลางความเวิ้งว้าง แผ่นดินแลเห็นไกลลิบ ศศิประไพแหงนมองนกนางนวลกางปีกโบยบินอยู่เดียวดาย ในอ้อมอกมีห่อผ้าขาวตระคองกอดแนบแน่น ภายนอกแม้แลดูสงบ หากแท้จริงในใจร่ำไห้อาดูร ดวงตาแห้งผากหากน้ำตาไหลย้อนท่วมหัวใจ...

          “ผมไม่ได้ไปไหนไกลหรอก แล้วจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” คำเก่าก่อนดังขึ้นคล้ายกระซิบ...

          “แต่ฉันมองไม่เห็นคุณนี่...” เธอเคยค้านเขา หากได้ยินเสียงหัวเราะ “ก็ต้องหัดทำสมาธิให้เก่ง ๆ”

          “ไม่ต้องทำสมาธิก็เห็นคุณ...เพราะภาพของคุณอยู่ในใจฉันเสมอยอดรัก...” เธอกระซิบกับห่อผ้าในอ้อมกอด

          “เขาสั่งอะไรไว้หรือเปล่า?” คนนั่งจับสายสิญจน์ ในชุดจีวรเหลืองอร่ามตรงหัวเรือถามทำลายความเงียบขึ้น

          “เปล่าค่ะ?” ศศิประไพตอบตามความจริง เธอจำได้ว่าคืนนั้นเจ้าตัวมิอาจข่มตาหลับลงได้จนรุ่งเช้า และเมื่อเปิดประตูห้องพระ เขายังคงนั่งขัดสมาธิตัวตรงตาพริ้มหลับใบหน้าละมุนเหมือนยังมีชีวิต หากเมื่อเธอเอามือบอบบางแตะกายจึงได้รู้ว่า เขาไปแล้ว

          “มีแต่กระดาษเขียนข้อความสั้น ๆ เอาไว้ตรงหน้า” เสียงตอบของหญิงสาวแห้งหาย

          “เขียนว่ายังไง?” คนเป็นพระถามเบา ๆ

          “...ละครปิดฉาก ลงเรือข้ามฟาก

          ที่นี่เรียบ ๆ บอกให้รู้ข่าว” ศศิประไพเน้นคำชัด

          “อือ!” สหายรักของวรุตพยักหน้า พลางแหงนเงยมองฟ้ารำพึงในใจ...“ฉันมาส่งแกตามสัญญา...แล้วเมื่อถึงวันของฉันอย่าลืมมารับบ้างล่ะ...”

          หญิงวัยกลางคนในชุดดำที่นั่งข้าง ๆ พยาบาลสาว นิ่งงัน มาตั้งแต่รู้ว่าผู้เป็นนายจากลาแล้ว จนถึงบัดนี้ยังมิเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ใบหน้าดำเกรียมเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส นาน ๆ ครั้งจึงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไหลซึมลงข้างแก้มตอบผอมอย่างเงียบ ๆ

          “ได้เวลาแล้ว!” ผู้เป็นสมณะเอ่ยเตือนเบา ๆ...

          คนเป็นภักติของผู้จากลาไปไกลแสนไกลพยักหน้า รับรู้

          ห่อผ้าขาวถูกยกขึ้นจูบอย่างแผ่วเบาทะนุถนอมก่อนที่มือสองข้างของเธอจะวางลงบนแผ่นน้ำ...มะลิขาวหลายพวง กุหลาบหลายช่อถูกวางตามห่อผ้าลงไปช้า ๆ

          ห่อผ้าบรรจุเถ้าถ่านของเขาลอยลิบออกไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ จมลงทีละนิดดอกไม้หมุนวนตาม

          “ลาก่อน” คนเป็นเมียส่งจิตล่ำลา...มิมีถ้อยวาจาใดเอ่ยออกจากปากศศิประไพ...เพราะ...

          ...บัดนี้หัวใจของเธอดำดิ่งลิบหายลงตามห่อผ้าขาวนั้นแล้ว

          ...ฟ้ากระจ่างใส พระพายเริ่มสะบัดแผ่วหากหัวใจของตนมืดมิด...และนิ่งงัน...ละอองน้ำหยาดเล็ก ๆ หล่นร่วงลงมาจากฟากฟ้าสัมผัสผิวกาย ทั้ง ๆ ที่นภากระจ่างแจ้งไร้เมฆฝน...

          ศศิประไพแหงนเงยมองขึ้นเบื้องบน ยิ้มเศร้า ปรากฏบนใบหน้าเจ้าตัวพึมพำกับตัวเอง...

          “รู้จ้ะว่าคุณมาอวยพร...” ดวงตาที่แห้งผากเริ่มมีหยาดน้ำคลอคลอง หากเป็นชั่วอึดใจใบหน้าของเธอพลันสงบลง...

          ...เธอนั่งนิ่งมองท้องนภากว้าง

          ผมยาวสยายสะบัดไหวตามแรงลม

          ชุดขาวพริ้ว...เมื่อเรือลำน้อยแล่นกลับคืน
          
          นิ่ง...
          
          ศศิประไพกวาดตามองแผ่นน้ำว่างเปล่าอีกครั้ง...เธอให้สัญญากับเขาแน่วแน่...

          “ไม่นานหรอก ฉันจะตามคุณไป...”

          พระพายยังคงสะบัดโบกลูบไล้ผิวกายปลอบโยน...เมฆาเคลื่อนคล้อยปลิวหาย นกนางนวลตัวน้อยถลาบินห่างไกลลิบ...เดียวดาย...เฉกเช่นสตรีผู้หนึ่งยังอยู่ข้างหลังเพื่อรอ...วันที่จะได้โบยบินสู่ฟากฟ้าตามเขาไป ณ บ้านแห่งใหม่ที่วาดหวังไว้...

          ...เพราะที่นั่นเป็นโลกแห่งนิรันดร...

          มิใช่...มายาเหมือนโลกแห่งนี้...

          อวสาน


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com