
บทที่ ๔๕
จันทราเคลื่อนคล้อย...แสงเทียนสุดท้ายบนแท่นบูชาดับลงเนิ่นนาน กลิ่นหอมของกำยานลับลาไปกับสายลม ลานกว้างหน้าบ้านสงัดเหลือเพียงลมดึกสะบัดพรูเป็นระยะ ๆ น้ำค้างกลางหาวพร่างพรมแผ่นดินจนบุรุษในชุดขาวรู้ได้ถึงอาภรณ์ของตนเริ่มเปียกชื้น ทว่า...เขาก็ยังคงขัดสมาธิ แน่วนิ่ง
อยู่บนอาสนะหน้าแท่นบูชาประหนึ่งรูปสลัก...
และแน่นอนที่สุดหากผู้เป็น ภัสดา มิขยับจากที่ มีหรือผู้เป็น ‘ภักติ’ จะห่างกาย
“คุณคะ!” หญิงวัยกลางคนที่รับใช้วรุตมานับสิบปีอดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยคำ... “ดึกมากแล้วน้ำค้างลงจะไม่สบาย” น้าแม้นกระซิบกับศศิประไพ
“น้าแม้นเข้าไปนอนก่อนเถอะจ้ะ...ไม่ต้องห่วงหรอก” หญิงสาวยิ้มตอบ เจ้าตัวรู้สึกเต็มหัวใจ ผู้เป็นสามีกำลังทำพิธีอาบแสงจันทร์
ร่างในชุดขาวที่กำลังนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าของเธอในวันนี้มีลักษณะหนึ่งที่เจ้าตัวมิอาจปฏิเสธได้ก็คือ...
...ผิวกายนวลขาวงามดังไข่มุกเรืองแสงได้... คำเก่าก่อนของผู้เป็นมารดาปรากฏในความจำ...
“คนเวลาจะตายนี่มันแปลกนะลูก!”
“แปลกยังไงคะ?” เธอเคยย้อนถาม
“โบราณเขาว่า...จะดูหน้า หน้าก็นวลจวนจะตาย” คุณดวงแขอ้างคำโบราณ
“ไม่เห็นเกี่ยวกันตรงไหน...” เธอหัวเราะขันหากคนเป็นแม่ทำท่าจริงจัง
“จริง ๆ นะลูก คนโบราณเขาว่าเป็นเพราะราศีมันเปลี่ยน” ในอดีตเธอหรือจะเชื่อ หากบัดนี้ประสบการณ์ชีวิตได้สอนหญิงสาวในบางสิ่งบางอย่างที่คนสมัยนี้ไม่รู้ คนโบราณ มักรู้เสมอ
และวันนี้ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเธอเป็นข้อยืนยัน เพราะทุกส่วนสัดอันเป็นสังขารของเขา งดงาม ผิดธรรมดา ศศิประไพรู้โดยมิต้องถามใคร...
“ราศี...ของชีวิตวรุตเริ่มเปลี่ยนแปร!”
‘จาก...กายหยาบสู่กายละเอียด...เตรียมทิ้งธาตุขันธ์ทั้งสี่คืนแก่โลก...’
พยาบาลสาวผู้กลายเป็นพราหมณี นึกถึงถ้อยรับสั่งของพระไครสต์ที่เคยผ่านตามาในหนังสือ...
“เจ้ามาจากดิน...จึงต้องกลับสู่ดิน” หญิงรับรู้... “ไม่มีใครโกงโลกได้เลย สมบัติ...ฤา ร่างกายต้องทอดไว้ในโลกา...”
“หนทางกลับบ้านของคุณงดงาม” ด้วยประสบการณ์ในอาชีพพยาบาลทำให้แน่ใจ เพราะยามชีวิตมนุษย์ปลิดปลงลง เธอเห็นมามากต่อมาก...
คนบาป จะทุรนทุรายก่อนตาย
คนประพฤติธรรม จะทอดกายหลับตาทิ้งสังขารอย่าง สงบ... เพราะเขามั่นใจในความ พิสุทธิ์ แห่งวิญญาณตน
“คนส่วนใหญ่ที่กลัวความตายเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตกนรกหรือไม่ ? แต่ถ้ามนุษย์ที่แน่ใจในความดีอันสั่งสมมาและมีศีลพอประมาณไม่มีใครกลัวตาย...” คำเก่าก่อนของผู้เป็นสามีกังวานขึ้นในจิต...
