
บทที่ ๔๔
กลิ่นธูปหอมกำจาย พร้อมกับเสียงกล่าวขออุปสมบท ดังกังวานก้องโบสถ์... หลวงพ่อผู้เป็น พระอุปัชฌาย์ ซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางหัตถบาสสงฆ์เก้ารูป พริ้มตาสำรวมจิตฟัง หลังจากรับกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพจากผู้เป็นนาคแล้ว...
“จงเป็นสุขเป็นสุข ขอให้ก้าวสู่มรรคผลอันเป็นแดนบรมสุขเถิด...” วรุตเอ่ยคำเบา ๆ กับนาค ขณะที่ผู้กำลังขออุปสมบทเข้ามาขอรับผ้าไตรจีวรเพื่อนำไปครอง
“ขอให้กุศลในการบวชอย่างตั้งใจของข้าพเจ้าในวันนี้จงเป็นของบุรุษและสตรีคู่นี้ด้วยเถิด...” ปรเมศว์ตั้งจิตแผ่กุศลให้อีกฝ่าย
คนรับผ้าไตรเดินลับหายไปหลังโบสถ์ โดยมีพระพี่เลี้ยงเดินตามเพื่อช่วยนุ่งห่มจีวรให้ อันเป็นธรรมเนียมสำหรับผู้บวชใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่รู้กันว่า ยังครองผ้า ไม่เป็น
“ราศีผ้าเหลืองจับ...สวยจริง!” ชายในชุดขาวผู้เป็นร่างแห่งมหาเทวะนึกชม ...เมื่อเป็นสหายรักเดินออกมาจากด้านหลังของโบสถ์ หลังจากครองจีวรเสร็จแล้ว
ใบหน้าและดวงตาของพระบวชใหม่ฉายแววแห่งความสงบสุขอย่างเห็นได้ชัด...
“สาธุ!” เสียงอนุโมทนากังวานแว่วประสานเสียงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในโบสถ์มีคนมาร่วมแค่วรุตกับศศิประไพเท่านั้น...
“เทวดาอนุโมทนา!” ร่างทรงหนุ่มยิ้มกับตัวเองก่อนหันมามองอดีตพยาบาลคล้ายจะถามว่า ได้ยินไหม และอีกฝ่ายก็ยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้า
พิธีกรรมการบวชแบบง่าย ๆ ดำเนินต่อไปจนสิ้นสุดลง หลังจากที่ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ บอกอนุศาสน์แก่พระบวชใหม่เป็นรายการสุดท้าย ปรเมศว์ยกเครื่องไทยทานอันมีดอกไม้ธูปเทียน ของใช้จำเป็นสำหรับพระสงฆ์และปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ถวายเหล่าภิกษุพร้อมกรวดน้ำแผ่กุศลกับสรรพสัตว์เป็นอันจบพิธี
...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...
ผู้ผ่านญัตติให้เป็นสงฆ์โดยสมบูรณ์ ด้วยศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ ขยับลุก มือหอบหิ้ว ตาลปัตร และ บาตร พะรุงพะรัง เตรียมก้าวออกจากโบสถ์เพื่อมุ่งหน้าสู่กุฏิที่พัก... ร่างกายใต้ ผ้ากาสาวพักตร์ หยัดยืนมั่นคงสมเป็นบุตรแห่งตถาคต...
วรุตและศศิประไพก้มกราบผู้เป็น สมณะ ด้วยความนอบน้อม พร้อมหยาดน้ำตาแห่งความปีติคลอคลอง...
“กุฏิท่านอยู่ตรงไหนครับ?” ผู้สนองโอษฐ์เทวะถามพระหลังกราบเสร็จ
“ด้านหลังติดป่าช้า” คำตอบราบเรียบจนน่าแปลกใจ ผิดกับครั้งเมื่อเป็นฆราวาสที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า เรื่องกลัวผีต้องยกให้ไม่มีใครเกิน
“ไม่กลัวหรือคะ?” ฝ่ายหญิงอดถามไม่ได้ ซึ่งพระบวชใหม่คลี่ยิ้มก่อนตอบเบา ๆ ...