“แล้วคุณไม่กลัวหรือ?” เธอเคยย้อนถาม
“ไม่...เพราะผมแน่ใจว่าผมจะได้กลับบ้านไปสู่ครอบครัวอันอบอุ่น...” คำตอบหนักแน่น
“แล้วฉันล่ะ?” เธอจำได้ถึงคำถามที่มีรอยตัดพ้อของตน
“เมื่อถึงเวลา...ผมจะมารับ” เขาให้สัญญาแกมยิ้มขัน “รับรองได้พอคุณสลัดกายหยาบทิ้งคุณจะเห็นผมมายืนโผล่คอยอยู่ทันที”
“บ้าน...จะสวยไหมคะ?”
“สวยสิ! ที่นั่นจะมีแต่ความสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน” คนเป็นสามีอธิบายช้าชัด
“แล้วเวลาของฉันยังเหลืออีกนานไหม?” คำถามของศศิประไพราบเรียบ
“ไม่นานหรอกจ้ะ...”
“ฉันคงทรมานมากที่ไม่มีคุณ...” คนพูดขอบตาร้อนเรื่อเงาหล่อรื้นวาววับ “แต่ฉันก็จะรอ...” หญิงสาวพยายามกลืนความแข็งขืนตรงลำคอลง...
“วันนี้คุณท่านงามจริง ๆ นะคะ” เสียงของน้าแม้นทำลายภวังค์แห่งความคิดของศศิประไพลง
“คงเพราะแสงจันทร์ละมัง...?” คนตอบพยายามหันเห
“คงใช่ค่ะ...” หญิงวัยกลางคนพยักหน้าหากไม่วายพูดต่อ... “มันน่าแปลกนะคะ วันนี้อิฉันรู้สึกว่ามันเศร้า ๆ ในใจพิกล...ใจมันหาย ๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ!” หญิงสาวพยายามตัดบท
“รู้สึกเหมือนคุณท่านจะไปไหนก็ไม่รู้ไกล ๆ” ผู้เป็นบ่าวใกล้ชิดวรุตมานานกล่าวออกจากความรู้สึกโดยไม่ตั้งใจ หากคนฟังรู้ยิ่งกว่ารู้สิ่งที่อีกฝ่ายสัมผัสได้คือ ลางสังหรณ์
“จ้ะ...เห็นว่าเดินทางไกล...ไกลมาก” คำตอบของศศิประไพแผ่วหวิว
“ถึงยุโรปไหมคะ?” คนถามค่อยคลายใจเพราะในอดีตนายชอบไปเที่ยวยุโรปบ่อย ๆ
“ไกลกว่านั้น...จ้ะ...” คำตอบยังแผ่วเบาดุจเดิมในขณะที่คิ้วของน้าแม้นขมวด...
“คุณศศิ...อย่าให้คุณท่านไปได้ไหมคะ?”
“ไม่ได้หรอกจ้ะ” คนตอบส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับพยายามซ่อนน้ำตามิให้อีกฝ่ายเห็น...
ขณะที่คนเป็นบ่าวใจหายวูบ...หลุดคำ... “แม้นมีความรู้สึกว่าคุณท่านไปแล้วจะไม่กลับมาอีก...”
“ไม่หรอกจ้ะ...” หญิงสาวปลอบก่อนยื่นมือไปกุมมือของอีกฝ่ายพลางเอ่ยคำแผ่วเบาทว่าช้าชัด...
“คุณเขา...ต้องกลับมาแน่จ้ะ...!”ปากพูดหากใจคิด...
“คุณเขาจะกลับมารับเมื่อเราตาย!”