“ก็ต้องลองดู เป็นพระขืนกลัวผีก็หมดท่า”
“ผมช่วยถือครับ...” วรุตเอื้อมมือรับของจากหลวงพี่ “เชิญท่านเลยครับ”
ผู้เป็นสงฆ์ก้าวเดินนำหน้าลัดเลาะไปด้านหลังของบริเวณวัด โดยมีคนชุดขาวทั้งสองก้าวตามไปเงียบ ๆ ...
“เส้นทางชีวิตอันสับสนวุ่นวายได้จบลงแล้ว...” คนในชุดจีวรสีเหลืองรำพึงกับตัวเอง “วันนี้เราได้วางโลกวางทุกสิ่งออกจากใจเหลือเพียงความสงบสุขในใจเท่านั้น!”
ผู้ที่ก้าวขึ้นกุฏิยืนรีรออยู่ชั่วขณะ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนผ้าอาสนะที่วรุตปูให้เรียบร้อยแล้ว
“ขอบใจ” เจ้าของกุฏิพึมพำ
“ท่านได้ฉายาอะไรครับ” ร่างมหาเทวะถามเรียบ ๆ ขณะที่คนถูกถามคลี่ยิ้มตอบ...
“ศุภชาโต...”
“ก็แปลว่าผู้ที่มีชาติกำเนิดอันประเสริฐ” อดีตนักเขียนชื่อดังแปลความหมายฉายาของอีกฝ่าย
“แต่ความจริงน่าจะแปลว่าเกิดใหม่มากกว่า...” ผู้เป็นสงฆ์พูดเนิบนาบ หากดวงตาเป็นประกาย ความสดใสที่ฉายชัดออกจากตาได้เพราะใจสงบระงับประณีต ร่างทรงหนุ่มไฉนจะกล้าปฏิเสธประโยคของอีกฝ่าย การบวช เปรียบเสมือนการตายจากโลกวัตถุก้าวสู่ โลกธรรม เป็นการ เกิดใหม่ เกิดเป็นลูกแห่งพระตถาคต วรุตจึงได้แต่พยักหน้ารับ...
“ใช่ครับ!”
“หลังจากวันเพ็ญเดือนสิบสองแล้วโยมจะทำยังไง?” ประโยคนี้พระหันมาถามฝ่ายหญิง
“ยังคิดไม่ตกเลยค่ะ...” คำตอบมีรอยสะดุดเพราะเจ้าตัวรู้ซึ้งถึงความหมายนั้น วันเพ็ญเดือนสิบสอง ผ่านพ้นคืนวัน จาก ของผู้เป็นภัสดา
“คิดจะบวชไหม?”
“ทุกวันนี้ก็เท่ากับบวชอยู่แล้ว” วรุตตอบแทนศศิประไพ
“ไม่...หมายถึงบวชชี...” คนถามยิ้ม
“ไม่ละค่ะ ให้ทำอะไรทำได้ทั้งนั้น แต่ไม่ขอโกนหัวเด็ดขาด”
“ทำไมล่ะ” สันคิ้วเกลี้ยงเกลาขมวดเล็กน้อย
“ถ้าโกนหัวโกนคิ้ว ทำงานลำบาก คนจะจับตามอง ถ้าแค่ห่มขาวอย่างเดียวจะคล่องตัวกว่า ท่านก็รู้ว่าที่นี่ยังมีงานอีกมากที่จะต้องทำ” คำตอบที่สามารถทำให้หลวงพี่พยักหน้ารับ กับภาระที่จะต้องดูแลเด็ก ๆ ในฐานะ มารดา คงไม่งดงามในสายตาของมนุษย์หาก ปลงผมปลงคิ้ว ที่สำคัญคือ... เป็นสมณหรือเป็นแม่ชี...ก็มิได้อยู่กับเครื่องนุ่งห่มและสัญลักษณ์ หากอยู่ที่ ใจ
“จากกันวันนี้เราคงไม่ได้เห็นกันอีก...” ผู้เป็นสงฆ์หันมาที่ผู้เป็นสหายรักเมื่อยามเป็นฆราวาสเอ่ยคำเบา ๆ
“ครับ...”
“มนุษย์มีความพลัดพรากอันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์เสมอ และเป็นธรรมดา...” ผู้พูดคล้ายเทศนาหากดวงตาวาววับด้วยแผ่นใสของหยาดน้ำ
“ครับ...” เสียงรับคำมีอาการถอนใจ “หากถ้าเราจะระงับทุกข์นั้นต้องอาศัยสติจับ พิจารณาความเป็นธรรมดาของมันให้กระจ่าง” คำพูดของวรุตราบเรียบ ทว่า คนเพิ่งเป็นพระ รู้ อีกฝ่ายเตือนตน สมณสารูปบุตรแห่งพระตถาคต ฤา...จะหวั่นไหวเพราะการข้องเกี่ยวใด ๆ ...หากผู้ถือกำเนิดใหม่ในร่มกาสาวพักตร์ก็ตระหนักดี ใจที่เข้มแข็งต้องใช้เวลาฝึกปรือจึงจะได้ ความพลัดพรากจากของอันเป็นที่รักจะหักได้โดยเร็วกระนั้นหรือ?
วรุตชำเลืองมองหญิงคนรักก่อนหันมาสบตากับคนเป็นภิกษุสงฆ์แน่วแน่... ผู้มีฉายา ศุภชาโต...พยักหน้ารับรู้ ต่อให้ไม่มีคำกล่าวขานใด ๆ หลุดออกมาก็ตาม หลวงพี่ย่อมทราบ คนใกล้จากลา ขอฝากผู้ที่ยังอยู่ในโลกกับตน... การฝากมิใช่ฝากให้ดูแลในฐานะบุรุษและสตรี หากฝากความทุกข์ทั้งมวลของผู้อยู่ข้างหลังกับธรรมปฏิบัติที่สามารถทำให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
...อย่างน้อยธรรมโอสถแห่งพระพุทธองค์ที่ผ่านสาวกทั้งหลายสามารถบรรเทาทุกข์ให้ศศิประไพได้แน่นอน!...
วรุตและศศิประไพก้มกราบสมมุติสงฆ์นาม ศุภชาโต อย่างนอบน้อมเป็นการกล่าวลา สองชีวิตที่กราบลงตรงหน้าพร้อมกันแต่ทว่าความหมายนั้นต่างกันยิ่ง...
ผู้เป็นสตรีกราบลาในครั้งนี้ยังมีโอกาสพบหน้ากันอีกครั้ง หากอีกคนอันเป็นสหายรัก... การกราบลาครั้งนี้... จะได้พบกันเป็นครั้งสุดท้าย...
คนในชุดขาวทั้งสองล่ำลากลับไปแล้ว หากผู้อยู่ในชุดผ้ากาสาวพักตร์ ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ ณ ที่เดิม...นาน ๆ ครั้งจึงจะมีเสียงถอนหายใจเบา ๆ แทรกความสงัดเงียบขึ้นมา ผู้มีฉายาในโลกธรรมว่า ศุภชาโต นั่งกำหนดจิตพิจารณาสภาวธรรมอันมิเที่ยงของโลกช้า ๆ ...
“เกิด... แก่ เจ็บ ตาย และความพลัดพรากเป็นธรรมดาของมนุษย์...” ดวงตาแม้พริ้มหลับกายนิ่งหยัดตรง หากสติยังคงมั่นในการพิจารณา ธรรมชาติ แห่งสัตว์โลก...
...วันนี้ ...ตนได้ทิ้งความวุ่นวายของโลกก้าวสู่ความ ว่าง ความสงบเพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ความวิเวก และเมื่อได้อยู่ในที่วิเวก กายจึงวิเวก เมื่อกายวิเวก ใยจิตจะไม่...เกิดวิเวกตาม จิต เมื่อถูกสลัดคืนสู่ความสงบ ปัญญา ลึกเร้นจะผุดขึ้น...