ศศิประไพยืนแหงนมองดวงจันทราที่สุกสกาวบนท้องฟ้า...วันนี้นภากว้างไร้เมฆหมอก แสงแห่งราตรีมณีสูงสุดสาดส่อง...สว่างมลังเมลือง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนม้าหินอ่อนตรงลานบ้าน ชุดขาวทำให้แลดูกระจ่างตาท่ามกลางแสงนวลคืนเพ็ญ
“ต่อแต่นี้จะไม่มีเขาอีกแล้ว!” หญิงสาวรำพึงในใจ พร้อมกับหยาดน้ำใสปรี่ไหลลง
“อย่าเปิดห้องพระจนกว่าจะรุ่งเช้า” คำสั่งของเขายังก้องอยู่ในใจ
“งานศพไม่ต้องจัด” คำสั่งของเขาผุดขึ้นเป็นละลอก
“ทำไมล่ะคะ?” คิ้วเรียวขมวดดวงตาแดงระเรื่อเจ็บในดวงจิตเป็นที่ยิ่ง
“เพราะไม่มีประโยชน์อะไร จัดงานก็ตายไม่จัดก็ตาย” เสียงตอบเรียบ ๆ
“ค่ะ!” คนฟังได้แต่รับคำซึ่งระยะหลังมานี้เขามิเคยได้ยินคำปฏิเสธจากเธอเลย เพราะหญิงสาวตระหนักดีในค่าแห่ง ภักติ นั้นหมายถึง ผู้จงรัก และภักดี สำหรับอีกฝ่าย หากลึกลงไปกว่านั้น ไฉนผู้เป็นเมียจะมิรู้...เขาไม่ต้องการให้ผู้อยู่หลังเหนื่อยยากกับความตายของตนในลักษณะ...
คนตายขายคนเป็น
“คำสั่งของสามี เมียหรือจะกล้าล่วงละเมิด...” เธอจำได้แม้ทุกถ้อยคำที่พูดกับเขา “ต่อให้คุณสั่งเมียตายตามก็ต้องทำ!”
“เพราะเหตุนี้ไงเล่า ผมถึงรักคุณเหลือเกิน” คำกล่าวของเขานุ่มนวล พร้อมกับประคองดวงหน้าซูบของผู้เป็นเมียพลางประทับรอยจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผาก เป็นครั้งแรกที่แต่งงานกันมา...
ศศิประไพยกมือลูบรอยอุ่นตรงหน้าผากตัวเองพลางรำพึงในหัวอกร้าวราน...
“มันเป็นครั้งสุดท้ายด้วย...” คนรำพึงแหงนมองจันทร์เพ็ญอีกครา...หากครานี้หยาดน้ำใสกลบดวงตา แสงจันทราจึงพรายพร่างระยับยิบ...ถ้อยวาจา รานร้าว พรั่งพรูในจิต...
“คืนนี้ฟ้าสว่างด้วยจันทร์ส่อง แต่เรานั้นหัวใจทำไมมืดมน...ข้าแต่มหาเทวะ ข้าพระพุทธเจ้ามิกล้าบังอาจทัดทานทูลขอชีวิตของเขา...ข้าเพียงแต่ขอ...” ประโยคในใจสะดุดเป็นห้วง ๆ...
“ขอให้หัวใจข้าเข้มแข็งกว่านี้”
ขณะที่ผู้ภักติแห่งตนกำลังใคร่ครวญหวนไห้อยู่เบื้องนอก วรุตผู้เป็น ภัสดา ของอีกฝ่ายทรุดตัวลงนั่งบนพรมขนสัตว์ที่ทำเป็นอาสนะปูนั่ง เขากวาดตามองห้องพระช้า ๆ ดุจดั่งจะจดจำไว้ในใจชั่วกาลนาน
“ต่อให้รักเท่าใดก็ต้องทิ้งไว้ในโลก” ร่างแห่งมหาเทวะเตือนตน
“ห้องพระวันนี้สวย” เขานึกชมในใจเพราะภายในห้องดารดาษพราวพรายด้วยดอกไม้งดงาม... วูบหนึ่งวรุตนึกถึงผู้เป็นภักติของตน...‘ในยามทุกข์ต่อความพลัดพรากยังมีจิตใจตบแต่งห้องพระให้สวยอย่างนี้ได้’ คนกำลังคิดถอนใจยาว...