“อ้อ?” ตัวรู้แห่งปัญญาได้กับตนเอง พระบวชใหม่เริ่มเข้าใจ... “นักบวชทั้งหลายหันหลังกับสังคมเมืองสู่ป่าเขาอันเรียกว่า ธุดงควัตรด้วยเหตุนี้... ท่านทั้งหลายเหล่านั้นปรารถนาความวิเวกเพื่อสั่งสอนจิตและใจของตน ความสงัดสงบของป่าเขาลำเนาธาร ทำให้กิเลสตัณหาที่มาในรูป รส...กลิ่นเสียงไม่สามารถกระทบอายตนะทั้งหกอันมี หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ ได้”
ความคิดอันแนบแน่นในธรรมะ คือ วิปัสสนา หลั่งไหลดุจสายธาร เหตุและผลกระจ่างใจ...
“จิตที่สามารถสลัดคืนทิ้งกิเลสอันเป็นเครื่องเศร้าหมองตัดตัณหาอันเป็นยางเหนียวได้แล้ว จิตจึงเป็นอิสระ สงบระงับประณีต...พ้นจากการยึดโยงของวัฏฏะได้...” รอยยิ้มสุขฉาบชัดขึ้นกับคนเป็นพระ...เจ้าตัวพูดกับตนเองชัดในใจ...
“เราเดินมาถูกทางแล้ว!”
หากแต่ยังมีคำถามตามมา... “วรุตล่ะ ?” จะอย่างไรความเคยชินก็ยังห่วงสหาย...
“กลับไปนี่ไปตาย!” ความเศร้ากระทบมโน... เพราะ ใยแห่งความรัก เป็นสายใยที่แน่นเหนียวที่สุดของมนุษย์
...ความรัก ก็คือ ความทุกข์...
แว่บหนึ่งของจิตคนกำลังคิดประหวัดถึง ศศิประไพ พร้อมกับคำถามสำหรับตนเอง...
“รายนั้นจะทุกข์สักเพียงไหน?”
แม้จะบวชเป็นพระแล้วก็มิใช่จะเป็นสงฆ์โดยสมบูรณ์ ...ผ้าเหลืองเป็นสมมุติบัญญัติ ...ว่า เป็นสมมุติสงฆ์ ฉะนั้น ห่วง อันผูกพันกันมาเนิ่นนาน ฤา...จะหักได้ในวันเดียว... ความสงสารต่อบุรุษสตรีทั้งสองจึงท่วมใจ...อารมณ์เป็นเสมือนพายุกระหน่ำ จิต ไหวดุจคลื่น...ด้วยความรันทด...หากแต่...
“เฮ่อ...” เสียงคุ้นหูแว่วกระทบโสต คนได้ยินสะดุ้งลืมตากวาดมองรอบ ๆ ทว่าไร้วี่แววของมนุษย์
“ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังจะคิดเรื่องคนอื่น...” น้ำเสียงหยันเยาะกระทบอีก ซึ่งคนเป็นพระแน่ใจมิได้ยินด้วยหู... หากได้ยินชัดคล้าย ๆ ดังขึ้นในสมองของตัวเอง...
“เสียงมหาเทวะ!” จิตรายงานรวดเร็ว กับถ้อยรับสั่งรัว ๆ มีลักษณะขึ้นพระนาสิกเฉกนี้มิมีอื่นใดนอกเสียจาก มหาศิวะเจ้า
“มัวแต่นั่งคิดนั่งห่วง แล้วได้อะไร ห่วงแล้วช่วยให้คนอื่นดีขึ้นรึเปล่า?” สุรเสียงยังคงกังวานในสมอง จนเจ้าตัวต้องทำหน้าเลิ่กลั่กปากขมุบขมิบบ่น...
“เวร!”
“ใครเวร?” คำย้อนห้วน
“อ้าวก็หม่อมฉันสิเวร บวชแล้วยังไม่พ้น” คำตอบในใจชักอ่อย
“เฮ่อะ...ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วยหรอกแต่มันเป็นหน้าที่ต้องจำยอม เทวดาฝ่ายสัมมาทิฏฐิต้องคอยดูแลพระศาสนา” ถ้อยรับสั่งมีพระอาการถอนพระทัย “เทวดาก็มีกรรมเหมือนกัน ต้องคอยรบกับพวกมารศาสนาที่นับวันนับจะมากขึ้น...”
“งั้นก็แสดงว่าหม่อมฉันก็เป็นมารศาสนาสิ”
“ของแน่...ถ้าบวชเรียนแล้วยังมัวแต่แส่ส่ายคิดแต่เรื่องชาวบ้าน แทนที่จะรีบปฏิบัติธรรมแสวงหาความหลุดพ้น เปลืองข้าวสุกชาวบ้านเปล่า ๆ...” ประโยครับสั่งแม้ราบเรียบ ทว่าเล่นเอาคนในผ้าเหลืองสะดุ้งโหยงงึมงำในใจ...
“มาด่าโดยเฉพาะ... เจ็บชิบ!” เจ้าตัวนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนเอ่ยคำคล้ายนึกขึ้นมาได้...“ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันจะถอนเงินที่มีในธนาคารจ้างคนส่งปิ่นโต จะได้ไม่เปลืองข้าวสุกชาวบ้าน”
“แล้วเวลาที่บวชแล้วคนเขาเรียกเราว่าอะไร?”
“พระภิกษุ...” คำตอบเร็วโดยไม่ต้องคิด
“ภิกษุหรือภิกขุ...แปลว่าผู้ขอ...เป็นบัญญัติแห่งพระศาสดาให้ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์เลี้ยงชีวิต แล้วนำธรรมะออกสอนสั่งมนุษย์เป็นการตอบแทนเพื่อสืบพระศาสนา อย่าลืม...เสนาสนะที่อาศัยอยู่ในขณะนี้ได้จากปัจจัยของชาวบ้านทั้งสิ้น ฉะนั้นสมณะควรปฏิบัติธรรมอันเป็นกุศลคืนให้กับเขาเหล่านั้น อย่าเผาผลาญเวลาให้สิ้นไปเปล่า ๆ จะเป็นบาปกรรม” มหาเทพทำหน้าที่เทศนาให้พระบวชใหม่ฟังยืดยาว ซึ่งผู้ฟังสิ้นข้อกังขาไร้คำโต้แย้ง...
“หม่อมฉันเข้าใจแล้ว”
“เรามาถวายพรต่อท่านผู้เป็นสาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ท่านจงเป็นผู้สืบศาสนาที่พร้อมด้วยศีลาจาวัตรอันงดงามสมบูรณ์ด้วย ศีล สมาธิ และปัญญาเพื่อโปรดสัตว์โลกตามรอยบาทขององค์พระศาสดา” พรแห่งมหาเทวะกึกก้องกังวาน...นำความ ปีติ สู่จิตใจของภิกขุฉายา ศุภชาโตเป็นที่ยิ่ง...เจ้าตัวเปล่งคำอนุโมทนากึกก้องมิแพ้กันในใจ..
“สาธุ...สาธุ...สาธุ...!” พร้อมกับปฏิญาณแน่วแน่ในการก้าวสู่เพศบรรพชิตของตน...
“เราจะมุ่งปฏิบัติธรรมให้สมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพเจ้าและสาวกบุตรแห่งตถาคต...นี่คือสัจจะวาจา!”
คนที่นั่งขัดสมาธิหน้าโต๊ะหมู่บูชา ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องพระถูกเปิดออก ก่อนที่สตรีร่างบางในชุดขาวจะก้าวเข้ามาคุกเข่าลงข้าง ๆ ผู้เป็นสามี หญิงสาวกล่าวคำเบา ๆ ...