‘สตรีแท้จริงเข้มแข็งกว่าบุรุษมากนัก...ไม่ว่าต่อความทุกข์ทางกายและใจ...’ ร่างทรงหนุ่มรำพึงในจิตกังวาน
‘...เพราะสตรีเป็นมารดาแห่งโลก...เป็นผู้ให้กำเนิดและพิทักษ์รักษาชั่วนิรันดร์’
ควันธูปม้วนตัวลอยขึ้นเบื้องสูงก่อนส่งกลิ่นหอมกำจาย...เทียนเกลียวสีแดงหน้าโต๊ะหมู่บูชาถูกจุดสว่างไสว...ร่างในชุดขาวสะอาดบอกถึงความบริสุทธิ์แห่ง ศีล...นั่งขัดสมาธิตัวตรง กำหนดจิต... ว่าง จากเครื่องร้อยรัดทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง...จิตน้อมเข้าสู่กระแสแห่งพระรัตนตรัย...คนเข้าสมาธิ...ได้ยินบทสวดมนต์ไพเราะแว่วกระทบโสต...
“พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...”
ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะกำหนดสภาวะจิตก้าวพ้น อุปจารสมาธิ...ล่วงสู่อัปปณาสมาธิ ดำรงอยู่ใน ฌาน มโนสว่างเรืองรอง...อารมณ์อยู่ในความสงบระงับ เป็นเอกคตารมณ์ พลังงานทิพย์เริ่มหมุนวนเร็วขึ้น...เร็วขึ้น
“กรึบ!” เสียงกายทิพย์สลัดหลุดจากกายหยาบ ร่างโปร่งใสยืนมองสังขารตรงหน้าพร้อมกับพิจารณาสภาวธรรม...
“อุปาทาน...ทำให้เกิดขันธ์ห้า...กายหยาบเป็นเพียงธาตุทั้งสี่คือดินน้ำลมไฟ มาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น เราบัดนี้ได้พ้นแล้วจากกายหยาบ...” ร่างโปร่งใสหันกลับ มองเห็นเบื้องหน้าของตนสว่างเรืองงดงาม...จิตบอกชัด...
“ไปที่นั่น...!” เพียงแค่นึกก็พุ่งลิ่วไปข้างหน้า ประกายแห่งสีสันพร่างพรายงดงาม จิตรู้ชัดเจน...
“กลับบ้าน...กลับสู่ปรมาตมัน...!”
ทะเลเรียบดุจกระจก เมฆขาวลอยฟ่อง เรือลำน้อยจอดนิ่งสงบท่ามกลางความเวิ้งว้าง แผ่นดินแลเห็นไกลลิบ ศศิประไพแหงนมองนกนางนวลกางปีกโบยบินอยู่เดียวดาย ในอ้อมอกมีห่อผ้าขาวตระคองกอดแนบแน่น ภายนอกแม้แลดูสงบ หากแท้จริงในใจร่ำไห้อาดูร ดวงตาแห้งผากหากน้ำตาไหลย้อนท่วมหัวใจ...
“ผมไม่ได้ไปไหนไกลหรอก แล้วจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” คำเก่าก่อนดังขึ้นคล้ายกระซิบ...
“แต่ฉันมองไม่เห็นคุณนี่...” เธอเคยค้านเขา หากได้ยินเสียงหัวเราะ “ก็ต้องหัดทำสมาธิให้เก่ง ๆ”
“ไม่ต้องทำสมาธิก็เห็นคุณ...เพราะภาพของคุณอยู่ในใจฉันเสมอยอดรัก...” เธอกระซิบกับห่อผ้าในอ้อมกอด
“เขาสั่งอะไรไว้หรือเปล่า?” คนนั่งจับสายสิญจน์ ในชุดจีวรเหลืองอร่ามตรงหัวเรือถามทำลายความเงียบขึ้น
“เปล่าค่ะ?” ศศิประไพตอบตามความจริง เธอจำได้ว่าคืนนั้นเจ้าตัวมิอาจข่มตาหลับลงได้จนรุ่งเช้า และเมื่อเปิดประตูห้องพระ เขายังคงนั่งขัดสมาธิตัวตรงตาพริ้มหลับใบหน้าละมุนเหมือนยังมีชีวิต หากเมื่อเธอเอามือบอบบางแตะกายจึงได้รู้ว่า เขาไปแล้ว
“มีแต่กระดาษเขียนข้อความสั้น ๆ เอาไว้ตรงหน้า” เสียงตอบของหญิงสาวแห้งหาย
“เขียนว่ายังไง?” คนเป็นพระถามเบา ๆ
“...ละครปิดฉาก ลงเรือข้ามฟาก
ที่นี่เรียบ ๆ บอกให้รู้ข่าว” ศศิประไพเน้นคำชัด
“อือ!” สหายรักของวรุตพยักหน้า พลางแหงนเงยมองฟ้ารำพึงในใจ...“ฉันมาส่งแกตามสัญญา...แล้วเมื่อถึงวันของฉันอย่าลืมมารับบ้างล่ะ...”