“จัดเสร็จแล้วค่ะ”
“กี่โมงแล้วละนี่?” วรุตเอ่ยถามพร้อมกับขยับลุกรวดเร็ว
“เกือบสองยามแล้วค่ะ” ศศิประไพยังคงรักษาน้ำเสียงแผ่วเบาดุจเดิม
ร่างสูงในชุดขาวก้าวยาว ๆ ออกจากห้องเดินตรงไปยังลานหน้าบ้านก่อนที่จะหยุดยืนมองโต๊ะตัวยาวปูผ้าขาววางรายเรียงไปด้วยเครื่องสังเวยพร้อมพรั่ง ดอกไม้หลายสีพราวพราย
“จัดได้สวย” ชายหนุ่มเอ่ยชมขณะที่ฝ่ายหญิงก้าวมายืนข้าง ๆ
“ไม่รู้ว่าจัดถูกหรือเปล่า?” คนถูกชมอุบอิบ “น้าแม้นเป็นลูกมือ ทำให้จัดได้เร็วขึ้น” เสียงบอกนุ่มนวล
“จัดเก่ง...ถูกต้องทุกอย่าง” คนพูดพยักหน้าหลังจากกวาดตาสำรวจอีกครั้ง
สูงสุดของโต๊ะสังเวยเป็นรูปสมมุติแห่งมหาศิวะเจ้า วางบนโต๊ะขาสิงห์ตัวเล็ก กระหนาบด้วยบายศรีพรหมสิบหกชั้นซ้ายขวาอันงดงามวิจิตร ต่ำลงมาเป็นเครื่องขมากรวยดอกไม้ธูปเทียนแพล้อมมาลัยมะลิสด พร้อมเครื่องบัดพลีผลไม้เก้าอย่าง ถั่วงานมเนย ข้าวตอกดอกไม้ น้ำผึ้ง ทั้งเครื่องกระยาบวชครบครัน ซึ่งทุกอย่างจัดวางสวยงามบนพานโตกสีทองปูด้วยผ้าแดงอีกชั้น
จันทราข้างขึ้นสิบสี่ค่ำ แม้มิวาดโค้งกลมเหมือนวันราตรีมณีสูงสุด หากก็ทอแสงนวลสว่างอร่ามตา... จนสามารถมองเห็นสรรพสิ่งได้ดี
ร่างแห่งมหาเทวะแหงนมองดวงจันทร์ที่กำลังเคลื่อนคล้อยขึ้นตรงศีรษะก่อนจะก้าวไปยังโต๊ะสังเวย โดยมีศศิประไพและน้าแม้นก้าวเข้าไปนั่งคุกเข่าบนอาสนะซ้ายขวาเงียบ ๆ เทียนชนวนถูกจุดขึ้น และพร้อม ๆ กับเทียนชัยสีแดงสว่างเรือง...กลิ่นธูปเคล้ากลิ่นกำยานกำจายสะบัดตามสายลมโชยอ่อน ๆ
“สัคเค...กาเมจะรูเป...ศิริสิขะระฏะเฏ จันทะลิกเข...วิมาเน...” บทชุมนุมเทวดาถูกเปล่งออกจากปากของบุรุษในชุดขาวกังวานก้อง ขณะที่ผู้ได้ชื่อว่า เมีย คุกเข่าก้มหน้าซ่อนน้ำตา เพราะเจ้าตัวรู้...
“การสังเวยเทวดาถวายต่อมหาเทวะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา”
ศศิประไพพยายามกลืนความขมที่ซ่านปลายลิ้นลง รอยสะอึกอั้นอยู่ในทรวงจนกายสะท้าน...
“ทำไมรวดเร็วอย่างนี้?” สตรีในชุดขาวรำพึงด้วยความสะทกสะท้อน เธอรู้อยู่แก่ใจ...เวลาของเขาได้มาถึงจุดสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงเสี้ยวเวลาเท่าองคุลีเท่านั้นสำหรับ เขา และ เธอ ประโยคอันร้าวรานเวียนวนรบกวนอยู่ในใจของหญิงสาวอยู่ตลอดเวลา...เพราะ...
“พรุ่งนี้...” แม้คำกล่าวในใจก็ยังมีอาการสะดุดพร้อมหยาดน้ำพรั่งพรูเกินกลั้น...
“พรุ่งนี้เป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง...วันที่คุณต้องจากลา...ลาฉันคนที่รักคุณเหลือเกิน...”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com