หญิงวัยกลางคนในชุดดำที่นั่งข้าง ๆ พยาบาลสาว นิ่งงัน มาตั้งแต่รู้ว่าผู้เป็นนายจากลาแล้ว จนถึงบัดนี้ยังมิเอ่ยอะไรออกมาสักคำ ใบหน้าดำเกรียมเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส นาน ๆ ครั้งจึงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไหลซึมลงข้างแก้มตอบผอมอย่างเงียบ ๆ
“ได้เวลาแล้ว!” ผู้เป็นสมณะเอ่ยเตือนเบา ๆ...
คนเป็นภักติของผู้จากลาไปไกลแสนไกลพยักหน้า รับรู้
ห่อผ้าขาวถูกยกขึ้นจูบอย่างแผ่วเบาทะนุถนอมก่อนที่มือสองข้างของเธอจะวางลงบนแผ่นน้ำ...มะลิขาวหลายพวง กุหลาบหลายช่อถูกวางตามห่อผ้าลงไปช้า ๆ
ห่อผ้าบรรจุเถ้าถ่านของเขาลอยลิบออกไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ จมลงทีละนิดดอกไม้หมุนวนตาม
“ลาก่อน” คนเป็นเมียส่งจิตล่ำลา...มิมีถ้อยวาจาใดเอ่ยออกจากปากศศิประไพ...เพราะ...
...บัดนี้หัวใจของเธอดำดิ่งลิบหายลงตามห่อผ้าขาวนั้นแล้ว
...ฟ้ากระจ่างใส พระพายเริ่มสะบัดแผ่วหากหัวใจของตนมืดมิด...และนิ่งงัน...ละอองน้ำหยาดเล็ก ๆ หล่นร่วงลงมาจากฟากฟ้าสัมผัสผิวกาย ทั้ง ๆ ที่นภากระจ่างแจ้งไร้เมฆฝน...
ศศิประไพแหงนเงยมองขึ้นเบื้องบน ยิ้มเศร้า ปรากฏบนใบหน้าเจ้าตัวพึมพำกับตัวเอง...
“รู้จ้ะว่าคุณมาอวยพร...” ดวงตาที่แห้งผากเริ่มมีหยาดน้ำคลอคลอง หากเป็นชั่วอึดใจใบหน้าของเธอพลันสงบลง...
...เธอนั่งนิ่งมองท้องนภากว้าง
ผมยาวสยายสะบัดไหวตามแรงลม
ชุดขาวพริ้ว...เมื่อเรือลำน้อยแล่นกลับคืน
นิ่ง...
ศศิประไพกวาดตามองแผ่นน้ำว่างเปล่าอีกครั้ง...เธอให้สัญญากับเขาแน่วแน่...
“ไม่นานหรอก ฉันจะตามคุณไป...”
พระพายยังคงสะบัดโบกลูบไล้ผิวกายปลอบโยน...เมฆาเคลื่อนคล้อยปลิวหาย นกนางนวลตัวน้อยถลาบินห่างไกลลิบ...เดียวดาย...เฉกเช่นสตรีผู้หนึ่งยังอยู่ข้างหลังเพื่อรอ...วันที่จะได้โบยบินสู่ฟากฟ้าตามเขาไป ณ บ้านแห่งใหม่ที่วาดหวังไว้...
...เพราะที่นั่นเป็นโลกแห่งนิรันดร...
มิใช่...มายาเหมือนโลกแห่งนี้...
อวสาน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com